วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


จับตาร่างรัฐธรรมนูญเรื่องสื่อ: ระวังเตะสุกรเข้าปากสุนัข?

ขณะที่การร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เพราะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องทำงานแข่งกับเวลา เพื่อให้ร่างแรกเสร็จตามกำหนดภายในเดือนเมษายนนี้ ก่อนส่งให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเสนอข้อแก้ไขหรือแปรญัตติต่อไปนั้น

การยกร่างรัฐธรรมนูญในหมวดที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชนดูเหมือนจะเป็นรูปเป็นร่างแล้ว โดยมีการแยกเอาเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนไปไว้ในตอนที่เรียกว่า “สิทธิมนุษยชน” ซึ่งหมายถึงว่า เป็นเสรีภาพที่ครอบคลุมแก่มนุษย์ทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ไม่เลือกเชื้อชาติ ศาสนาและไม่จำเป็นต้องเป็นพลเมืองไทยก็ได้รับการคุ้มครองในเสรีภาพนี้

ร่างรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ ระบุว่า... “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความเห็นของตนโดยการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาและการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น

การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง ข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในครอบครัว หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเกลียดชังระหว่างคนในชาติหรือศาสนาหรือการใช้ความรุนแรงระหว่างกัน”

เมื่อนำข้อความในร่างนี้ ไปเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2550 ในมาตรา 45 วรรค 1 และ 2 จะพบว่ามีความคล้ายกัน นั่นคือ เป็นการให้เสรีภาพมีเงื่อนไข หรือรัฐสามารถออกกฎหมายมาจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้ โดยอาศัยเหตุผลตามที่ปรากฏในวรรค 2 ของมาตรานี้ ซึ่งได้มีการเพิ่มเรื่องการป้องกันไม่ให้เกิดความเกลียดชังระหว่างคนในชาติหรือศาสนาหรือการใช้ความรุนแรงระหว่างกัน หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า “Hate Speech” และมีผู้พยายามแปลเป็นภาษาไทยว่า “ประทุษวาจา”

ทั้งนี้ เพราะประเด็นเรื่อง Hate Speech นี้ เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมากว่า เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างประชาชนที่มีแนวคิดทางการเมืองแตกต่างกันตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา และนำไปสู่การใช้ความรุนแรงจนทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมากในระหว่างการชุมนุมทางการเมืองในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อถกเถียงกันว่า การนำเรื่อง Hate Speech มาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดโอกาสให้มีการออกกฎหมายมาควบคุมการใช้ Hate Speech นั้น จะกระทบกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองหรือไม่ เพราะแท้ที่จริงแล้ว การแสดงความคิดเห็นเพื่อให้คนเกลียดชังกันน่าจะเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ควรให้เกิดความเกลียดชังกันในเรื่องเชื้อชาติและศาสนา รวมทั้งการยุยงให้เกิดการใช้ความรุนแรงเท่านั้นหรือไม่

ประเด็นนี้ จึงเป็นประเด็นที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญน่าจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพื่อไม่ให้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไปกระทบกับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งครอบคลุมมาถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนด้วย

ส่วนข้อความวรรคอื่นๆ ที่เคยปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ในมาตรา 45 มาตรา 46 และมาตรา 47 ถูกนำไปเขียนไว้ในตอนที่เรียกว่า “สิทธิพลเมือง” ซึ่งหมายถึง สิทธิที่ได้รับการรับรองไว้สำหรับพลเมืองไทยตามกฎหมายเท่านั้น ไม่รวมถึงชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

ข้อความในวรรคที่เหลือของมาตรา 45 ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ถูกเขียนใหม่ว่า ... “เสรีภาพของสื่อมวลชนในการประกอบวิชาชีพตามจริยธรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และรอบด้าน รวมทั้งมีความรับผิดชอบต่อสังคมย่อมได้รับความคุ้มครอง

การสั่งปิดกิจการสื่อมวลชนเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้

การห้ามสื่อมวลชนเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน

การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในสื่อมวลชน จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม แต่ทั้งนี้จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสาม

เจ้าของกิจการสื่อมวลชนต้องเป็นพลเมือง และพลเมืองไม่อาจเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชนหรือผู้ถือหุ้น ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม หลายกิจการ ในลักษณะที่อาจมีผลเป็นการครอบงำ ผูกขาดการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร หรือความคิดเห็น ต่อสังคม หรือมีผลเป็นการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือปิดกั้นการได้รับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของประชาชน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชน มิได้ ไม่ว่าในนามของตนเองหรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้นแทน หรือจะดำเนินการโดยวิธีการอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมที่จะทำให้สามารถบริหารกิจการดังกล่าวได้ในทำนองเดียวกับการเป็นเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้นในกิจการดังกล่าว

รัฐจะให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดเพื่ออุดหนุนกิจการสื่อมวลชนของเอกชน มิได้ การซื้อโฆษณาหรือบริการอื่นจากสื่อมวลชนโดยรัฐ จะกระทำได้ก็เฉพาะโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดขึ้นเพื่อการนั้น

การบัญญัติเรื่องการรับรองเสรีภาพของสื่อมวลชนในลักษณะนี้ ถือเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยมีการระบุในรัฐธรรมนูญฉบับใดมาก่อน โดยเฉพาะเนื้อหาในวรรคแรก ที่มีการล้อหรือนำเอาข้อความในร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และส่งเสริมมาตรฐานจริยธรรมสื่อมวลชน ซึ่งมีการร่างกันไว้ตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาระบุไว้

