วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดมุมมองผู้ว่า ธปท.บทบาท"กองหลัง"หนุนปฏิรูปประเทศ

การเดินหน้า “ปฏิรูปประเทศไทย” เป็นงานที่ “ท้าทาย” ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และของรัฐบาลอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามปฏิรูปที่เกิดขึ้นภายใต้ความ “เปราะบาง” ทางเศรษฐกิจและคลื่นใต้น้ำทางการเมือง

โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อวางรากฐานประเทศใหม่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจน ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งกำหนดกติกาทางการเมืองใหม่ที่เหมาะสม ก่อให้เกิดประโยชน์สุขของคนในชาติอย่างแท้จริง

ในฐานะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถูกวางตัวเป็น “กองหนุน” ในการดูแลการขยายตัว และสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่ “นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.” ยังเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการเพื่อการปฏิรูปประเทศหลายคณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ” (คนร.) หรือ “ซุปเปอร์บอร์ด”

“ทีมเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์ผู้ว่าการ ธปท.ถึงทิศทาง “การปฏิรูปประเทศ” และการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย รวมถึงคำแนะนำในการดำรงชีวิตของคนไทย สำหรับช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจในปี 2558 ดังนี้

มอง 2 ด้านประสาน “การปฏิรูปประเทศ”

“การปฏิรูปประเทศ” ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำสำหรับประเทศไทยในขณะนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายเรื่องและผู้คนจำนวนมาก ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะจัดความสำคัญอย่างไร?

โดยในส่วนของภาพรวมระดับประเทศ ระยะสั้นๆ ที่จะต้องดำเนินการ คือ การสร้างกติกาในการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองที่จะนำไปสู่การบริหารประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสม ไม่สร้างปัญหาเดิมๆให้เกิดขึ้นอีก ก่อนที่จะไปถึงการปฏิรูปโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ และการยกระดับประเทศ

“ขณะที่มีการปฏิรูปอีกส่วน ที่ ธปท.และตัวผมจะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยได้ และเป็นส่วนที่จำเป็นจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคตก็คือ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ การปรับบทบาทของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ และการส่งเสริมการลงทุน” ผู้ว่าการ ธปท. “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ตอบคำถาม “ทีมเศรษฐกิจ” ถึงแนวทางการปฏิรูปประเทศ

ทั้งนี้ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจนั้น ต้องเร่งดำเนินการ เพราะรัฐวิสาหกิจทั้งระบบ ดูแลสินทรัพย์ของประเทศมากถึง 12 ล้านล้านบาท มีงบใช้จ่ายและการลงทุนต่อปีสูงถึง 4.5 ล้านล้านบาท หรือ 2 เท่าของงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล และคุมส่วนสำคัญที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ ทั้งทางบก ถนน รางรถไฟ ทางน้ำ ท่าเรือ ทางอากาศ สนามบิน สายการบิน ดูแลโลกโซเชียล ดูแลพลังงานของประเทศ รวมทั้งสาธารณูปโภคของประเทศทั้งระบบ

“หากดูสภาพรัฐวิสาหกิจตอนนี้ ก็เหมือนคนป่วยหนัก ทรัพย์สินเสื่อมถอย ปล่อยให้มีการขาดทุนมากมาย และการทำงานบางแห่งไม่มีประสิทธิภาพดีพอ การกำกับดูแลรัฐวิสากิจในปัจจุบันมีความซับซ้อนปนเปกันไปหมด แต่กลับไม่มีใครรู้สึกถึง “ความเป็นเจ้าของ” อย่างแท้จริง ปล่อยปละให้เกิดความเสียหาย เกิดการแทรกแซงทางการเมือง มีการนำสินทรัพย์ไปเป็นเครื่องมือการหาเสียงทางการเมือง”

โจทย์ในการปรับระบบการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจและธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ก็คือ การปรับบทบาทให้รัฐทำเฉพาะในสิ่งที่ควรทำ และทำภายใต้หลักการที่มูลค่าของตัวรัฐวิสาหกิจเองไม่เสียหาย หรือกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองเช่นหลายๆ เรื่องอย่างที่ผ่านมา ทั้งนี้ คนร.ยอมให้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่จะทำนโยบายบางเรื่องได้ เจ้ากระทรวงยังมีหน้าที่มอบนโยบาย แต่ต้องทำอย่างมีความรับผิดชอบ

