วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยุบิ๊กตู่ลุยปรองดอง เจรจา‘ทักษิณ’

สปช.หนุนนิรโทษเชียร์ออกหน้าคุยคู่ขัดแย้ง

พท.เด้งรับแนะใช้ม.44-ปชป.รีบโดดขวางลำ

กมธ.ยกร่าง รธน.รับลูกตั้ง กก.ปรองดองแห่งชาติ นำร่องออก ก.ม.อภัยโทษ “เอนก” ชงถกรายมาตรา 18 ก.พ. ชูโมเดล 14 อรหันต์ วางกรอบเยียวยา มีวาระ 5 ปี “เอกชัย” ยกเหตุ “รวันดา-องคุลีมาล” กลับใจยังยอมรับได้ สวน “บิ๊กตู่” คสช.ยึดอำนาจผิด ก.ม. ยังออก ก.ม.นิรโทษกรรมตัวเอง โฆษกวิป สปช.หนุนลุยเลย ไม่ต้องรอ รธน.ใหม่ให้เสียของ จี้ “บิ๊กตู่” รับหน้าเสื่อนัดคุย “ทักษิณ-แกนนำ” พท.ดี๊ด๊าเชียร์ “ประยุทธ์” งัด ม.44 ทุบโต๊ะ สกัด สนช.ขวางลำ “วรชัย” อัดปากว่าตาขยิบ ปากปรองดอง ลับหลังสั่งองค์กรอิสระเล่นงาน ปชป. ติง กมธ.อย่าหลงประเด็น เย้ยรัฐบาลหลงกลเติมคะแนนสงสาร “ปู” กปปส.บี้กำหนดนิยามอภัยโทษให้ชัด ด้าน “ยิ่งลักษณ์” พา “ไปก์” เที่ยวปิดทริปทัวร์เชียงใหม่ บินกลับ กทม.จ่อหารือทีมทนายสู้คดีจำนำข้าว รัฐฝ่อชะลอสำรวจสัมปทานน้ำมัน เปิดเวทีกลางถกเบรกม็อบต้าน

หลังจากนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญระบุว่า กำลังมีการผลักดันให้มีการตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ เพื่อนำไปสู่การยกร่างกฎหมายอภัยโทษ ล่าสุดมีทั้งเสียงขานรับและคัดค้านจากฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง

“เอนก” ชงถกตั้ง กก.ปรองดอง 18 ก.พ.

เมื่อวันที่ 15 ก.พ. นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง (คศป.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯจะตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า จะมีการลงรายมาตราในหมวดปรองดอง เนื้อหาสำคัญคือ การเสนอตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ ต่อ กมธ.ยกร่างฯในวันที่ 18 ก.พ. โดยให้มีกรรมการ 9 คน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย มาจากการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ และให้ทั้ง 9 คนนี้แต่งตั้งกรรมการอีก 5 คน จากตัวแทนของฝ่ายที่ขัดแย้ง รวมทั้งหมด 14 คน มีวาระ 5 ปี มีหน้าที่เบื้องต้นคือ เสนอแนะเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการปรองดองให้รัฐบาลต้องไปดำเนินการ รวมทั้งเยียวยาให้คำปรึกษากับผู้ได้รับผล แต่บทบัญญัติการทำงานจะออกเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งการพิจารณาจะแล้วเสร็จไม่เกินวันที่ 20 ก.พ. ขอให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่าการร่างรัฐธรรมนูญ พวกเราทำเพื่อประเทศชาติเกิดสันติสุขอย่างแน่นอน

“เอกชัย” กระตุกเน้นที่ภาคปฏิบัติ

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ รองประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช.กล่าวว่า ข้อเสนอตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ เป็นข้อเสนอของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ที่มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ สปช.เป็นประธาน เราต้องการให้คณะกรรมการทำหน้าที่ทั้งยามปกติ และยามเกิดความขัดแย้ง เชิญทั้ง 2 ฝ่ายมาพูดคุยกัน ในต่างประเทศมีกฎหมายบังคับ ถ้าเชิญแล้วไม่มาถือว่าผิดกฎหมาย ส่วนการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คนเป็นห่วงว่าจะได้รับความเชื่อถือหรือไม่ ที่ผ่านมาเรามีแต่นักวิชาการมาคิดมาเขียนแล้วเก็บขึ้นหิ้งไว้ไม่ถูกนำมาปฏิบัติ ดังนั้นควรเน้นฝ่ายปฏิบัติมากกว่า คณะกรรมการชุดนี้จะเป็นผู้เสนอเรื่องนิรโทษกรรมด้วย ซึ่งเห็นว่าถ้าจะนิรโทษต้องเป็นระดับต่ำสุดคือฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะไม่รวมความอาญาและมาตรา 112