ขณะที่เนื้อหาในวรรคถัดมาจะเป็นข้อความเดิมที่มีอยู่ในมาตรา 45 เดิม แต่ได้มีการนำเสนอเนื้อบางส่วนที่มีเคยมีอยู่ในมาตรา 47 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการครอบงำสื่อ และนำข้อความในมาตรา 48 เดิมที่ห้ามนักการเมืองถือหุ้นในกิจการสื่อมาปรับปรุงให้รัดกุมมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มข้อความเรื่องการห้ามหน่วยงานรัฐซื้อโฆษณาและบริการจากสื่อของเอกชนเข้าไปด้วย

นอกจากนี้ ข้อความในมาตรา 46 เดิมที่มุ่งเน้นการคุ้มครองเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทั้งในภาครัฐและเอกชน ถูกนำมาเขียนใหม่ในมาตราถัดมาดังนี้

“พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนซึ่งประกอบกิจการสื่อมวลชน ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสารและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของรัฐหรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้าง ของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนตามวรรคหนึ่ง

การกระทำใดๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการ อันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซงการเสนอข่าวหรือแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะของบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้ถือว่าเป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและไม่มีผลใช้บังคับ เว้นแต่เป็นการกระทำเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายหรือจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

ให้มีกฎหมายจัดตั้งองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนซึ่งประกอบด้วยบุคคลในวิชาชีพ เพื่อคุ้มครองสวัสดิการของบุคคลตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ปกป้องเสรีภาพและความเป็นอิสระของสื่อมวลชนตามมาตรา ๔๙ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานแห่งวิชาชีพ และพิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมของผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการใช้เสรีภาพตามมาตรา ๔๙ แต่ไม่ได้ตัดสิทธิผู้นั้นที่จะต้องคดีต่อศาล”

ทั้งนี้ ส่วนที่มีการเปลี่ยนเพิ่มเติมใหม่คือ วรรคสุดท้ายที่ระบุให้มีกฎหมายจัดตั้งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เพื่อคุ้มครองสวัสดิการของบุคคล ปกป้องเสรีภาพและความเป็นอิสระของสื่อมวลชน ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานแห่งวิชาชีพและพิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมของผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชน

ประเด็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการระบุให้มีกฎหมายจัดตั้งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนดังกล่าว ประการแรกคือ ความซ้ำซ้อนของภาระหน้าที่ขององค์กรตามกฎหมายดังกล่าวที่มีอยู่แล้ว เช่น หน้าที่ในการคุ้มครองสวัสดิการของบุคคลนั้น ปัจจุบันมีสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย ทำหน้าที่อยู่แล้ว ขณะที่หน้าที่ในการปกป้องเสรีภาพและความเป็นอิสระของสื่อจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการที่จะจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเสรีภาพฯ ตามที่กล่าวไปแล้ว ส่วนหน้าที่ในการพิจารณาคำร้องเรียนจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสื่อ เป็นหน้าที่ของสภาวิชาชีพของสื่อมวลชนอย่างสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ หรือสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ไม่ได้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย

ปัญหาประการที่สอง คือ หากจะมีการยกระดับงานที่สภาวิชาชีพดำเนินการอยู่ให้เป็นงานขององค์กรวิชาชีพสื่อตามกฎหมายดังกล่าว จะมีปัญหาตามมามากมาย อาทิ อำนาจในการลงโทษสื่อมวลชนที่ไปละเมิดประชาชนตามที่มีการร้องเรียน รวมถึงการคัดเลือกคณะกรรมการขององค์กรที่จะมาใช้อำนาจนี้ ซึ่งหากมีนักการเมืองเข้ามาแทรกแซง ก็จะเป็นอันตรายต่อเสรีภาพของสื่อมวลชน ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

เรื่องนี้ ต้องทำความเข้าใจร่วมกันว่า วิชาชีพสื่อมวลชนเป็นวิชาชีพพิเศษที่แตกต่างจากวิชาชีพอื่นๆ เช่น แพทย์ วิศวกร หรือแม้แต่ทนายความ เพราะผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนไม่จำเป็นต้องจบการศึกษาเฉพาะด้านนิเทศศาสตร์หรือวารสารศาสตร์เท่านั้น เพราะต้องการความหลากหลายของความคิดและความเชี่ยวชาญในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็น แต่ต้องปฏิบัติหน้าที่อยู่ในกรอบจริยธรรมเช่นเดียวกับคนในวิชาชีพอื่น ดังนั้น หากจะมีสภาวิชาชีพที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย ก็จะมีปัญหาว่าใครจะมีสิทธิในการเลือกกรรมการขององค์กรวิชาชีพดังกล่าวทันที

ดังนั้น หากจะมีการเดินหน้าร่างบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าด้วยสื่อมวลชนเช่นนี้ แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหาของสื่อมวลชน หรือที่เรียกกันว่า “ปฏิรูปสื่อ” ให้ตอบสนองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในระยะยาว ผลที่จะได้รับอาจจะเป็นตรงกันข้าม

เพราะสื่อจะถูกควบคุมโดยกฎหมายมากขึ้น ทั้งๆ ที่มีกฎหมายควบคุมการทำงานของสื่อมวลชนอยู่แล้วมากมายหลายฉบับ อีกทั้งยังง่ายต่อการที่นักการเมืองหรือกลุ่มอิทธิพลต่างๆ สามารถเข้ามาแทรกแซงสื่อมวลชนได้ง่ายขึ้น หรือเป็นเข้าข่ายการ “เตะสุกรเข้าปากสุนัข” นั่นเอง....


ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
Twitter: @chavarong
chavarong@thairath.co.th

13 ก.พ. 2558 14:13 13 ก.พ. 2558 14:46 ไทยรัฐ