วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


เที่ยวกวางโจว..เมืองเทวดา5แพะ...!

อนุสาวรีย์ห้าแพะ ซึ่งเป็นหินแกรนิตแกะสลักโดยแพะตัวใหญ่คาบรวงข้าว6รวง.

ไปไหนก็ไม่ระทึกและประหลาดใจเท่าเมืองจีนอีกแล้ว!

เพราะภายในระยะเวลาไม่นาน รัฐบาลปักกิ่งสามารถเนรมิตสถานที่ตามเมืองต่างๆให้ทันสมัยและสวยสดงดงามอย่างรวดเร็ว เรียกว่าไปแต่ละครั้งจำสภาพเดิมๆของเมืองแทบไม่ได้

และเพราะเหตุผลที่ว่า ทำให้สายการบินต้นทุนต่ำอย่าง แอร์เอเชีย ตัดสินใจเปิดเส้นทางใหม่ล่าสุด เพื่อให้นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจสามารถบินตรงจากจังหวัดกระบี่ไปยังเมืองกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีนได้โดยตรง โดยไม่ต้องวกกลับมาแวะที่กรุงเทพฯ เราได้รับเชิญจากแอร์เอเชียให้ร่วมเดินทางในเที่ยวบินปฐมฤกษ์ กระบี่-กวางโจว ที่ต้องถือว่าสะบักสะบอมเอาการ เพราะเที่ยวบินนี้บินไปถึงกวางโจวเกือบเที่ยงคืนของเวลาท้องถิ่นที่จีน กว่าจะผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง รับกระเป๋า เข้าโรงแรมที่พักก็ปาเข้าไปตี 1-ตี 2 แล้ว

นึกสงสัยเหมือนกันว่าทำไมถึงจัดตารางบินดึกดื่นขนาดนี้ แล้วจะมีผู้โดยสารสักกี่คน แต่เอาเข้าจริงๆ ปรากฏว่าผู้โดยสารเต็มลำ ไม่ใช่แค่เรื่องของราคาที่ถูกกว่าสายการบินอื่น แต่เป็นเพราะ เที่ยวบินกระบี่-กวางโจว มีแค่วันละ 1 เที่ยวบินเท่านั้น ไม่มีเวลาอื่นให้เลือก ถ้าจะไปก็ต้องไปเวลานี้ละ

และแม้ว่าจะไปถึงกวางโจวดึกดื่นเที่ยงคืนอย่างที่ว่า แต่สนามบินในเมืองกวางโจวยังคงเต็มแน่นไปด้วยผู้โดยสารจากประเทศและเมืองต่างๆ สอบถามได้ความว่า เพราะกวางโจวถือเป็นสนามบินใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของจีนตอนใต้ ตารางเวลาของแต่ละเที่ยวบินจึงแน่นมาก ไม่มีเวลาให้เลือกมากนัก อีกอย่างบางครั้งการเดินทางมาถึงในช่วงกลางคืนก็สะดวกสำหรับนักธุรกิจ หรือคนทำงานที่สามารถไปทำธุรกิจหรือทำงานได้เลยในตอนเช้า ไม่ต้องเสียเวลาอีกครึ่งค่อนวันในการเดินทาง ซึ่งก็ดีไปอีกอย่าง

เช้าวันแรกในกวางโจว คนจัดเขาใจดีให้นอนตื่นสายได้นิดหน่อย วันนี้เรามีนัดกับสวน 5 แพะ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกวางโจว ใครมากวางโจวแล้วไม่ได้ไปที่นี่ถือว่ามาไม่ถึง ไกด์ท้องถิ่นของคณะเราเป็นหนุ่มจีน ยืนยันว่าหน้าตาจีนแท้ๆ แต่พูดภาษาไทยคล่องแคล่ว ชื่อ “ตี๋เคน” ไม่ใช่แค่พูดไทยได้ดี ยังมีมุกตลกแบบที่คนไทยชื่นชอบ เรียกเสียงฮาได้ตลอดการเดินทาง สลับกับการเล่าถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนกวางโจว ให้เราได้ความรู้ไปตลอดเป็นระยะๆ ถามไถ่ไกด์หนุ่มได้ความว่า วิชาไกด์นี้ต้องเรียนกันเป็นปีๆ เช่นเดียวกับการเรียนภาษาไทยด้วย

