วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ประเทศไทยไม่ได้มีแดงกับเหลือง

การเมืองไทยแทบจะไม่มีอะไรตื่นเต้น ถ้าไม่มีวิกฤติการเมืองเกิดขึ้นเมื่อปี 2549 การยึดอำนาจปฏิวัติรัฐประหารที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้น เป็นการใช้อำนาจระหว่าง กองทัพกับรัฐบาล และเป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆระหว่าง เผด็จการซ่อนรูปกับประชาธิปไตยที่อ่อนแอ ผลัดกันรุกผลัดกันรับ การเมืองพอมีเวลาหายใจหายคอ

แต่หลังจากปี 2549 เป็นต้นมา วิกฤติการเมืองเริ่มจะฝังรากลึก เป็นวิกฤติการเมืองที่ยาวนานต่อเนื่อง และแบ่งแยกประชาชนของประเทศเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ซึ่งประชาชนในที่นี้ หมายถึง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนทุกสาขาอาชีพ จากวิกฤติการเมือง กลายเป็นวิกฤติครอบครัว วิกฤติชุมชน วิกฤติหมู่บ้าน และวิกฤติประเทศ

เกิดการรวมตัวของคนกลุ่มหนึ่งอย่างเหนียวแน่น ไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่จำกันง่ายๆว่า เสื้อเหลือง เนื่องจากมีสื่ออยู่ในมือ จึงสามารถกระจายความขัดแย้งได้อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารตามระเบียบ เป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายอยู่แล้ว

แต่ขั้วอำนาจฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังมีอิทธิพลต่อประชาชนที่ยังชื่นชอบ นโยบายประชานิยมและตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ แม้จะไม่ได้อยู่ในประเทศก็ตาม ตราบใดที่ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชนะการเลือกตั้ง วิกฤติการเมืองก็ยังไม่สะเด็ดน้ำ ถึงจะได้กลับเข้ามาเป็นรัฐบาล แต่วิกฤติการเมืองที่เป็น คลื่นใต้น้ำและอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ ยังเป็นอุปสรรคในการทำงานของรัฐบาลขั้วอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ดี

จนกระทั่งมีรัฐบาลที่มาจากขั้วอำนาจฝ่ายตรงกันข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งอาจจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่คลุมเครือ ก็มีการเอาคืน จากขั้วอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในวิธีเดียวกัน คือ มีมวลชนที่เรียกว่า เสื้อแดง ออกมาชุมนุมไล่ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มี สื่อเป็นของตัวเอง จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่ไม่ใช่วิธีการปฏิวัติรัฐประหารเหมือนกับวิกฤติการเมืองครั้งที่ผ่านมา

และทุกครั้งที่มีการชุมนุมทางการเมือง ปรากฏมีการสูญเสียชีวิตเลือดเนื้อประชาชน มีการฟ้องร้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเหตุอันเนื่องจากการสลายการชุมนุมมาจนถึงวันนี้ อดีตนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อยู่ในขั้นตอนการดำเนินคดีของศาล ยังไม่รู้จะออกหัวออกก้อย อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่ในขั้นตอนของ ป.ป.ช.ยังไม่ชี้มูล

อันที่จริง ไม่ว่าจะมีการยึดอำนาจหรือไม่ยึดอำนาจ วิกฤติการเมืองก็ใช่ว่าจะยุติได้โดยละม่อม ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลและขั้วอำนาจที่ขัดแย้งกันอยู่ แค่เปลี่ยนแบบฟอร์มเท่านั้น การตั้งโจทย์ที่จะแก้วิกฤติการเมืองหลังจากฉีกรัฐธรรมนูญ มักจะเลือกเอาจากความขัดแย้งมาเป็นตัวตั้ง

โดยลืมนึกไปว่า กลุ่มคนที่ขัดแย้งอย่างมาก ก็ไม่เกินร้อยละ 30 ของคนทั้งประเทศ แต่ทำให้คนร้อยละ 70 ที่เหลือต้องเดือดร้อนและตกอยู่ในวิกฤติการเมืองซ้ำซากไปด้วย ถูกจับเป็นประกันตลอดปีตลอดชาติ.

หมัดเหล็ก

13 ก.พ. 2558 10:51 13 ก.พ. 2558 10:51 ไทยรัฐ