วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
หนูแหวนแขนอ่อน

หนูแหวนแขนอ่อน

  • Share:

หนังสือแบบเรียนเร็ว ที่พระยาผดุงวิทยาเสริม (กำจัด พลางกูร) แต่ง มีนิทานสอนอ่าน อย่างเรื่อง “หนูหล่อพ่อเขาพาไปดูหมี ที่นาตาหมอหลอ” นั้น ยังไม่ใช่แบบเรียนเล่มแรกของคนไทยหรอกครับ

เอนก นาวิกมูล เขียนไว้ใน “เก็บตกกรุงสยาม” (สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช พ.ศ.2545) ว่า

แบบเรียนเร็วเป็นแบบเรียนหลวง ที่แพร่หลายซึมซาบในหัวใจเด็กทั่วประเทศ ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2532 มีทั้งหมด 3 เล่ม สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเขียนไว้ในคำนำ ทรงคิดเอง แต่งเอง และตรวจแก้ไขเอง

แต่มีพนักงานในกรมศึกษาธิการ เช่น หม่อมเจ้าประภากร ช่วย เฉพาะเล่ม 3 เมื่อทรงเริ่มต้นเขียน ก็ต้องไปราชการที่ยุโรป พระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล) ช่วยแต่งเป็นส่วนมาก

ทรงเริ่มปรารภจะแต่ง ตั้งแต่ พ.ศ.2426 ขณะผนวชที่วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ บางปะอิน ทอดพระเนตรเห็นเด็กๆต้องเรียน (มูลบทบรรพกิจ) บ้าง ทำนาบ้าง ความรู้ตกๆหล่นๆ

พ.ศ.2430 ทรงเป็นอธิบดีกรมศึกษาธิการ จึงทรงเริ่มแต่งหนังสือแบบเรียนเร็ว ทดลองสอนในวังวรดิศ พ.ศ.2432 เมื่อเห็นว่าได้ผลจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ได้รับพระบรมราชานุญาตให้พิมพ์ใช้ในโรงเรียนทั้งปวง

เอนก นาวิกมูล บอกว่า การสอนเด็ก หากสอนตรงๆไม่มีนิทานผูกเป็นโครงขึ้นช่วยสอน เด็กๆก็คงเบื่อหน่าย อ่านหนังสือไปได้ไม่เท่าไหร่ก็คงลืม การเอาวิชามาแต่งเติมสีสันด้วยนิทาน จึงเป็นกุศโลบายที่สำคัญ

นิทานของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่โด่งดังติดปากถึงทุกวันนี้ มีเรื่องหนึ่ง ชื่อ หนูแหวนแขนอ่อน

“หนูแหวนแขนอ่อน บ้านบางเขน แม่เขาชื่อแม่แป้น หนูแหวนเป็นคนดี เชื่อถือคำแม่แป้นสั่งสอนจริงๆ วันหนึ่งแม่กลิ่นเพื่อนบ้านแม่แป้น มาหาแม่แป้น”

เนื้อเรื่องต่อ...แม่กลิ่นมาคุยเรื่องทำนา แม่กลิ่นพลั้งปากพูดผิดไป หนูแหวนฟังอยู่ก็พูดสอดขึ้น แม่กลิ่นลงเรือนไปแล้ว แม่แป้นก็สอนหนูแหวนว่า เวลาผู้ใหญ่คุยกัน เด็กไม่ควรพูดขึ้นระหว่างกลาง

อีก 4-5 วัน แม่แม้นมาหาแม่แป้น คุยกันเรื่องไปดูการละเล่น แม่แม้นหันมาถามหนูแหวน หนูแหวนก็นิ่งเสีย เมื่อแม่แม้นคาดคั้น หนูแหวนก็พูดเสียไม่ได้ “ฉันไม่เห็นมีอะไรน่าดูน่าแล”

แม่แม้นกลับ แม่แป้นก็ต้องสอนว่า ถ้าผู้ใหญ่ถาม ก็ต้องพูดตอบแต่พองาม

ต่อมา 2-3 วัน แม่ก้อนมาหาแม่แป้น ถามหนูแหวนว่า ไปดูแห่มาเห็นอะไรบ้าง หนูแหวนก็เล่ายืดยาวเรื่อยเจื้อย ไปถึงเรื่องที่แม่ก้อนไม่อยากฟัง แม่แป้นถลึงตาเตือนเท่าไหร่หนูแหวนก็ไม่หยุด

แม่แป้นต้องสอนบทเรียนใหม่ เวลาจะพูด ต้องรู้ว่าสิ่งไหนควรพูด สิ่งไหนไม่ควรพูด ไม่แน่ใจให้คอยดูตาแม่แป้น ถ้าแม่แป้นไม่อยู่ ก็ให้คอยดูตาผู้ใหญ่

นิทานเรื่องนี้ ขึ้นต้นก็บอกแล้วว่าหนูแหวนแขนอ่อนเป็นคนดี เชื่อถือคำสั่งสอนแม่แป้นจริงๆ จึงจบลงว่า...นับแต่นั้นมา หนูแหวนก็เป็นคนรู้จักพูดจา เป็นเด็กน่ารักในสายตาของผู้ใหญ่ทุกคน

คุณเอนก ค้นภาพเก่า ม.จ.พัฒนายุ ดิศกุล เกล้าจุกงาม สวมเสื้อ นุ่งโจงกระเบน นั่งคุกเข่าเท้าแขนหน้ากระจก ถ่ายสมัย ร.5 ราว พ.ศ.2450...

ทำให้จินตนาการได้ทันทีว่า เด็กสมัยนั้นแขนอ่อน น่าเอ็นดูแค่ไหน

ผมหันไปถามเด็กที่จบมหาวิทยาลัย...จำบทอาขยาน ค่านิยมคนไทย 12 ข้อได้หรือไม่ เด็กส่ายหน้า หันไปหา “พี่กู” ยื่นแผ่นกระดาษ กลอนแปดสำนวนของกระทรวงศึกษาธิการ ให้อ่านแทน

หนึ่งรักชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ สองซื่อสัตย์เสียสละอดทนได้ สามกตัญญูพ่อแม่สุดหัวใจ สี่มุ่งใฝ่เล่าเรียนเพียรวิชา ห้ารักษาวัฒนธรรมประจำชาติ หกไม่ขาดศีลธรรมศาสนา เจ็ดเรียนรู้อธิปไตยของประชา แปดรักษาวินัยกฎหมายไทย

เก้าปฏิบัติตามพระราชดำรัส สิบไม่ขาดพอเพียงเลี้ยงชีพได้ สิบเอ็ดต้องเข้มแข็งทั้งกายใจ สิบสองไซร้ คิดอะไรให้ส่วนรวม

ผมหวังว่า ถ้าถามเด็กประถม เด็กมัธยม คงมีคนท่องจำบทอาขยานนี้ได้ แต่ไม่ค่อยแน่ใจ

เด็กสมัยนี้ไม่ค่อยฟังผู้ใหญ่ ใช้มือถือเป็นสรณะ มีกูเกิลเป็นครูพี่เลี้ยง ตรงข้ามเด็กสมัยหนูแหวนแขนอ่อน เวลาจะพูดจะจากะใคร ต้องคอยดูตาผู้ใหญ่ลูกเดียว

หรือว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เด็ก แต่อยู่ที่ผู้ใหญ่ ไม่น่าศรัทธาไม่มีวิชาเข้มขลัง เหมือนอย่างสมเด็จฯกรมดำรง.

กิเลน ประลองเชิง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้