สร้างสำนึก “เป็นเจ้าของ” รัฐวิสาหกิจ

ขณะเดียวกัน ยังต้องแยกบทบาทให้ชัดเจนระหว่าง 1.ผู้ปฏิบัติการ Operator คือ ตัวรัฐวิสาหกิจ ซึ่งทำหน้าที่บริหารงานให้มีกำไรและมีความเสียหายน้อยที่สุด 2.Regulator หรือองค์กรกำกับตรวจสอบ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงาน 3. ผู้กำหนดนโยบาย หรือ Policy Maker และ 4. คนที่จะมาเล่นบท “เจ้าของ” หรือ OWNER ซึ่งขณะนี้ยังไม่มี สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ยังไม่ทำหน้าที่เจ้าของ ทำหน้าที่เป็นเพียง “ที่ปรึกษา” เท่านั้น

“คนที่จะมาเล่นบทเป็น “เจ้าของ” (OWNER) ทุกรัฐวิสาหกิจนี้ เราอยากตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ เปรียบเอกชนก็เป็น “ผู้ถือหุ้น” แต่เล่นบทบาทเพิ่ม “พิทักษ์รักษามูลค่าของรัฐวิสาหกิจ” นั้น ต้องเป็นคนทักท้วง หรือไม่ยอมหากมีอะไรมาทำให้มูลค่าเสื่อมลงไปอย่างไม่เหมาะสม หรือกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง”

ยกตัวอย่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) คือ Operator คือ ผู้บริหาร พนักงาน ส่วน Regulator เป็นองค์กรตรวจสอบว่า ตรงต่อเวลา สะอาด ปลอดภัยหรือไม่ แต่ตอนนี้มีหลายรัฐวิสาหกิจที่เป็นทั้ง Operator และ Regulator ทำให้มั่วไปหมด ซึ่งกรณีการรถไฟฯ กระทรวงคมนาคมได้ตั้ง “กรมราง” ขึ้นมาใหม่ ทำหน้าที่ Regulator แล้ว

หรือ กรณีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่มีต่อนโยบายการรับจำนำข้าว ซึ่งรัฐบาลอนุมัติค้ำประกันหนี้ให้ 500,000 ล้านบาท แต่เอาจริงกลับรับจำนำไปถึง 700,000 ล้านบาท โดยอีก 200,000 ล้านบาทนั้น เป็นเงิน ธ.ก.ส.ที่ไม่รู้จะเอากับใครและอาจเป็นความเสียหายได้ OWNER ต้องไม่ยินยอมให้ดำเนินการ

ขณะเดียวกัน OWNER ต้องสามารถวางกรอบในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเพื่อสร้างกำไร ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสมลงได้ ต้องมีความเก่งพอที่จะเจรจาการลงทุนร่วมกับภาคเอกชนได้อย่างเท่าทัน รู้ทันภาคเอกชนเพื่อไม่ให้เกิดกรณีเสีย “ค่าโง่” โดยต้องมีความตระหนักถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก สร้างความเชื่อมโยงระหว่างการลงทุนรัฐวิสากิจเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างเหมาะสม

“ส่วน OWNER จะเป็นใครนั้น ต้องอยู่ที่กระทรวงคลัง เพราะเป็น “ทรัพย์สินของชาติ” มีการบริหารภายในที่ชัดเจน ไม่ยุ่งยาก มีระบบเงินเดือนที่ตอบสนอง เพราะต้องใช้คนที่มีความรู้ ความสามารถ และมีใจที่จะทำเพื่อประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งผมคิดว่า “เรายังหาคนอย่างนี้ได้” ยกตัวอย่างองค์กรแบบนี้ของอังกฤษ ประสบความสำเร็จมาก หรือตัวอย่างใกล้ๆ เช่น บรรษัทเพื่อการลงทุนแห่งรัฐบาลสิงคโปร์ หรือจีไอซี หรือ คาซานาห์ ของมาเลเซีย”

เมื่อปฏิรูปรัฐวิสาหกิจได้ถึงระดับหนึ่ง มีการลงทุนที่เหมาะสมกับศักยภาพเศรษฐกิจ บริหารงานอย่างมืออาชีพ จะช่วยผลักดันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เหมาะสม เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ!