ยกที คสช.ยังนิรโทษกรรมตัวเองได้

พล.อ.เอกชัยกล่าวอีกว่า บรรยากาศขณะนี้ที่ฝ่ายหนึ่งอ้างว่าถูกเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียว อาจเป็นเรื่องยากและค่อนข้างสวนทางกับการปรองดอง แต่ได้ยินนายกฯพูดว่าจะปรองดอง หรือมีตกลงทำสัญญาอย่างไรก็ว่ามา เป็นส่วนหนึ่งที่คณะกรรมการปรองดองกำลังเตรียมทำข้อสรุป อาจเสนอไปให้นายกฯพิจารณา แต่ต้องใช้เวลาพูดคุยกับทุกฝ่ายก่อนถึงทำข้อเสนอได้ อาจเสนอเป็นโมเดลรูปแบบให้รัฐบาลตัดสินใจ เมื่อถามว่านายกฯเคยประกาศว่าจะไม่ปรองดองกับคนผิดกฎหมายจะเป็นปัญหาหรือไม่ พล.อ.เอกชัยกล่าวว่า ถ้าจะปรองดองก็ปรองดองกับทุกคน องคุลีมาลเป็นโจรปล้นฆ่า เมื่อกลับตัวทุกคนก็ยอมรับกันได้ แม้แต่คสช.ก็ผิดกฎหมาย แต่ออกกฎหมายนิรโทษกรรมได้ แล้วนิรโทษกรรมให้คนผิดกฎหมายหรือไม่ ในรวันดาฆ่ากันตายจำนวนมากก็อภัยกันได้ ที่ไหนในโลกก็ทำอย่างนี้

ดันทำเลยไม่ต้องรอ รธน.ใหม่

ด้านนายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะ กมธ.สามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) กล่าวว่า การปรองดองถือเป็นเรื่องที่สำคัญ การตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติขึ้นมาถือเป็นเรื่องที่ดีในการวางเจตนารมณ์ว่าจะต้องทำการปรองดองให้สำเร็จ เป็นการวางแผนระยะยาว ตนสนับสนุนเรื่องนี้ แต่อยากจะให้ทำเรื่องปรองดองตอนนี้เลย ไม่จำเป็นต้องรอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ควรแสดงความต้องการปรองดอง ดำเนินการเองได้เลย เพราะบรรยากาศขณะนี้เอื้ออำนวยอย่างมาก อาจจะเป็นการเชิญคู่ขัดแย้งมาพูดคุยเหมือนก่อนที่รัฐประหารก็ได้ เรื่องปรองดองต้องการการปฏิบัติไม่ใช่ทำเป็นตัวหนังสือ ถ้ารัฐบาลไม่ทำตอนนี้ให้สำเร็จจะถือว่าล้มเหลวและเสียของเป็นอย่างมาก

จี้ “บิ๊กตู่” นัดคุย “ทักษิณ–แกนนำ”

นายวันชัยกล่าวว่า สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์จะต้องทำเพื่อให้ประเทศกลับสู่ความปรองดองโดยเร็ว คือ 1.พล.อ.ประยุทธ์จะต้องคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขอให้นัดเลยว่าจะเจอกันที่ไหน แต่จะต้องมีคนร่วมการพูดคุยด้วยไม่ใช่คุยกันแค่ 2 คน เพราะอาจถูกมองว่าไปเกี้ยเซี้ยกัน จากนั้นต้องนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะว่าอะไรที่ทำได้และอะไรที่ทำไม่ได้บ้าง 2.พล.อ.ประยุทธ์จะต้องคุยกับคู่ขัดแย้งคือแกนนำพรรคเพื่อไทย แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงคู่ขัดแย้งกลุ่มการเมือง แกนนำนปช. แกนนำ กปปส. โดยจะไปพบเองหรือเข้าพบทีละคู่ เมื่อพูดคุยได้ข้อสรุปแล้วก็นำมาบอกกับประชาชนว่าอะไรที่ตกลงได้ และอะไรที่ตกลงไม่ได้บ้าง

ต้องทำได้จริง ไม่ใช่แค่เขียนเท่ๆ

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างฯ กล่าวถึงการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราว่า สัปดาห์นี้ที่ประชุม กมธ.ยกร่างฯจะพิจารณาร่างในภาค 4 ว่าด้วยการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ตั้งใจจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 ก.พ. โดยหมวดการปฏิรูปเนื้อหาบางส่วน ได้ขอความเห็นไปยัง กมธ.ปฏิรูปของ สปช.ทั้ง 18 คณะว่าต้องการให้ประเด็นใดถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และการจะมีเรื่องปฏิรูปและปรองดองเข้าไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้เฉยๆ แต่ต้องปฏิบัติได้ โดยผ่านกลไกที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องช่วงที่มีรัฐบาลและรัฐสภาในสถานการณ์ปกติต่อเนื่องไป 4-5 ปี ข้อสรุปทั้งหมดจาก สปช.จะถูกส่งไปสู่กลไกขับเคลื่อนนอกเหนือจากระบบบริหารราชการปกติ เมื่อขับเคลื่อนไปสักระยะหนึ่งจะสลายตัวไป ยกเว้นจะให้อยู่ต่อเนื่องไปจะต้องทำประชามติ

พท.แนะ “บิ๊กตู่” ใช้ ม.44 ทุบโต๊ะ

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข้อเสนอตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ เพื่อร่างกฎหมายอภัยโทษว่าเห็นด้วย เพราะเป็นเจตนาที่ดี เมื่ออยากให้เกิดความปรองดองสามัคคีก็ต้องเอาคู่ขัดแย้งมาคุยกัน เหมือนสมัยที่เราเป็นรัฐบาลพยายามทำ แต่ไม่สำเร็จ เพราะตอนนั้นไม่มีตัวกลาง วันนี้มีเจ้าภาพแล้วถ้ามีความเป็นกลางคำนึงถึงความรู้สึก 2 ฝ่าย หาจุดลงตัวได้น่าจะเป็นประโยชน์คลี่คลายความขัดแย้งได้ หลักสำคัญคือการให้อภัย การเยียวยาทั้ง 2 ฝ่ายแล้วมาเริ่มต้นกันใหม่ ส่วนเมื่อหารือกันจบแล้วจะออกมาเป็นร่างกฎหมายอะไรค่อยมาว่ากันอีกที แต่เป็นห่วงว่าถ้าออกเป็นร่าง พ.ร.บ.ต้องผ่านการพิจารณาของ สนช. อาจพูดกันเยอะยืดยาดจนบานปลายวนกลับไปเหมือนเดิมอีก เมื่อคณะกรรมการชุดดังกล่าวพิจารณาเสร็จแล้วควรใช้อำนาจพิเศษประกาศบังคับใช้ น่าจะใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาใช้ในเชิงบวก เพราะที่ผ่านมาคนคาดกันว่าจะใช้ในทางลบอย่างเดียว

