วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘บิ๊กตู่’ ยันเดินหน้าโรดแม็ป ไม่ทะเลาะกับสหรัฐ (ชมคลิป)

ตั้งแง่ถ้ากม.ลูกเสร็จลต.ต้นปี59 สมชายถล่มปปช.ขาดนิติธรรม ‘ปู’ชิลชิลพบเพื่อนมช.จิบกาแฟ

“ประยุทธ์” ชิ่งไม่ทะเลาะมะกันห่วงทหารจ่อยึดอำนาจซ้ำ ยันเดินตามโรดแม็ปอย่ามาเร่งรัด ตั้งแง่ ก.ม.ลูกเสร็จปลายปี ได้เลือกตั้งต้นปี 59 อ้างคำพูด “ปู”พร้อมสู้คดี สั่งอารักขาเข้มอย่าให้เป็นอะไรไป รัฐบาลวิตกสื่อตีข่าวไทยปีนเกลียวพี่เบิ้ม ติงเช็กให้ดีข่าวขอลี้ภัย ขู่ “จตุพร” ไม่หยุดจ้อขัดแย้งเจอเรียกตัว “ยิ่งลักษณ์” เที่ยวเชียงใหม่ชิลๆ นัดเพื่อน มช.จิบกาแฟ “สมชาย” สวด ป.ป.ช.ขัดหลักนิติธรรม ขุดคดีเก่า 5 ปีเล่นงานซ้ำ ทั้งที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง วุฒิสภาไม่ถอดถอน พท.ฟันธงเกมล้างตระกูลชินฯ “ทักษิณ” กบดานนิ่ง เลี่ยงกับดักล่อก่อเหตุป่วนเข้าแผน คสช.อยู่ยาว ทีมทนายตื๊อยื่น อสส.ขอความเป็นธรรม จี้ทบทวนสั่งฟ้องอาญาคดีข้าว อสส.ลั่น 19 ก.พ. สั่งฟ้องแน่ แม้ “ปู” ไม่มา สปช.โยนกลองรัฐบาล-คสช.เคาะชงนิรโทษฯ “บิ๊กตู่” เปิดตลาดน้ำข้างทำเนียบฯช็อป-ชิมเพลิน ก้าวพลาดหวิดหัวคะมำ

กรณีสหรัฐอเมริกากังวลใจต่อบทสัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช. ต่อสื่อญี่ปุ่น ที่ระบุว่ากองทัพอาจเข้ามาแก้ปัญหาการเมืองอีกในอนาคต ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ระบุไม่ขอทะเลาะกับสหรัฐฯ พร้อมยืนยันทุกอย่างยังเดินหน้าตามโรดแม็ป

“บิ๊กตู่” ชิ่งไม่ขอทะเลาะกับสหรัฐฯ

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 12 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาแสดงความกังวลบทสัมภาษณ์ของนายกฯต่อสื่อญี่ปุ่นที่ระบุว่า อาจจะมีการใช้กำลังทหารเข้ามาแก้ปัญหาการเมืองไทยในอนาคตอีกว่า เรื่องนี้ชี้แจงไปหมดแล้ว ไม่ต้องกังวล สหรัฐฯไม่เข้าใจก็เป็นเรื่องของสหรัฐฯ ตนไม่ไปทะเลาะกับสหรัฐฯอยู่แล้ว ที่ผ่านมาอธิบายจนไม่รู้ ว่าจะอธิบายอย่างไรแล้ว โรดแม็ปก็คือโรดแม็ปวางไว้ว่าปี 58 ขณะนี้ผิดจากปี 58 ตรงไหน ยังไม่จบเลย แล้วมาเร่งรัดตอนนี้มันคงไม่ใช่ วันนี้กำลังเดินไปสู่จุดตรงนั้น ซึ่งไม่ได้อยู่ที่ตนหรือ คสช. หรือรัฐบาล แต่อยู่ที่คนไทยทั้งประเทศและต่างประเทศต้องเข้าใจ ให้โอกาสประเทศไทยเดินหน้าให้มีอนาคตอย่างยั่งยืน และติดต่อการค้ากันโดยสงบมีเสถียรภาพ ไม่มีความขัดแย้งทางการเมือง