ยกเครื่องระบบการบริหารราชการ

กับคำถามที่ว่าจะปรับ คนร.มาเป็น OWNER ได้หรือไม่นั้น ผู้ว่าการธปท. กล่าวกับ “ทีมเศรษฐกิจ” ว่า คนร.เป็น “คณะกรรมการ” ที่มีความ “ซับซ้อน” มีคนระดับผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศมากมาย แต่ไม่มีความคล่องตัว ขณะที่ OWNER ควรเป็นองค์กรที่ทำงานได้คล่องตัวและมีประสิทธิภาพ

“พอถามอย่างนี้ทำให้ผมนึกถึงปัญหา “การปฏิรูปประเทศ” ที่น่าสนใจประเด็นหนึ่ง ไม่ใช่แค่ คนร.แต่คณะกรรมการอะไรก็ตามที่ยกเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่จะต้องพยายามให้มี “นายกรัฐมนตรี” เป็น ประธาน มีรองนายกฯ นั่งอีก 2-3 ท่าน มีปลัดกระทรวง มีระดับบิ๊กของกระทรวง และมีเจ้าหน้าที่มากมาย

อย่างผู้ว่าการ ธปท.เป็นกรรมการไปตั้ง 40 กว่าคณะ ทำให้การทำงานยุ่งยากมากขึ้น เพราะประชุมแต่ละที เจ้าหน้าที่แต่ละองค์กรจะรายงานลงลึกในรายละเอียด และเจ้าหน้าที่ก็เก่งด้วย จะมีข้อมูลมากมายนำเสนอ ฟังไปสัก 2-3 ชั่วโมง แทนที่ประธานจะทำหน้าที่ตัดสินใจในภาพรวมว่าควรไปทางไหน ปฏิรูปอย่างไร ก็กลับกลายเป็นหลงในรายละเอียด แทนที่จะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ต้องการ ก็มองไม่เห็นแล้ว

อย่างนายกฯที่เป็นประธานไม่รู้กี่คณะ ประชุมวันละไม่รู้กี่ชั่วโมง ไม่มีเวลาให้สมองโล่งพอที่จะมองภาพรวมทั้งหมดได้ แตกต่างจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือผู้นำประเทศที่เจริญแล้ว เขาให้เวลาผู้นำมีเวลาคิด ให้สมองโปร่งๆ เพื่อมองภาพใหญ่ จะตัดสินใจแต่ในเรื่องสำคัญๆ เพื่อบทสรุปที่ชัดเจน

“ถ้าทำแบบระบบราชการบ้านเราไปเรื่อยๆ ต่อให้เป็น “ซุปเปอร์แมน” ก็เหนื่อย และยากมาก ยิ่งกว่านั้น แทนที่จะเอานายกฯ รองนายกฯ ผู้บริหารบิ๊กๆ มาประชุมเป็นหลายชั่วโมง เอาเฉพาะคีย์แมนมาประชุมที่เหลือให้แยกย้ายกันไปทำงานน่าจะได้ “ผลิตภาพ” หรือ Productivity ที่ดีกับประเทศมากกว่า”

นักเตะ “ทีมเศรษฐกิจไทย” เดี้ยงยกแผง

หันกลับมา “โฟกัส” เศรษฐกิจไทยในปีนี้ที่ ธปท.ประเมินภาพว่าจะขยายตัวได้ใกล้เคียง 4% นั้น ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวกับเราว่า ความลับที่ทำให้ตัวเลขโตได้ 4% มาจากฐานที่ต่ำในปีที่ผ่านมา เพราะหากเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวตามปกติไม่ได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ตัวเลขการขยายตัวจะอยู่ที่ 2.5% แต่หากมีการลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งภาครัฐและเอกชน ตัวเลขการขยายตัวจะสูงขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้โฟกัสที่ตัวเลขมากนัก เพราะถ้าเทียบกับทั้งโลก ทั่วโลกต่างแย่ทั้งหมดไม่ได้มีแต่เฉพาะประเทศไทย ไม่เหมือนปีที่ผ่านมาที่เราแย่เพราะการเมือง แต่คนอื่นดีหมด ตอนนี้สหรัฐฯ ดีขึ้นจากที่แย่มาก กรีซก็แย่ เยอรมัน ฝรั่งเศสอย่าคิดว่ามีสุข ตอนนี้เขาทุกข์ จีนก็แย่ มาเลเซีย สิงคโปร์ใกล้บ้านเศรษฐกิจก็ไม่ดี ขนาดสวิสเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก ประเทศที่เศรษฐกิจดีที่สุด วันนี้ยังต้องรับมือกับปัญหาความผันผวนของค่าเงิน