หนุนนายกฯรับหน้าเสื่อคนกลาง

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำนปช.และนายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปช.เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนกลางพูดคุยกับแกนนำพรรค การเมืองและกลุ่มคู่ขัดแย้งกันว่า เห็นด้วยอย่างยิ่ง ผ่านมาจะ 8 เดือนแล้วยังไม่มีการพูดคุยจริงจัง ตอนนี้มีการร่างรัฐธรรมนูญปฏิรูปประเทศ ก็ควรจะทำเรื่องปรองดองควบคู่ไปด้วย หากนายกฯที่เป็นหัวหน้า คสช. มีอำนาจเด็ดขาดมาเป็นคนกลางพูดคุยจะขลัง ส่วนที่นายวันชัยอยากให้นายกฯเดินทางไปพูดคุยโดยตรงหรือนัดเจอกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อย่าไปยุ่งเลย เพราะท่านอยู่ต่างประเทศ อยากให้พูดคุยกับคนในประเทศมากกว่า

“วรชัย” อัดลีลาปากว่าตาขยิบ

ด้านนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช. กล่าวว่า ปัญหาไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องมองกระบวนการยุติธรรมวันนี้เป็นแบบไหน ปากบอกว่าจะพูดคุยให้เกิดการปรองดอง แต่ลับหลังองค์กรอิสระจ้องจะเล่นงานฝั่งพรรคเพื่อไทย และ นปช.แสดงออกถึงความสองมาตรฐาน เช่นที่ ป.ป.ช.กำลังทำอยู่ตอนนี้ ฝั่งตรงข้ามทำอะไรก็ไม่มีความผิด มีแต่จ้องจะเล่นงานฝ่ายตน อดีตนายกฯทักษิณไม่ได้เป็นตัวปัญหาเหมือนที่บางคนมอง แต่อยู่ที่กระบวนการยุติธรรมที่ทำให้เกิดความอยุติธรรมสองมาตรฐานต่างหาก

“อ๋อย” ฉะผู้นำทำคนรอ ปชต.วังเวง

วันเดียวกัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ถ้าเลือกตั้งแล้วตีกันอีก จะโทษใคร? หลังเห็นข่าวที่ผู้สื่อข่าวถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ว่า “หากรัฐบาลต่อไปไม่สามารถบริหารประเทศได้ ทหารจะกลับเข้ามาอีกใช่หรือไม่” ก็มีคำตอบว่า “ผมถึงได้บอกให้ทุกคนช่วยกัน อย่าให้มีเหตุการณ์แบบนั้น ท่านบอกให้ผมต้องเดินตามโรดแม็ป วันหน้าผมก็ส่งให้มีการเลือกตั้ง หากจะขัดแย้งกันอีกก็เป็นสิ่งที่พวกท่านทำให้เกิดขึ้นเอง ผมหยุดความขัดแย้งที่ผ่านมาเพื่อให้เกิดความสงบ ถือว่าได้ทำไปแล้ว หากทำแล้วไม่สำเร็จจะมาโทษผมอีกก็ไม่ถูก เมื่ออยากเลือกตั้งก็ไปหาทางทำให้ได้ ถ้าเลือกตั้งแล้วตีกันอีก ผมก็ไม่รู้ รัฐบาลต่อไปต้องแก้ปัญหากันให้ได้ ส่วนผมไม่เอาแล้ว...” คิดว่าผู้ที่คาดหวังจะเห็นประเทศไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตยก้าวพ้นจากวิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง ฟังแล้วคงรู้สึกวังเวงไปตามๆกัน เพราะผู้ทำรัฐประหารและมีบทบาทอย่างสำคัญในการสร้างกฎกติกาใหม่ ไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่าจะป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีกได้อย่างไร

ย้ำ ก.ม.ไม่ยุติธรรมต้นตอขัดแย้ง

นายจาตุรนต์ระบุว่า ที่เป็นปัญหามากกว่านั้นคือท่านไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่า มีความเข้าใจหรือมองเห็นว่าความขัดแย้งหรือวิกฤติที่เกิดขึ้นในหลายปีมานี้ เกี่ยวข้องกับกฎกติกาและการใช้กฎกติกาทั้งหลายอย่างไร สังคมไทยเราสร้างกฎกติกาขึ้นมาด้วยกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง การบังคับใช้กฎกติกาก็ไม่ยุติธรรม ครั้นจะแก้กฎกติกาให้ถูกต้องเป็นธรรมก็ทำไม่ได้ หนักเข้าๆบ้านเมืองก็อยู่ในสภาพบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ แล้วก็เลยเกิดการใช้กำลังความรุนแรงเข้าจัดการปัญหา การจะพ้นจากสภาพนี้ได้จำเป็นต้องมีการสร้างกฎกติกาที่เป็นธรรมและทำให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายอย่างยุติธรรมเท่าเทียมกัน คือการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกเขาใช้กันอยู่ หาก “เลือกตั้งแล้วตีกัน” พล.อ.ประยุทธ์จะบอกว่า “ผมไม่รู้” และ “ผมไม่เอาแล้ว” คงจะไม่ได้ ส่วนจะทำอย่างไรให้เลือกตั้งแล้วไม่ตีกันนั้นแก้ไม่ยาก เปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นให้มากๆก็รู้ไปเอง