ถ้า รธน.ไม่ออกมาก็บังคับไม่ได้

นายกฯกล่าวว่า ตนก็กังวลว่าระหว่างที่เราเดินหน้าเรื่องรัฐธรรมนูญอยู่ ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ออกมาแล้วจะเป็นอย่างไร ตนไปบังคับไม่ได้ เพราะมอบ หมายให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่างรัฐธรรมนูญเป็นคนทำ วันนี้ขอให้เขียนออกมา ตนมีหน้าที่อย่างเดียวขอให้ออกมาให้ทัน ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ถ้ารัฐธรรมนูญออกมาได้มีการโปรดเกล้าฯ แล้วมันจะมี อะไร วันนี้ขอให้ตกลงกันให้ได้ ข้อสำคัญคนที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งต้องออกมาแสดงความคิดเห็นตรงนั้น แล้วเอาตัวตนออกมาว่าเราจะเดินหน้าประเทศอีกสัก 4 ปีได้หรือไม่ แล้วรัฐบาลหน้าจะอยู่อย่างไร ต้องยอมรับในความเห็นต่างกันและเดินหน้าประเทศไปสัก 4 ปี ตนไม่เกี่ยวแล้วเพราะเป็นการ เลือกตั้ง

โวต่างชาติชมไทยมีเสถียรภาพ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การลงทุนต่างๆ ใน ประเทศไทย สิ่งที่สำคัญต่างชาติเชื่อมั่นประเทศไทยแค่ไหน บ้านเมืองเรามีเสถียรภาพหรือไม่ ถ้าบ้านเมืองไม่มีเสถียรภาพ รัฐบาลยังทะเลาะเบาะแว้งอยู่ เขา ก็ไม่มาลงทุนด้วย อย่างตนไปประเทศญี่ปุ่นและทุกประเทศมา ก็มีการซักถามและชื่นชมว่าประเทศไทยมีเสถียรภาพดี ขอให้กลับสู่ประชาธิปไตย ซึ่งก็บอกว่าตนก็ไปอยู่แล้ว อย่างไรตนก็ไป วันนี้ที่บริหารงาน อยู่ก็อธิบายให้เขาเข้าใจว่าบริหารด้วยประชาธิปไตย องค์กรต่างๆ เข้ามาทำงานร่วมกันทั้งหมด ไม่เช่นนั้นคงไม่ต้องมีบีโอไอ สั่งแต่ คสช.อย่างเดียวไม่ดีกว่า หรือ ปัจจุบันต่างชาติเข้าใจ ส่วนจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ เดี๋ยวก็ไปเลือกเข้ามา ถ้าเลือกได้ก็เลือก เลือกไม่ได้ท่านไปว่ากันมา ตนไม่รู้แล้ว