ถ้าเปรียบเศรษฐกิจเหมือนเกมฟุตบอล กรีซตอนนี้ ก็ 0–8 โดนยิงไป 8 ประตู รัสเซีย 0–5 สหรัฐฯอาจจะ 2–0 กระเตื้องขึ้นมา มาเลเซียอยู่ที่ 0–1 จีนอยู่ที่ 0–3 ส่วนไทยเรานั้น ยังไม่ถือว่าเพลี่ยงพล้ำประคองไปได้น่าจะอยู่ที่ 0–0 ยังยิงประตูใครไม่ได้ แต่ก็ไม่ถูกยิง แต่เราเองก็ลำบาก และประมาทไม่ได้

“เพราะทีมนักเตะไทยต่างอยู่ในสภาพ “บาดเจ็บ” เกษตรกรกับภาคเอกชน ที่ถือเป็นกองหน้าส่วนนี้นักเตะบาดเจ็บแทบทุกตัว เจ็บมากเจ็บน้อย เล่นได้ไม่เต็มที่ ขณะที่กองกลางคือ รัฐบาลและหน่วยงานราชการ ก็ไม่ฟิต ไม่ขยัน วิ่งไม่ค่อยไหว ขณะที่กองหลัง อย่าง ธปท. หรือหน่วยงานที่ดูแลเสถียรภาพก็เหนื่อย เพราะมีปัญหาเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของเงินทุนจากต่างประเทศ”

หากไทยต้องการชนะ หรือฟื้นเศรษฐกิจโดยเร็ว ก็ต้องเร่งหาทางรับมือและแก้ไขจุดบกพร่องที่มี!!!

ทั้งนี้ ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า เห็นด้วยว่า “คนจนและเกษตรกร” ต้องได้รับการช่วยเหลือเพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่มิติของ “เงินทุน” และ “การปรับโครงสร้างการผลิต” อย่างเดียว แต่เป็นมติทาง “สังคม การสร้างโอกาส และการศึกษา” ด้วย ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลใช้เงินในการช่วยเหลือส่วนนี้ค่อนข้างมาก แต่ในแนวทางที่ไม่ถูกต้อง

“รัฐบาลนี้เลือกที่จะให้เงินเยียวยา เกษตรกร 1,000 บาทต่อไร่นั้น ถือเป็นแนวทางที่ถูก แต่ก็เป็นแค่ “ยาพาราฯ” หรือยาแก้ปวดเท่านั้น ส่วนรัฐบาลที่ผ่านมา ใช้วิธีรับจำนำข้าวในราคาสูงถึงตันละ 15,000 บาท ในขณะที่ราคาข้าวจริงอยู่ที่ 7,000-8,000 บาทนั้น อันนี้เป็นขั้น “ยาเสพติด” ได้เสพแล้วมีความสุขมาก แต่เป็นความสุขชั่วคราว

แต่ไม่ว่าจะ เป็น “ยาแก้ปวด” หรือ “เฮโรอีน” ความช่วยเหลือทั้งสองแบบก็ “ไม่ยั่งยืน”

“คิดว่าเรื่องนี้ รัฐบาลนี้ก็พยายามทำอยู่ ทั้งในส่วนของการเร่งลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การให้ความรู้ ขณะที่คีย์หลักในการยกระดับรายได้เกษตรกร คือ การปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกของชาวนา หรือเกษตรกรในพืชอื่น ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น การปรับพื้นที่การปลูกข้าวเป็นปลูกอ้อย ซึ่งราคาดีกว่า และเปลี่ยนเป็นผลผลิตอื่นได้มากกว่า เช่น พลาสติกย่อยสลายได้ หรือเป็นเชื้อเพลิง ไม่ใช่ทำน้ำตาลได้อย่างเดียว”