ปชป.ติง กมธ.อย่าหลงประเด็น

ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การสร้างความปรองดองคือการทำให้ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน แต่หากให้ตำรวจกับโจรมาปรองดองกันเป็นหลักคิดที่ผิด กมธ.ยกร่างฯ ต้องตั้งโจทย์ให้ชัดว่าความขัดแย้งเกิดเพราะอะไร ใครเป็นคู่ขัดแย้งที่แท้จริง การนิรโทษกรรมไม่เป็นประโยชน์กับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่ความขัดแย้งเกิดขึ้นเพราะฝ่ายหนึ่งละเมิดกฎหมาย ต้องตอบให้ได้ว่ามีใครทำผิดกฎหมายหรือไม่ ถ้าคิดว่าไม่มีเลย แล้วจะนิรโทษกรรมให้ใคร เราไม่ได้ขัดขวางการนิรโทษกรรม คนเราอาจถูกชักจูงให้ไปกระทำความผิดได้ แต่เรื่องนี้ซับซ้อนเข้าใจยาก และมีมุมมองความคิดแตกต่างกัน ทุกฝ่ายจึงควรเข้ามาพูดคุยกันให้ชัดเจน กมธ.ต้องอย่าหลงประเด็น ส่วนที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยระบุหากดำเนินคดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ความปรองดองจะเกิดยาก แล้วทำไมจึงดำเนินคดีไม่ได้ ถ้าทั้งสองคนยอมต่อสู้คดีในชั้นศาล ในที่สุดอาจเป็นคนถูกก็ได้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และพระสุเทพ ปภากโร ยังไปต่อสู้คดีชั้นศาลเลย

เย้ย รบ.หลงเกม พท.ปั่นเรตติ้ง “ปู” พุ่ง

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อดีต ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอเตือนประธาน กมธ.ยกร่างฯ ต้องอยู่กับความเป็นจริงบ้าง ว่าเรื่องใดทำได้จริงหรือไม่ บางครั้งบุคคลในสองสภาที่ตั้งขึ้นเป็นพวกเพ้อฝันเกินไป พอถึงเวลาแล้วทำไม่ได้อย่างที่พูดก็ตอบสังคมยาก เพราะเอาเเต่พูดเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ ส่วนเรื่องการปรองดองห่วงว่าคงเกิดยาก เนื่องจากมีการหยิบคดีที่สุ่มเสี่ยงให้เกิดการเผชิญหน้ามาบีบให้อีกฝ่ายเข้าตาจน ทั้งการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์คดีรับจำนำข้าว และคดีสลายการชุมนุมในปี 2551 ของนายสมชาย วงสวัสดิ์ โดยเฉพาะเรื่องที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ขอไปต่างประเทศ แต่ไม่ได้รับอนุญาตนั้น รัฐบาลกำลังหลงกลยุทธศาสตร์และแผนของพรรคเพื่อไทย จนวันนี้ความนิยมในตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์พุ่งสูงขึ้นจากวันที่ถูกยึดอำนาจ เพราะคะแนนความสงสาร

เตือนก่อศึกนอก ปท.ทุบการค้า

“พรรคเพื่อไทยยังวางเกมไว้ให้ประชาคมโลกเห็นว่าเเม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเป็นผู้หญิง แต่กำลังต่อสู้กับการถูกจำกัดเสรีภาพจากรัฐบาลทหาร เหมือนกรณีนางออง ซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยในพม่า โดยสหรัฐฯเล่นบทพระเอกเคียงข้าง เรียกเสรีภาพคืนให้อดีตนายกฯไทย ใครก็รู้ว่าสหรัฐฯเคยเล่นบทแบบนี้มาแล้ว ขอเตือนว่าอย่าไปเปิดศึกภายนอกประเทศ จะกระทบการส่งออกกว่าปีละหมื่นล้านบาท ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่ให้ยอมทุกอย่าง แต่ต้องคิดถึงภาพรวมว่าเราจะต่อสู้แข่งขันการค้าบนเวทีโลกลำบากขึ้น” นายพิเชษฐกล่าว

“จุรินทร์” บ่นให้เวลาจ้อไม่พอ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า จะไปร่วมสัมมนาตามหนังสือเชิญของคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในหัวข้อ “หลักการใหม่เกี่ยวกับระบอบการเมืองนักการเมือง และสถาบันการเมือง” ในวันที่ 16 ก.พ.แต่ไปในนามส่วนตัว ทราบว่าจะมีตัวแทนพรรคการเมืองเข้าร่วมถึง 30-40 พรรค แต่ให้แสดงความคิดเห็นช่วงเช้าเท่านั้น คงพูดได้คนละไม่เกิน 3 นาที ถ้าเป็นเช่นนั้นคงน่าเสียดาย เพราะคงไม่มีโอกาสได้ให้ความคิดเห็นในประเด็นสำคัญที่อยากให้ กมธ.ยกร่างฯรับฟังข้อมูลอีกด้านอย่างครบถ้วน ในฐานะเป็นพรรคการเมืองที่เป็นผู้ปฏิบัติ และมีประสบการณ์โดยตรง