บ่นเรื่องปกติแต่สื่อประโคมข่าวเว่อร์

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ถ้ารัฐธรรมนูญออกมาได้ กฎหมายลูกเสร็จภายในสิ้นปี ทุกอย่างก็จบ แล้วเตรียมการเลือกตั้งประมาณต้นปี 2559 อยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ได้วางพื้นฐานอะไรไว้มากมาย แต่ทุกคนต้องช่วยกันว่าสิ่งที่รัฐบาลทำมานั้นมีประโยชน์ ถ้าปล่อยให้ขัดแย้ง ปัญหาจะไม่จบ ต้องขอร้องว่าทุกคนอย่าขัดแย้งกันอีก เดินหน้าประเทศต่อไปให้ได้ โดยเฉพาะการเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นกับต่างประเทศ การลงทุน นอกจากนี้ต้องเร่งทำทุกอย่างให้สุจริตโปร่งใส ทุกประเทศก็เข้าใจให้เวลากับเรา แล้ววันนี้เราจะมานั่งเร่งรัดกันเองทำไมตนไม่เข้าใจ การเมืองคือการเมืองต้องไปแก้กันให้ได้ ปัญหาความขัดแย้งเป็นเรื่องของคู่ขัดแย้ง ตนไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร มีหน้าที่รักษากฎหมายและกติกาของประเทศ ดังนั้น ไม่สามารถไปไล่ล่า ใครข้างใดข้างหนึ่งได้ สื่อก็ต้องช่วย เรื่องบางเรื่อง อย่าไปประโคมข่าวมากนัก มันเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่กังวลขณะนี้คือ หากเกิดเหตุความไม่สงบหรือ เกิดอันตรายกับใครขึ้นมาสักข้างหนึ่ง ใครจะมารับผิดชอบจะกลับมาที่รัฐบาลไม่ว่า จะเป็นพวกไหนก็ตามต้องดูแลกัน อาจจะมากบ้างน้อยบ้าง ขออย่า เอาเรื่องความขัดแย้งมาปนกันตรงนี้ ยืนยันว่าให้ความเป็นธรรมกับทุกคน

“ปู” ไม่ผิดกลับมาเป็นรัฐบาลได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาการเมืองขณะนี้รบกวนการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ก็นิดหน่อย แต่การเมืองก็คือการเมือง แต่ผมไม่ใช่การเมือง ผมเป็นรัฐบาลที่ตั้งใจและมีเจตนาที่จะทำงานแก้ปัญหาชาติบ้านเมือง จะว่าอย่างไรก็ว่ากันไป เพราะผมอยู่ๆแล้ว เข้ามาแล้ว แต่ก็ไม่ทำให้เสียสมาธิ แต่ก็ต้องขอโทษว่าบางครั้งหงุดหงิดบ้าง ต้องเห็นใจผม เพราะสมองผมใช้เยอะ” เมื่อถามว่า เรื่องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีส่วนทำให้รัฐบาลเสียสมาธิหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “วันนี้เรื่องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ในกระบวนการยุติธรรม บางครั้งผมอยากให้ทุกอย่าง สงบบ้าง คุณยิ่งลักษณ์จะไปกินก๋วยเตี๋ยว หรือไปไหนก็ปล่อยให้ท่านไป เมื่อไหร่ที่เขาไม่ให้ไป ไม่ให้กิน ก็กินไม่ได้ ถ้าท่านถูก ท่านก็กลับมาเป็นรัฐบาล ผมจะไปอะไรกับท่านได้”

หวั่นเหตุแทรกซ้อนสั่งดูแลให้ดี

เมื่อถามอีกว่า แสดงว่าเวลานี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ควรอยู่ในประเทศไทยใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ไม่รู้ ต้องไปดูขั้นตอนต่างๆ ซึ่งมีอยู่ชัดเจน อัยการสูงสุดชี้แจงมาแล้วว่าระหว่างเตรียมการเรื่องสำนวนควรจะอยู่ในประเทศไทย ดังนั้น มันควรจะอยู่หรือไม่ เมื่อคิดว่าตนเองถูกต้องก็ต้องอยู่ภายใต้กติกา ถ้าไม่เคารพกติกาแล้วมาบอกว่าสิ่งที่ทำถูกจะรับกันได้หรือไม่ ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นอีก อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ เคยบอกกับผมแล้วว่าท่านพร้อมสู้ทุกอย่าง ซึ่งท่านก็สู้ ผมก็บอกไปว่าให้ดูแลท่านให้ดี อย่าให้ท่านเป็นอะไรขึ้นมา เพราะเดี๋ยวไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำก็เดือดร้อนผมอีก ต้องดูแล ดังนั้น หนักนิดเบาหน่อยก็ขออภัยกันเท่านั้นเอง ผมเดินทางไปทุกประเทศก็บอกว่าผมไม่ได้ไปทำร้ายใคร ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ใครที่ทำผิดกฎหมายชัดเจนก็ต้องถูกดำเนินคดี ลงโทษไม่ได้เลือกฝ่าย หากมีหลักฐานมากก็ทำได้ก่อน ถ้าหลักฐานน้อยก็ต้องสอบต่อไป ไม่เคยไปเข้าข้างใคร