ขณะที่ภาพรวมการดำเนินนโยบายในขณะนี้ ควรจะเน้นใช้ “นโยบายการคลัง” เร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ สร้างความมั่นใจในการลงทุนต่อเนื่องของภาคเอกชน เพราะนโยบายการคลัง เป็นเหมือนใช้ “รถแทรกเตอร์” ไถลงไปตรงๆ สร้างผลผลิต ใส่เงินไปในระบบได้ทันทีเพื่อเพิ่มการใช้จ่ายของประเทศ

“และอยากฝากบอกไปยังภาคเอกชนว่า ตอนนี้เป็นเวลาที่ดีของการลงทุนใหม่ เพราะค่าเงินแข็ง มีทุนสำรองระหว่างประเทศมาก ราคาพลังงานลดลง และดอกเบี้ยต่ำ เงินกู้ระยะยาว 10 ปี ดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.6% เท่านั้น”

แตกต่างจาก “นโยบายการเงิน” ที่เหมือนเติมน้ำลงไปในอ่าง แล้วพาม้ามากินน้ำ ถ้าม้ากินน้ำ ก็จะมีสินเชื่อใหม่เข้าไปในระบบเพิ่มการใช้จ่ายและลงทุนให้ประเทศได้ แต่ในระหว่างข้อต่อที่ว่ามีความเปราะบาง มีข้อระวังในเรื่องประสิทธิภาพ เพราะถ้าใส่น้ำไปจนเต็มจนล้น แต่ม้าไม่กินน้ำก็ทำอะไรไม่ได้

นโยบายการเงินจึงพร้อมที่จะเป็น “กองหนุน” ช่วยประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงที่มีปัญหา “การคลัง” ทำงานไม่ได้ หรือใช้งานไปจนหมดหน้าตักแล้วมากกว่า ขณะที่นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน เราเห็นตัวอย่างของ “สวิตเซอร์แลนด์” ซึ่งไปฝืนค่าเงินในระยะที่ผ่านมา ทำให้เกิดปัญหาจนต้องหยุดตรึงค่าเงินฟรังก์กับเงินยูโร

ดังนั้น การดูแลค่าเงินบาท เราจะไม่ฝืนตลาด เพราะยิ่งไปฝืน ตลาดจะไม่ยอมรับ และจะมีพวกเก็งกำไรเข้ามา เพราะเห็นว่าเรามีช่องว่างที่จะทำกำไรได้ แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นการเก็งกำไรแบบนั้น การดูแลจึงปล่อยไปตามพื้นฐานเศรษฐกิจจริง ดูแลภาคเอกชนให้ไม่ลำบากมากนัก แต่ที่สุดหากมีเงินเก็งกำไรเข้ามามากๆ เราก็ต้องเข้าไปแก้ปัญหาในจุดนั้น หรือหากมาโจมตี เราก็พร้อมจะปกป้อง

********

ท้ายที่สุด ผู้ว่าการ ธปท.ฝากแนวทางการดำเนินชีวิตของคนไทย ภายใต้เศรษฐกิจไทยที่ยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว และคนไทยมีภาระหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ว่า “มองเป็นสมการง่ายๆ ว่าหนี้สิน เท่ากับรายได้ลบด้วยรายจ่าย ทางแก้ส่วนหนึ่งคือ การลดรายจ่าย ซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ เพราะต้องยอมรับว่าค่าครองชีพในขณะนี้ก็สูง แต่ควรลดการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย ไม่ต้องไปตามสมัยนิยมที่ซื้อสินค้ามียี่ห้อราคาแพง

ส่วนการแก้ที่ต้นเหตุคือ การเพิ่มรายได้ ซึ่งคือ การเพิ่มความรู้ความสามารถ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพิ่มศักยภาพตัวเอง และหาโอกาสใหม่ๆ เพราะใน “วิกฤติเราสามารถแปรเป็นโอกาส” ได้ นำไปสู่รายได้ที่ดีขึ้น ขณะที่ต้องไม่ดำเนินชีวิตในความเสี่ยง ดูให้รายได้มากกว่ารายจ่าย หรือมีเงินออม เพราะเราไม่รู้ว่ารายได้จะลดลง หรือมีรายจ่ายจำเป็นในช่วงใด ซึ่งทำอย่างนี้ช่วยตัวได้แล้ว ยังช่วยให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนได้ด้วย”.

ทีมเศรษฐกิจ

15 ก.พ. 2558 13:50 ไทยรัฐ