วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ความรักแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง

วันเสาร์สบายๆ วันนี้ตรงกับ “วันวาเลนไทน์” หรือ “วันแห่งความรัก” วันนี้ดอกไม้ “สีชมพูสีแดง” สีสัญลักษณ์แห่งความรัก จะบานฉ่ำไปทั่วโลก ความรักจะแผ่กระจายไปทุกหนทุกแห่ง ทุกซอกทุกมุมในโลกด้วยพลังแห่งความรักที่สวยงาม

ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้นิยามของคำว่า “รัก” ว่า หมายถึง ความมีใจผูกพันด้วยความห่วงใย มีใจผูกพันด้วยความเสน่หา มีใจผูกพันฉันชู้สาว

คาริล ยิบราน นักเขียนนักปรัชญาคนดังของโลกมองความรักว่า “ความรัก คือดอกไม้ที่เติบโตและเบ่งบาน โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือของฤดูกาล” และ “ความรักไม่ครอบครอง และไม่ยอมให้ถูกครอบครอง เพราะความรักนั้นเพียงพอแล้วสำหรับตอบความรัก” เป็นทั้งความหมายและปรัชญาของความรัก

แต่ ความรักในพระพุทธศาสนา กลับมีคำนิยามมากมาย เพราะความรักทำให้มนุษย์เป็นไปได้ทุกอย่าง จากผู้ร้ายใจเหี้ยม ไปจนถึงผู้เสียสละอันยิ่งใหญ่ เพราะความใคร่ ความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความทะยานอยาก ไปจนถึงความเมตตา

ความรักเป็นเรื่องซับซ้อน พระพุทธศาสนา จึง แบ่งความรักออกเป็น 4 ชั้น คือ

1. ความรักที่เป็นฝ่ายอกุศล หรือ ความรักในตนเอง เป็นความรักของฝ่ายกิเลส ถือเป็นธรรมชาติด้านมืดของความรัก ทำให้จิตใจของผู้ที่รักและผู้ที่ตนรักตกตํ่าลง ความรักประเภทนี้เรียกว่า ความรักแบบเสน่หา หรือ ตัณหา เป็นความรักที่ยึดเอาความสุขของตนเองเป็นสำคัญ เป็นความรักที่เห็นแก่ตัว

2.ความรักที่เป็นฝ่ายกลาง เป็นความรักที่สูงกว่าความรักฝ่ายอกุศล แต่อยู่กึ่งกลางระหว่างความดีกับความชั่ว สามารถถูกความชั่วดึงไปก็ได้

ถูกความดีดึงไปก็ได้ เป็นความรักระหว่างความเสน่หาและเมตตาธรรม เป็นความรักในครอบครัว ความรักที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในครอบครัว

3.ความรักที่เป็นฝ่ายกุศล หรือ ความรักผู้อื่น เป็นความรักในระดับสูงขึ้นไปอีก ความรักประเภทนี้ เป็นความรักที่งดงามบริสุทธิ์ ไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ เรียกว่า “เมตตา”

4.ความรักฝ่ายกุศลสูงสุด หรือ ความรักผู้อื่นโดยไม่มีประมาณ เป็นความรักในสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ผู้ที่มีความรักประเภทนี้ เป็นผู้มีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ จนสามารถควบคุมอำนาจฝ่ายอกุศลได้ จึงเป็น ความรักขั้นสูงสุดในพุทธศาสนา เรียกว่า “กุศลฉันทะ”

บ่อเกิดแห่งความรัก ใน พุทธศาสนา ไม่ใช่ตัณหาราคะ แต่มีเหตุ 2 ประการคือ

1.เพราะเคยอยู่ร่วมกันมาในชาติปางก่อน เรียกว่า “บุพเพสันนิวาส” ได้ร่วมกันสร้างบุญสร้างกุศลกันมา ทำอะไรตามกัน มีความเห็นสอดคล้องกัน เมื่ออยู่ด้วยกันก็มีความสุขเป็นเหตุส่งให้ได้มาอยู่ครองคู่กันในปัจจุบัน บุพเพสันนิวาสนี้ อาจอยู่ร่วมกันในฐานะอื่นก็ได้

2.เพราะเกื้อกูลกันในชาติปัจจุบัน เป็นการอาศัยความใกล้ชิดสนิทสนมกัน อาศัยความช่วยเหลือกันและกัน เห็นอกเห็นใจกัน ส่งผลให้เป็นเนื้อคู่กันในปัจจุบันและอนาคต

แต่ ความรักที่ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ใน พระพุทธศาสนา ก็คือ “พรหมวิหาร 4” ที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนานั่นเอง ซึ่งประกอบไปด้วย

เมตตา เป็นความรักที่เกิดจากการมองคนในแง่ดี ปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นมีความสุข แม้จะไม่ใช่ญาติมิตรของตนเอง

กรุณา เป็นการช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน ขณะที่เขามีทุกข์ ด้วยความปรารถนาที่จะให้เขาพ้นทุกข์ที่ประสบอยู่ ทั้งทางกายและใจ

มุทิตา การยินดีต่อผู้อื่นเมื่อเห็นเขาทำความดี ประสบความสำเร็จ โดยไม่อิจฉาริษยา

อุเบกขา การปล่อยวาง เมื่อเกิดความรักต่อกันแล้ว ก็ต้องปล่อยวาง พึงระลึกอยู่เสมอว่าคนเราทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่ควรดีใจเสียใจหรือซ้ำเติม ให้โอกาสเขาปรับปรุงตน

ถ้า “ผู้นำประเทศ” นำเอาหลัก “พรหมวิหาร 4” ไปเป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศ ผมเชื่อว่าประเทศไทยจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ไม่ว่าชอบสีไหนก็ตาม.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

13 ก.พ. 2558 11:08 ไทยรัฐ