วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เออีซีแผ่นดินอินโดจีน โอกาสใกล้แค่เอื้อม

หลายคนคงคุ้นเคยกับตัวเลขประชากรกว่า 600 ล้านคนในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ซึ่งมีทั้งหมด 10 ประเทศ แต่หลายคนอาจจะไม่คุ้นกันเลย หรืออาจมองข้ามตัวเลขประชากรราว 240 ล้านคนที่อยู่ในอาเซียนอินโดจีน ทั้งๆ ที่มีศักยภาพ และเป็นโอกาสทองที่น่าสนใจมากกว่าในภาพรวมของเออีซีเสียอีก ความน่าสนใจของประเทศกลุ่มอินโดจีน ที่มักจะเรียกกันกลุ่มประเทศ CLMV เป็นตัวย่อมาจาก กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม นั้น ดูได้จากมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีมีรวมกันประมาณ 660,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีประชากรรวมกันกว่า 240 ล้านคน หรือราว 40% ของทั้งเออีซี ในแง่พื้นที่ก็ใช่เล่น เพราะ มีพื้นที่เชื่อมคิดต่อกันรวมมากถึง 1.94 ล้านตารางกิโลเมตร โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางนั่นเอง

หากมองในภาพรวมของโอกาสลงทุนค้าขายในกลุ่มเออีซีแผ่นดินอินโดจีน จะพบว่า ตลาดกัมพูชา คือ น้ำตาลทราย ผลิตภัณฑ์ยาง ผ้าผืน เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว จุดเด่นหลักๆ คือ กัมพูชามีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในกลุ่มอาเซียน โดยในปี 2546-2556 ขยายตัวเฉลี่ยถึงร้อยละ 10.5 ต่อปี กัมพูชานำเข้าสินค้าจากไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะ เป็นสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ที่กัมพูชามีต้นทุนการผลิตสูงหรือผลิตไม่พอ การส่งออกสินค้า ผ่านตัวแทนจำหน่าย หรือผู้นำเข้าสินค้า และบริการที่เกี่ยวข้องจะเป็นช่องทางที่ถูกต้องที่สุด ยกเว้นจังหวัดที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศไทย

สปป.ลาว เปิดโอกาสทองการค้าการลงทุนที่น่าสนใจไม่น้อย แม้ว่าเศรษฐกิจลาวมีขนาดเล็กที่สุดในอาเซียน แต่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงสุดในอาเซียน หรือเฉลี่ยร้อยละ 7.7 ต่อปีในช่วงปี 2550-2556 เมื่อมองการเติบโตทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของอุตสาหกรรมของ สปป.ลาว จะเห้นชัดเจนว่า อุตสาหกรรมพลังงาน เหมืองแร่ และการท่องเที่ยว จะช่วยให้ลาวมีความต้องการนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้น สินค้าไทยได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ ราวร้อยละ 49 ของการนำเข้าทั้งหมด จุดสำคัญที่สุด คือ สปป.ลาวมีภาษา สังคมและวัฒนธรรมใกล้เคียงกับไทยมาก สำหรับบริษัทที่เข้ามาตั้งสำนักงานใน สปป.ลาว ควรมีทีมทำการตลาดที่ดูแลตลาดในประเทศ ทั้งนี้ พฤติกรรมการซื้อสินค้าของชาวลาวจะซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็นต้องใช้ โดยมักจะซื้อสินค้าครั้งละไม่มากนัก และไม่เน้นสินค้าขนาดใหญ่ ช่องทางเจาะตลาดเน้นร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการท้องถิ่น

ฝั่งตะวันตกของเมืองไทย คือ ประเทศเมียนมาร์ มีลักษณะเด่น คือ เป็นตลาดขนาดใหญ่ด้วยจำนวนประชากรถึง 51 ล้านคน เป็นประเทศที่มีรายได้จากการจำหน่ายทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างสมบูรณ์ เช่น อัญมณี ป่าไม้ ประมง ดีบุก ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน เมียนมาร์มีความต้องการนำเข้าสินค้ามากและตลอดเวลา โดยเฉพาะสินค้าทุนและสินค้าอุปโภคบริโภคจากเมืองไทย แม้จะเร่งเปิดประเทศสู่โลกภายนอกในช่วงกว่า 3 ปีที่ผ่านมาก็ตาม นอกจากนี้ การรับสื่อจากประเทศไทยจึงทำให้ชาวเมียนมาร์รู้จักสินค้าไทยหลากหลายชนิด และเกิดพฤติกรรมเลียนแบบด้านแฟชั่น แม้แต่สภาพสังคม วิถีชีวิต ความเชื่อ ประเพณีต่างๆ มีความคล้ายคลึงกับไทย ซึ่งเป็นจุดร่วมสำคัญสำหรับโอกาสสินค้าไทยในตลาดเมียนมาร์

ส่วนประเทศสุดท้ายในกลุ่ม CLMV คือ เวียดนาม ที่มีจุดเด่นหลายด้านด้วยกัน เช่น เวียดนามเป็นทั้งแหล่งผลิตที่สำคัญของภูมิภาคโดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตต้นทุนต่ำ ประกอบกับมีตลาดส่งออกที่มีศักยภาพสูงของไทยในอาเซียน เพราะมีประชากรจำนวนมาก และมีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2551-2556 สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนรองจาก สปป.ลาว ดังนั้น การเข้าถึงตลาดของสินค้าทุกประเภทในเวียดนามนั้น ควรเริ่มต้นด้วยวิธีการส่งสินค้าเข้าไปจำหน่ายโดยผ่านตัวแทนจำหน่ายที่มีใบอนุญาตเท่านั้น โดยผู้ประกอบการไทยควรเข้าไปติดต่อกับนักธุรกิจเวียดนามหรือผู้นำเข้าด้วยตัวเอง หรือแม้แต่การจัดตั้งสำนักงานตัวแทนจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการติดต่อผู้นำเข้าท้องถิ่นในเวียดนาม

เห็นมั้ยครับว่า เออีซีแผ่นดินอินโดจีน หรือกลุ่ม CLMV คือ ประตูการค้าที่อยู่ชิดติดกับนักธุรกิจไทยมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไหร่ก็ตามที่ประชาชนในกลุ่มประเทศเหล่านี้ เห็นสินค้าที่มีตัวอักษรภาษาไทยเมื่อไหร่ นั่นคือ สินค้าคุณภาพชั้นดีเทียบเท่าสินค้าที่ส่งมาจากญี่ปุ่น ทำไมจะไม่รีบคว้าโอกาสที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมหรือครับ?

บัญชา ชุมชัยเวทย์

บัญชา ชุมชัยเวทย์

หลายคนคงคุ้นเคยกับตัวเลขประชากรกว่า 600 ล้านคนในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ซึ่งมีทั้งหมด 10 ประเทศ แต่หลายคนอาจจะไม่คุ้นกันเลย หรืออาจมองข้ามตัวเลขประชากรราว 240 ล้านคนที่อยู่ในอาเซียนอินโดจีน... 16 ก.พ. 2558 09:39 ไทยรัฐ