กปปส.จี้กำหนดนิยามอภัยโทษ

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) กล่าวว่า จุดยืนเรื่องการปรองดองของ กปปส.ตั้งแต่ต้นคือหากจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อให้คู่ขัดแย้งมีส่วนร่วมคลี่คลายสถานการณ์ทำได้ แต่ต้องยึดหลักนิติรัฐ ครั้งนี้ กมธ.ยกร่างฯต้องชี้ให้ชัดว่าความหมายของคำว่าอภัยโทษครอบคลุมแค่ไหน หลักกฎหมายเดิมยังมีอยู่ คนที่จะได้รับการอภัยโทษ ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจนสิ้นสุดกระบวนการ รับผิด และรับโทษก่อน จากนั้นเมื่อสำนึกผิดจะได้รับการอภัยโทษ นี่คือหลักการนิติรัฐ การหาทางเพื่อไปสู่การปรองดองในชาติเป็นเรื่องดี แต่ต้องไม่ฝืนหลักนิติรัฐ ไม่ใช่การเอาคำว่าปรองดองอ้าง เพื่อขออภัยโทษโดยไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม ต่อไปบ้านเมืองจะวุ่นวาย จะมีเเต่คนมาขออภัยโทษ กปปส.ขอดูรายละเอียดก่อนจะบอกว่าสนับสนุนแนวคิดนี้หรือไม่

ขอทุกฝ่ายหยุดพฤติกรรมขัดแย้ง

นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีต ส.ว.อุทัยธานี กล่าวว่า เห็นด้วยที่จะมีการตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติขึ้นมา ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีสร้างความปรองดอง ทำให้ทุกฝ่ายได้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่ดี เพราะหากไม่มีการปรองดอง ประเทศก็ยังมีปัญหาการขับเคลื่อนทุกด้าน แต่การปรองดองต้องไม่นำไปรวมกับเรื่องการทุจริตและการฆ่าคนตาย นอกจากนี้ ทุกฝ่ายต้องหยุดพฤติกรรมที่จะสร้างความขัดแย้งซึ่งกันและกันด้วย มาถึงตอนนี้แล้วการปรองดองต้องทำให้จริง โดยเฉพาะแกนนำกลุ่มขัดแย้งควรจะมาพูดคุยกันเพื่อหาทางออก

ยุติธรรมทุกฝ่ายปรองดองจะมาเอง

นายยุทธพร อิสรชัย คณบดีรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า ข้อสำคัญการตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติขึ้นมาจะทำหน้าที่อย่างไร ต้องกำหนดหน้าที่และกรอบการดำเนินการให้ชัดเจน การสร้างความปรองดองต้องเกิดจากความไว้วางใจซึ่งกันและกันของทุกฝ่าย แต่วันนี้ยังไม่มีเลย เรื่องปรองดองไม่ง่ายเลยที่จะทำสำเร็จ ตั้งกรรมการขึ้นมาเป็นการทำงานแบบราชการ แต่การปรองดองจริงๆต้องเป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าทุกฝ่ายยอมรับกฎกติกา กระบวนการยุติธรรมมีมาตรฐานเดียวกันทุกฝ่าย ความปรองดองจะมาเอง

“ปู” พาลูกเที่ยวห้างดังเชียงใหม่

สำหรับความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ในชุดเสื้อสีขาว กางเกงขายาวสีดำ พร้อมผ้าพันคอสีแดงสดใส ได้พาเด็กชายศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปก์ บุตรชายรวมทั้งเพื่อนสนิทของน้องไปก์ โดยสารรถตู้ส่วนตัว ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลพาร์ด สีขาว ทะเบียน กอ 5999 เชียงใหม่ พร้อมด้วยทีมอารักขา เดินทางออกจากบ้านเลขที่ 256 หมู่บ้านกรีนวัลเล่ย์ อ.แม่ริม จ.เชียง-ใหม่ ไปเที่ยวที่ห้างสรรพสินค้าเมญ่า ถนนห้วยแก้ว อ.เมืองเชียงใหม่ ท่ามกลางประชาชนที่เข้ามาขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึกด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส

กลับ กทม.หารือทีมทนายสู้คดีข้าว

จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้พาน้องไปก์ และทีมอารักขาเข้าไปพักรับประทานอาหาร ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นฟูจิ บนชั้น 4 ของห้างสรรพสินค้าเมญ่า ต่อมาหลังรับประทานอาหารเสร็จได้จูงมือพาบุตรชายไปซื้อป๊อปคอร์น แล้วพากันเดินขึ้นไปเที่ยวชมบนชั้นดาดฟ้า นิมมานฮิลล์ ซึ่งมีบรรยากาศสวยงามเห็นวิวทิวทัศน์ของตัวเมืองเชียงใหม่ โดยปกติชั้นดาดฟ้า นิมมานฮิลล์จะเปิดให้บริการช่วงกลางคืนเท่านั้น โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ถ่ายภาพร่วมกับบุตรชาย และถึงกับเอ่ยปากบอกว่าถ้ามาเชียงใหม่ครั้งหน้าไม่พลาดมาที่นี่อย่างแน่นอน จากนั้นได้เดินทางไปยังท่าอากาศยานจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยเครื่องบินพาณิชย์สายการบินไทย กระทั่งเวลาประมาณ 15.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์พร้อมบุตรชายจึงเดินทางมาถึงท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพฯ ก่อนขึ้นรถตู้เดินทางกลับบ้าน คาดว่าในวันที่ 16 ก.พ. น.ส.ยิ่งลักษณ์จะไปร่วมประชุมกับทีมทนายความเพื่อเตรียมต่อสู้คดีอาญาสืบเนื่องจากโครงการรับจำนำข้าว

นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวว่า ช่วงบ่ายวันที่ 16 ก.พ.จะมีการประชุมทีมทนายความ เพื่อติดตามข่าวสารในคดีโครงการรับจำนำข้าว รวมทั้งวางแนวทางการต่อสู้ทางคดี ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์จะมาเข้าร่วมการประชุมด้วยหรือไม่ ยังไม่ได้รับการประสานงานติดต่อเข้ามา

ชี้ควรให้ศาลชี้ขาด “ปู” บินไปนอก

วันเดียวกัน นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒน-บริหารศาสตร์ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “การขออนุญาตเดินทางไปต่างประเทศของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จากประชาชน 1,252 หน่วยตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 12-13 ก.พ. พบว่าเสียงส่วนใหญ่ร้อยละ 47.68 ระบุควรให้ศาลเป็นผู้พิจารณา ร้อยละ 25.33 คสช.ไม่ควรอนุญาต เพราะอยู่ในช่วงดำเนินคดี และเกรงว่าจะเป็นการลี้ภัยทางการเมือง ร้อยละ 23.16 คสช.ควรอนุญาต เพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคล เมื่อถามถึงกรณีหาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับอนุญาตจาก คสช./ศาล ให้เดินทางไปต่างประเทศ ส่วนใหญ่ร้อยละ 35.22 ระบุเชื่อว่าไปและจะกลับมาตามกำหนด ร้อยละ 32.75 ระบุเชื่อว่าไปแล้วจะไม่กลับมาเลย

ปชช.ห่วงเสถียรภาพการเมือง

ขณะที่สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เผยผลสำรวจความเห็นประชาชนระหว่างวันที่ 9-14 ก.พ. เรื่อง “ความเป็นห่วงวิตกกังวลของคนไทย ณ วันนี้” พบว่าร้อยละ 85.57 เป็นห่วงการบริหารประเทศของรัฐบาล เสรีภาพทางการเมือง เพราะมีเรื่องต้องแก้ไข ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่น เช่น เหตุระเบิดที่พารากอน ร้อยละ 78.55 การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาล เพราะหากเลือกตั้งต้องวุ่นวาย ร้อยละ 73.05 ความขัดแย้งของนักการเมือง ที่เป็นปัญหาเรื้อรัง ร้อยละ 66.67 การทุจริตคอร์รัปชัน แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ เพราะที่ผ่านมาสร้างความเสียหายมาก และร้อยละ 64.83 กฎอัยการศึกจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทำให้ต่างชาติไม่ยอมรับส่งผลต่อการลงทุน ขณะที่ด้านเศรษฐกิจร้อยละ 88.92 ของแพงสินค้าและบริการขึ้นราคา ร้อยละ 80.54 การจ้างงาน เงินเดือน ว่างงาน ส่วนด้านสังคมร้อยละ 83.25 ภัยสังคมปล้น ฆ่า ข่มขืน ร้อยละ 76.32 พฤติกรรมของเยาวชน และร้อยละ 72.01 การฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือยยึดติดวัตถุนิยม

ให้ “บิ๊กตู่” 8.77 คะแนน ทำงานเพื่อชาติ

ด้านมาสเตอร์โพล โดยชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน สำรวจความคิดเห็นแกนนำชุมชน 605 ชุมชนต่อบรรยากาศความสัมพันธ์กับต่างประเทศและสถานการณ์ภายใน เมื่อวันที่ 12-14 ก.พ.พบว่าร้อยละ 67.9 เชื่อว่าการเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและคณะจะทำให้ประเทศไทยดีขึ้น ร้อยละ 59.8 ระบุนายกฯพยายามมากพอแล้วในการสร้างความเข้าใจ เรียกคืนความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ ขณะที่ร้อยละ 40.2 เห็นว่าควรพยายามมากกว่านี้ เมื่อจัดอันดับประเทศที่จริงใจกับไทยในการปฏิรูปและการพัฒนาประเทศ อันดับหนึ่ง คือญี่ปุ่น รองลงมาจีน ลาว เมียนมาร์ สหรัฐฯ ส่วนคะแนนความพยายามทำงานเพื่อชาติและประชาชนจากเต็ม 10 คะแนน คสช.ได้ 8.49 คะแนน รัฐบาล 8.48 คะแนน พล.อ.ประยุทธ์ 8.77 คะแนน

รัฐฝ่อเลื่อนสำรวจสัมปทานน้ำมัน

วันเดียวกัน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีมีกลุ่มพี่น้องประชาชนส่วนหนึ่งยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 นั้น รัฐบาลมีความห่วงใย ด้วยปรากฏว่าที่ผ่านมาข้อมูลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ประชาชนได้รับมีอยู่ 2 ด้าน ตรงกันและไม่ตรงกันบางเรื่อง รัฐบาลตั้งใจจริงจะสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงานบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ดังนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนและรอบคอบ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน ทุกหน่วยงานจึงหารือและเห็นตรงกันว่ารัฐบาลจะจัดเวทีกลางในเวลา 09.30 น. วันที่ 20 ก.พ. ที่ตึกสันติไมตรีหลังนอก ทำเนียบรัฐบาล เชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพลังงาน ผู้ที่ยังมีข้อห่วงใย นักวิชาการ ประชาชน รวมถึงนักลงทุน มาชี้แจงพร้อมกัน ในประเด็นข้อสงสัย เพื่อให้ข้อมูลกับรัฐบาล สนช. สปช.และประชาชนทุกภาคส่วน มุ่งหาคำตอบทางออกให้ประเทศด้านพลังงาน รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานเห็นชอบจะขยายเวลาการยื่นแสดงความจำนงสำรวจ และผลิตปิโตรเลียมออกไปก่อน จะขยายเวลาถึงเมื่อใด กระทรวงพลังงานจะพิจารณาความเหมาะสมและประกาศต่อสาธารณะต่อไป

