วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สงครามค่าเงินสะเทือนไทย ถึงเวลาลดดอกสู้หรือยัง

วันนี้ “สงครามค่าเงิน” กำลังแผ่กระจายไปทั่วโลก ยุโรป จีน ญี่ปุ่น รวมทั้งเพื่อนบ้านไทย ต่างลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อให้ค่าเงินอ่อนลง สร้างความได้เปรียบในการส่งออกสินค้า จนนักวิเคราะห์วิตกกันว่าจะเกิด “ภาวะเงินฝืด” ไปทั่วโลก แต่ กนง. คณะกรรมการนโยบายการเงิน แบงก์ชาติ ก็ยังยืนยันไม่ลดดอกเบี้ย แต่ในการประชุมเมื่อปลายเดือนมกราคม เสียงเริ่มแตกออกเป็น 5 ต่อ 2

วันนี้ผมมีจดหมายจาก คุณโยธิน ดำเนินชาญวนิชย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ดั๊บเบิ้ลเอ (1991) ผู้ส่งออกกระดาษรายใหญ่ยี่ห้อเอเอไปขายทั่วโลกจนโด่งดัง และมีการลงทุนในหลายประเทศ ได้เขียนจดหมายมาแสดงความคิดเห็นเรื่อง “สถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนของไทย” ผมจึงขอนำมาลงให้อ่านกันตรงนี้

“เนื่องจากในช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาก เมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ เช่น สกุลเงินยูโร ดอลลาร์ออสเตรเลีย ริงกิตมาเลเซีย ซึ่งเมื่อเทียบกับ เงินยูโร แล้ว เงินบาทแข็งค่าขึ้นมากถึง 20% ทำให้เป็นปัญหาว่า นักลงทุน หรือ นักท่องเที่ยวในแถบยุโรป เวลาเข้ามาลงทุน หรือมาท่องเที่ยวในเมืองไทย จะมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 20% มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของไทยลดลง

ส่วนทางด้าน ญี่ปุ่น ไทยมีการนำเข้าและส่งออกสินค้ากับญี่ปุ่นค่อนข้างมาก ค่าเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนกว่าค่าเงินบาทไทยไปเยอะมาก ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่ากว่าเงินเยนญี่ปุ่นถึง 20–30% ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นที่จะตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทย อาจจะชะลอตัวลง สินค้าที่ผลิตในเมืองไทย จากเดิมที่มีต้นทุนที่สามารถแข่งขัน ได้กลับกลายเป็นต้นทุนที่แพงขึ้น เนื่องจากค่าเงินบาทมีค่ามากขึ้น

ปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย มีเงื่อนไขในการตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ เพราะมีความกังวลในเรื่อง อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งกรณีนี้ ราคาน้ำมันได้ลดต่ำลงอย่างมาก ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในเดือนมกราคมมีแนวโน้มต่ำลง ราคาอาหาร ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีแนวโน้มลดลง ผลจากราคาน้ำมันที่ต่ำลง เพราะฉะนั้น ถ้า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ก็ไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อเลย

ด้าน รัฐบาล ก็ควรจะมีการส่งสัญญาณให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ดำเนินการ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงให้เหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ ก็จะทำให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนลงมาใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย หรือสะท้อนกับประเทศคู่ค้า เช่น ญี่ปุ่น ยุโรป ออสเตรเลีย จะทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัว และมีความสามารถในการแข่งขันในการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น จากช่วงที่ตกต่ำที่สุดในปีที่แล้วได้”

นี่คือความเห็นเรื่อง “ค่าเงินบาท” ของนักธุรกิจไทย ซึ่งมีการ ค้าขายระหว่างประเทศ และรับรู้ถึงผลกระทบจากสงครามค่าเงินที่กำลังระบาดไปทั่ว

สัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารกลางสวีเดน ก็เพิ่งประกาศ ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไป “ติดลบ 0.1%” และมีมาตรการ QE จะเข้าไปซื้อสินทรัพย์ในตลาดเป็นครั้งแรก เพื่อทำให้ค่าเงินโครนของสวีเดนอ่อนค่าลง

วันนี้ อัตราดอกเบี้ยยุโรป ซึ่งเป็นตลาดเงินสำคัญ “ติดลบหมด” เช่น ยูโร ติดลบ 0.2% สวิส ติดลบ 0.75% เดนมาร์ก ติดลบ 0.75% และ สวีเดน ติดลบ 0.1% จนหวั่นว่าจะเกิด “ภาวะเงินฝืด”

วันก่อน ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ก็แถลงถึง เงินเฟ้อไทยในปีนี้ ว่า อาจต่ำกว่า 1% เล็กน้อย แต่ เงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ที่ 1% ในภาพรวมจึงยังไม่นับว่าเป็นภาวะเงินฝืด แต่ เงินเฟ้อที่ลดลงมาขนาดนี้ ผมคิดว่า น่าจะเริ่มน่าเป็นห่วงได้แล้ว

ก็ต้องรอดูผลการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน วันที่ 11 มีนาคม ว่าจะออกมาอย่างไร การประชุม กนง.ครั้งที่แล้วมี 2 เสียง ที่ให้ลดดอกเบี้ยลง 0.25% ถ้าครั้งนี้ กนง.จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงบ้าง ก็ไม่มีผลต่อเงินเฟ้อ แต่จะช่วยให้การส่งออกไทยดีขึ้น.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

16 ก.พ. 2558 10:06 16 ก.พ. 2558 10:06 ไทยรัฐ