รถบัสแล่นเข้าไปจอดบริเวณใกล้ๆสวน พวกเราลงจากรถ เดินตัดเข้า ไปในสวน เห็นสตรีทั้งวัยกลางคนและอาวุโสจับกลุ่มกันออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิก มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเพลงที่บรรดาผู้นิยมออกกำลังกายนำมาเปิดอยู่เหมือนกัน ว่า ถ้าอยากจะรู้ว่าเพลงไหนหรือนักร้องคนไหนกำลังดังเป็นที่นิยมของชาวจีน ไม่ต้องไปเช็กเรตติ้งที่ไหน ให้มาฟังเพลงที่อาอี๊ อาซ้อ อาม่า ทั้งหลายนำมาเปิดเต้นแอโรบิกนี่ละ ถ้าเพลงไหนได้รับความนิยม ไม่ว่า จะเป็นสวนสาธารณะกี่แห่งๆก็จะใช้เพลงนั้นเหมือนๆกัน แสดงว่าเพลงนั้นๆของนักร้องคนนั้นละที่ดังระเบิด

เดินผ่านกลุ่มนักเต้นแอโรบิกเข้าไปอีกไม่ไกล เราก็มาถึงอนุสาวรีย์ 5 แพะ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองกวางเจา หรือกวางโจว อนุสาวรีย์ 5 แพะนี้ สร้างด้วยหินแกรนิต 120 ก้อน นำมาแกะสลักเป็นแพะ 5 ตัว สูง 11 เมตร แพะตัวใหญ่คาบรวงข้าวยืนสง่าอยู่บนดอย ตามโบราณเล่าว่า สมัยโจวหยีหวาง มีเทวดา 5 องค์ สวมเสื้อสีสันที่แตกต่างกันขี่แพะ 5 ตัวลงมา และแพะคาบรวงข้าว 6 รวง จากสวรรค์ลงมาสู่เมืองมนุษย์ เพื่อมอบพันธุ์เมล็ดข้าวที่เป็นสิริมงคลให้กับชาวกวางโจว พร้อมกับอวยพรให้ชาวบ้านพ้นจากความอดอยากตลอด กาล เมื่อสิ้น สุดคำพูดเทวดาก็หายไป ส่วนแพะที่ขี่มากลายร่างเป็นก้อนหิน 5 ก้อน นักประติมากรรมจึงแกะสลักแพะ 5 ตัวขึ้นมา หลังจากนั้นเมืองกวางโจวก็มีเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรือง และเชื่อว่าเป็นเพราะ แพะเทวดา ที่ทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง อนุสาวรีย์แพะ 5 ตัวจึงเป็นสัญลักษณ์ของเมืองกวางโจวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

จากนั้นเราเดินทางต่อไปยัง พิพิธภัณฑ์ของมณฑลกวางตุ้ง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ประกอบด้วย 2 อาคาร อาคารหลังแรกเป็นอาคารเก่าของมหาวิทยาลัยจงชัน ปัจจุบันคือ อนุสรณ์สถานของลกซุน พวกเราหลายคนในคณะสงสัยว่า “ลกซุน” เป็นใคร ลกซุนเป็นขุนนางบัณฑิตที่มีความสามารถในเรื่องการศึกสงคราม ชำนาญในพิชัยสงครามอย่างยอดเยี่ยม รับราชการกับง่อก๊ก และมีบทบาทในการเผาทัพของเล่าปี่จนย่อยยับในศึกที่เรียกว่า ศึกอิเหลง จนเล่าปี่เกือบเอาชีวิตไม่รอด ใครที่อ่านสามก๊กมาแล้วคงจำได้

ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีสถานที่จัดแสดงนิทรรศการและผลงานของลกซุน และปัญญาชนชาวจีนคนอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาประเทศและเป็นแกนนำสำคัญในการล้มล้างระบบคอมมิวนิสต์

อาคารอีกหลังเป็นที่จัดแสดงนิทรรศการหลาก หลายประเภททั้งงานแกะสลักไม้แบบจีน เครื่องเคลือบเซรามิกที่ผลิตด้วยกรรมวิธีแบบ Shiwan รวมทั้งการจัดแสดงสิ่งประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของเมืองกวางโจว ในช่วงยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุคปัจจุบัน

เสร็จจากเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์แล้ว ได้เวลาช็อปปิ้ง ไกด์เคนพาพวกเราไปยังตลาดขายส่งและขายปลีกที่ตั้งอยู่ในอาคารชื่อ One-Link International Center ย่านอี้เต๋อลู่ เปรียบเทียบง่ายๆคล้ายกับสำเพ็งของบ้านเรานั่นล่ะ ขายสินค้ากระจุกกระจิกทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพวงกุญแจ, ต่างหู, กิ๊บหนีบผม, ร่ม, เคสสำหรับโทรศัพท์มือถือทุกรุ่นทุกยี่ห้อ, กระติกน้ำ, แก้วกาแฟ, ตุ๊กตา, ของเล่น และอื่นๆอีกมากมาย ที่นี่ร้านค้าเกือบทั้งหมดอยากขายส่ง ไม่ค่อยอยากขายปลีก เพราะฉะนั้นหากเดินเข้าไปถามราคาเพื่อซื้อเพียงอันเดียว คนขายบางร้านก็จะไม่ค่อยสนใจขายเท่าไหร่ เห็นชาวต่างชาติมาซื้อยกโหลไปขายที่บ้านเมืองตัวเองเยอะมาก แม้แต่คนไทยหัวการค้าก็เหมาของที่นี่ไปขายเช่นกัน ส่วนคุณภาพนั้นก็เป็นไปตามราคา อย่าไปหวังมาก

อีกที่ที่น่าไปในกวางโจว คือ เกาะซาเมี่ยน เป็นเกาะขนาดกลางตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองกวางโจว พื้นที่บนเกาะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่อังกฤษแบ่งพื้นที่ขอเช่า กับส่วนของฝรั่งเศสเช่าไว้ในสมัยสงครามฝิ่น รอบเกาะมีการขุดคลองล้อมรอบเอาไว้ ปัจจุบัน เกาะซาเมี่ยนยังคงมีกลิ่นอายของความเป็นตะวันตกผ่านสถาปัตยกรรม ตึกรามบ้านช่อง มีทั้งโบสถ์, ร้านขายอาหารและร้านกาแฟ บ่าวสาวนิยมไปถ่ายรูปเวดดิ้งกันที่นี่ เลยกลายเป็นธุรกิจมีบริการทั้งช่างภาพ เสื้อผ้าหน้าผม

ปิดท้ายเมืองกวางโจวกันที่ บ้านตระกูลเฉิน หรือบ้านของเหล่าคนแซ่เฉิน ซึ่งเป็นแซ่ใหญ่ 1 ใน 5 ของคนกวางโจว บ้านแต่ที่จริงน่าจะเรียกว่าคฤหาสน์ซะมากกว่า เนื่องจากมีพื้นที่ใหญ่โตกว้างขวาง สร้างขึ้นสมัยราชวงศ์ชิง ประมาณปี ค.ศ.1890 (พ.ศ.2433) โดยคนตระกูลเฉินร่วมมือกัน “ลงขัน” ออกเงินสร้างเพื่อเป็นเกียรติประวัติแห่งตระกูลของตัวเอง และใช้เป็นที่ชุมนุมพร้อมทั้งเป็นสถานที่อบรมลูกหลานก่อนที่จะไปสอบจอหงวน จนกลายเป็นโรงเรียนตระกูลเฉิน พอบ้านหลังนี้เริ่มผุพัง รัฐบาลจีนได้เข้ามาบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่และประกาศให้เป็นสถานที่อนุรักษ์เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม

ไปกวางโจวคราวนี้ ได้ข้อคิดบางอย่างว่าคนจีนนั้น หวงแหนอดีตไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานจดจำไปชั่วชีวิต แต่คนไทยกลับพยายามหลงลืมทุกอย่างที่เป็นอดีต หลงใหลทุนนิยม

จนลืมไปว่า หากไม่มีอดีตที่งดงามเสียแล้ว จะมีปัจจุบันที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร...!!!

13 ก.พ. 2558 13:12 13 ก.พ. 2558 13:17 ไทยรัฐ