ผุดเวทีกลางให้ถกสกัดม็อบต้าน

พล.ต.สรรเสริญกล่าวอีกว่า ตามที่มีกระแสข่าวจะมีประชาชนมาร่วมยื่นหนังสือเรื่องขอให้รัฐบาลทบทวนการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 ที่ศูนย์บริการประชาชน 1111 เวลา 10.00 น.วันที่ 16 ก.พ. หากจะยื่นหนังสือขอให้ส่งตัวแทนมายื่น 5-10 คน น่าจะเพียงพอ จะได้ไม่เป็นการรบกวนเวลาของประชาชน และไม่เกิดการจราจรคับคั่ง เวลานี้บ้านเมืองกำลังเดินหน้าปฏิรูปประเทศตามโรดแม็ปของ คสช.เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการลดความขัดแย้งในอนาคต ตลอดจนการกลับมาเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ หากมีการรวมกลุ่มพี่น้องประชาชนจำนวนมาก เกรงว่าจะทำให้เกิดแรงกดดันต่อทุกภาคส่วน หากประชาชนเห็นถึงความตั้งใจจริงร่วมกันสร้างเสถียรภาพความมั่นคงทางพลังงาน ภายใต้ข้อมูลที่ถูกต้อง รัฐบาลจะจัดเวทีกลางขึ้นเพื่อให้ได้รับข้อมูลจากทุกฝ่าย และสื่อมวลชนทุกแขนงร่วมทำข่าวเพื่อรายงานข้อมูลในทุกแง่มุม

บี้แก้ ก.ม.ก่อนปิดช่องเสียเปรียบ

นายเกียรติ สิทธีอมร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถ้าจะเปิดเวทีเพื่อสร้างภาพแต่มีธงไว้แล้วอย่าทำ เสียเวลาเปล่า แต่ขอให้รัฐชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา อาทิ พื้นที่ขุดเจาะ ต้นทุนก๊าซ ต้นทุนราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น ต้นทุนปากหลุม วันนี้ประชาชนไม่ได้ไว้ใจกระทรวงพลังงานกับบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ถ้าไม่มีการแก้กฎหมายก่อนการเปิดสัมปทาน จะทำให้ประเทศเป็นฝ่ายเสียเปรียบบริษัทเอกชน กฎหมายปิโตรเลียมที่มีอยู่ ไม่ให้ทางเลือกรัฐบาลในการเจรจา การเปิดสัมปทานช้าไป 1 ปี หรือ 2 ปี ไม่ได้สร้างความเสียหายให้ประเทศ ทำไมถึงต้องรีบผลักดัน เป็นเพราะมีเรื่องผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องหรือไม่

ด้านนายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิก สปช.กล่าวว่า ราคาพลังงานวันนี้อยู่ช่วงขาลง เป็นโอกาสดีที่ไทยจะแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 และรัฐบาลควรตั้งคณะกรรมการ “แสวงหาข้อเท็จจริงและนำเสนอทางเลือก” ขึ้น 1 ชุดจากบุคคลที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับสืบค้นข้อมูลอย่างครบถ้วน โดยให้มีระยะเวลาทำงาน 6 เดือน

แจ้งข้อหากลุ่มโต้กลับฝืนคำสั่ง คสช.

ด้านความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจรวบตัวกลุ่มพลเมืองโต้กลับที่จัดกิจกรรมต้านรัฐประหารหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ช่วงเที่ยงคืน วันที่ 14 ก.พ. พ.ต.อ.จรุต ศรุตยาพร ผกก. สน.ปทุมวัน กล่าวว่า ได้แจ้งข้อหาตามคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 7/2557 ห้ามมิให้มั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เบื้องต้นพนักงานสอบสวนอนุญาตให้ประกันตัวในวงเงินคนละ 20,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าหากทั้ง 4 คนที่ได้ประกันตัว มีความประพฤติจัดกิจกรรมในลักษณะที่ขัดคำสั่ง คสช.จะริบเงินประกันและควบคุมตัวทันที หลังจากนี้จะนำตัวส่งศาลทหารต่อไป

อ่านบทกวีประกาศจัดกิจกรรมต่อ

ต่อมาเวลา 03.00 น.วันที่ 15 ก.พ.พนักงานสอบสวนอนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน คือนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ นายวรรณเกียรติ ชูสุวรรณ และนายอานนท์ นำพา โดยนายสิรวิชญ์ นายพันธ์ศักดิ์ และนายวรรณเกียรติ ใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสด 20,000 บาท ประกันตัวออกไป ส่วนนายอานนท์ใช้ตั๋วทนายประกันตัว ท่ามกลางความยินดีของกลุ่มเพื่อนนักศึกษาที่มารอให้กำลังใจกันอยู่ที่ สน.ปทุมวัน ทันทีที่ทั้งหมดถูกปล่อยตัวออกมา กลุ่มที่มารอให้กำลังใจก็นำดอกกุหลาบสีแดงมามอบให้

นายอานนท์กล่าวว่า ยืนยันว่าสิ่งที่ทำไปเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในกรอบที่ทำได้ หลังจากนี้จะมีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง แต่รูปแบบนั้นอาจจะปรับเปลี่ยนไปเพื่อให้สามารถแสดงสิทธิเสรีภาพได้ในระดับหนึ่ง พวกตนเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ต้องการทำให้บ้านเมืองสงบ แต่ไม่ใช่ว่าจะให้เงียบไม่สามารถแสดงสิทธิเสรีภาพได้เลย จากนั้นนายพันธ์ศักดิ์ได้อ่านบทกวีชื่อ “ขอเรียกท่านว่าเผด็จการ” ก่อนแยกย้ายกันเดินทางกลับ

นัดส่งฟ้องศาลทหาร 16 มี.ค.

เมื่อเวลา 11.30 น. พ.ต.อ.จักริน พันธ์ทอง พงส. ผทค.สน.ปทุมวัน เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ถูกแจ้งข้อหา ร่วมกับพวกที่หลบหนี ตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป มั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ อัน เป็นการฝ่าฝืนประกาศ คสช. ฉบับที่ 7/2557 ลงวันที่ 22 พ.ค. 57 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง จากการสอบปากคำทั้งหมดให้การปฏิเสธและขอให้การในชั้นศาล ก่อนให้ประกันตัวคนละ 20,000 บาท ออก จาก สน.ปทุมวัน เวลาประมาณ 03.00 น. วันที่ 15 ก.พ. โดยนัดผู้ต้องหาเข้าพบเพื่อนำตัวส่งฟ้องศาล ทหาร ในวันที่ 16 มี.ค. ระหว่างนี้เจ้าหน้าที่จะทำสำนวน รวบรวมคดี และหากผู้ต้องหามีพฤติกรรมดังกล่าวอีกจะถูกดำเนินคดีต่างกรรมต่างวาระต่อไป

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า เป็นหน้าที่ บช.น.ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ได้รับรายงาน บช.น.แจ้งข้อ กล่าวหาขัดคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 7 ห้ามชุมนุมเกินกว่า 5 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารต้องดำเนินการตามคำสั่ง คสช. โดยจะมีหน่วยข่าวติดตามการเคลื่อนไหวแกนนำไม่ให้กระทบความมั่นคงประเทศ ส่วนการเคลื่อนไหวอื่นๆ มีมาตรการสั่งการไว้หมดแล้ว หากฝ่าฝืนต้องดำเนินการตามกฎหมาย

ตร.ตั้งแผงเหล็กปิดล็อกลานหอศิลป์

ช่วงบ่าย ที่บริเวณลานกลางแจ้ง หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ที่เมื่อวันที่ 14 ก.พ.กลุ่มพลเมืองโต้กลับรวมตัวทำกิจกรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจนำแผงกั้นเหล็กมากั้นปิดเป็นแนวยาวตลอดทาง ไม่สามารถเข้าไปจุดดังกล่าว เหลือเปิดไว้เพียงช่องทางเดินให้กับประชาชนเข้าไปภายในหอศิลปฯเท่านั้น ขณะที่ไม่พบกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหาร ยืนประจำการเฝ้าอยู่ในพื้นที่ แต่พบเจ้าหน้าที่ตำรวจสายสืบ และสายตรวจ สน.ปทุมวัน ผ่านมาตรวจตราเป็นระยะตลอดทั้งวัน

แก๊งบึมพารากอนมาจากเมืองทอง

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษก ตร. กล่าวถึงคดีระเบิดหน้าห้างสยามพารากอนว่า ได้พยานหลักฐานการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนร้ายจากพื้นที่เมืองทองธานี ย่านปากเกร็ด ก่อนเดินทางมาที่อนุสาวรีย์ชัยฯ และห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน กำลังหาข่าวเส้นทางที่เข้ามาของคนร้าย หรือแหล่งที่พักบริเวณเมืองทอง ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนบ้านพักคอนโดฯ และแฟลตห้องพักจำนวนมาก ขอเวลาให้ชุดสืบสวนทำงาน ส่วนการควบคุมสถานการณ์ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. สั่งให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มด้านการข่าว ตรวจตราสถานที่สำคัญ และตั้งจุดตรวจค้นบุคคล ยานพาหนะ และสิ่งของผิดกฎหมาย ในภาพรวมยังจำเป็นต้องติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยเน้นทำงานเชิงรุกเพิ่มความเข้มความถี่สายตรวจทุกประเภทมากยิ่งขึ้น การตั้งด่านเพิ่มจุดตรวจความมั่นคง ตรวจค้นบุคคล ยานพาหนะต้องสงสัย สกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมาย ยา เสพติด อาวุธสงคราม รวมทั้งการพกพาสะพายเป้และมีพิรุธ ขับขี่รถ จยย.ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ขอความร่วมมือมวลชนเฝ้าระวังเหตุและสิ่งผิดกฎหมาย หากพบเห็นสิ่งผิดปกติหรือประสบเหตุ กรุณาแจ้ง 191 และ 1599 ได้ตลอดเวลา

กมธ.ยกร่าง รธน.รับลูกตั้ง กก.ปรองดองแห่งชาติ นำร่องออก ก.ม.อภัยโทษ “เอนก” ชงถกรายมาตรา 18 ก.พ. ชูโมเดล 14 อรหันต์ วางกรอบเยียวยา มีวาระ 5 ปี “เอกชัย” ยกเหตุ “รวันดา-องคุลีมาล” กลับใจยังยอมรับได้... 16 ก.พ. 2558 07:17 16 ก.พ. 2558 07:18 ไทยรัฐ