รบ.วิตกข่าวไทยปีนเกลียวมะกัน

ช่วงเช้า ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกฯ เป็นประธานการประชุมคณะที่ปรึกษานายกฯ และคณะโฆษกประจำสำนักนายกฯ จากนั้น พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า ที่ประชุมเป็นห่วงการเสนอข่าวของสื่อถึงท่าทีสหรัฐฯที่มีต่อไทยในลักษณะขัดแย้ง จุดยืนไทยไม่ต้องการขัดแย้งกับใคร ไม่ได้คิดว่าต้องยึดใครเป็นที่พึ่งเพียงประเทศเดียว ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดจากหลายประเทศ ไม่อยากให้สื่อขยายประเด็นกระทบความสัมพันธ์ ส่วนที่ น.ส. เจน ซากี โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯเป็นห่วงคำให้สัมภาษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ที่ญี่ปุ่น ที่ว่าทหารพร้อมจะยึดอำนาจและควบคุมอำนาจอีกในอนาคต น่าจะเข้าใจผิด ความจริงนายกฯไม่ได้สื่อแบบนั้น แค่ต้องการทำความเข้าใจไทยว่ากองทัพเข้ามาเพราะมีความขัดแย้ง แค่ชี้ว่าเป็นวัฏจักร

ปัดถกกระแส “ยิ่งลักษณ์” ขอลี้ภัย

พล.ต.สรรเสริญกล่าวอีกว่า ที่ประชุมไม่ได้หารือเรื่องที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะ ขอลี้ภัยไปต่างประเทศ ต้องสอบถามฝ่ายความมั่นคง เท่าที่ตรวจสอบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังอยู่ที่บ้าน อยากให้สื่อตรวจสอบข่าวที่ออกมาด้วย คดีต่างๆของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้เกี่ยวกับการเมือง แต่เป็นคดีอาญา และแพ่งอยู่ในกระบวนการยุติธรรม เป็นเรื่องปกติทุกฝ่ายต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สื่ออย่าไปมอง ให้เป็นขบวนการทางการเมือง ซึ่งนายกฯพูดชัดเจนพยายามให้ทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่มีการกลั่นแกล้งหรือไล่ล่ากลุ่มหนึ่งกลุ่มใด

ขู่ “จตุพร” ไม่หุบปากเจอเรียกตัว

เมื่อถามว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระบุคุกแตกแน่หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ติดคุก พล.ต. สรรเสริญกล่าวว่า หากแสดงความคิดเห็นสุ่มเสี่ยงทำให้เกิดความขัดแย้ง หน่วยความมั่นคงต้องเรียกทำความเข้าใจ ปัจจัยแวดล้อมทางการเมืองหรือความเครียดที่รู้ว่าตนเองกำลังเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอาจทำให้คิดไปเองว่ากำลังถูกกดดัน การระบุคุกจะแตกหากไม่เอามาเป็นสาระของชีวิตใครก็พูดได้ แต่โดยข้อเท็จจริงสังคมต้องมองว่าถ้าคนใดทำความผิดจริง การนำไปสู่การพิพากษาเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่ได้กระทำผิดศาลคงไม่พิพากษา ไม่ใช่ว่าคนใดคนหนึ่งทำความผิดแล้วประเทศไทยจะอยู่ไม่ได้

“ปู” ชิลๆจิบกาแฟเม้าท์เพื่อน มช.

สำหรับความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เมื่อเวลา 14.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั่งรถโตโยต้า สีขาว ทะเบียน กอ 5999 เชียงใหม่ เดินทางออกมาจากหมู่บ้านซัมมิตกรีน วัลเล่ย์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เพื่อไปรับประทานอาหารในตัวเมือง ก่อนไปพบเพื่อนๆ ที่เคยเรียนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วยกัน ที่ร้านกาแฟโวลคาร์โน่ ต.ป่าแดด อ.เมืองเชียงใหม่ โดยเพื่อนๆได้มอบช่อดอกกุหลาบสีแดง สัญลักษณ์วันแห่งความรัก และส้มจีนสัญลักษณ์แทนความโชคดีเนื่องในวันตรุษจีน พร้อมถ่ายภาพร่วมกันหน้าร้านอย่างสนุกสนานเป็นกันเอง มีรายงานด้วยว่า วันที่ 13 ก.พ. เวลา 15.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์มีกำหนดการจะไปทำบุญกับเด็กชาวเขา ที่วัดดอนจั่น ต.ท่าศาลา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ก่อนเดินทางกลับ กทม.

“สมชาย” ข้องใจขุดเล่นซ้ำคดีเก่า 5 ปี

ขณะที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งประทับรับฟ้องนายสมชายและพวกในคดีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ฟ้องการสลายชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯที่ล้อมสภา เมื่อ พ.ศ.2551 ว่า มั่นใจในความบริสุทธิ์ต่อเรื่องที่ถูกกล่าวหา ช่วงที่เป็นนายกฯได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบและสุจริตตามอำนาจหน้าที่ ยืนยันว่ามิได้กระทำผิดใดๆ ตามที่ ป.ป.ช.ฟ้อง โดยก่อนหน้า ป.ป.ช.ฟ้องคดีมีการพิสูจน์ความจริงเรื่องนี้ เสร็จสิ้นแล้ว อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีตนเมื่อ วันที่ 9 ต.ค.2555 จนถึงบัดนี้รวมเวลา 2 ปีเศษ และ ป.ป.ช.ก็เคยยื่นถอดถอนตนต่อวุฒิสภา แต่วุฒิสภามีมติไม่ถอดถอนเมื่อ 9 มี.ค.2553 นับจนถึงบัดนี้เป็นเวลา 5 ปีเศษ แต่เหตุใด ป.ป.ช.กลับนำเรื่องที่อัยการสั่งไม่ฟ้องและวุฒิสภาไม่ถอดถอนมาฟ้องคดีที่ศาลอีกครั้ง นอกจากนี้ ในชั้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายผู้ปฏิบัติสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศาลปกครองยังมีคำพิพากษาให้คืนความเป็นธรรมให้แล้วด้วย ในฐานะตนเป็นฝ่ายบริหารจึงควรได้รับความเป็นธรรมด้วย

เชื่อใจศาล ยธ.มั่นใจมีหลักฐานยัน

นายสมชายกล่าวว่า การที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งประทับรับฟ้อง และมีคำสั่งนัดพิจารณาครั้งแรก เพื่อสอบคำให้การจำเลยในวันที่ 11 พ.ค.2558 ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ถือว่าเป็นไปตามกระบวนการปกติของการดำเนินคดีในศาล แต่ยังต้องมีอีกหลายขั้นตอนในการอำนวยความยุติธรรม อาทิ การแถลงเปิดคดี การนัดสืบพยาน และการแถลงปิดคดีของคู่ความทั้งโจทก์และจำเลย ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา ในฐานะอดีตผู้พิพากษามั่นใจว่าศาลยุติธรรมจะพิจารณาคดีโดยปราศจากอคติ ถูกต้อง เที่ยงธรรม แม้ตลอดมาจะไม่ได้รับความเป็นธรรมใดๆจาก ป.ป.ช.ก็ตาม แต่เมื่อเรื่องมาถึงศาลแล้วก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะมีพยานหลักฐานที่จะยืนยันความบริสุทธิ์

ซัด ป.ป.ช.ขัดหลักนิติธรรม–จี้ยุติชี้นำ

“แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่าการที่ ป.ป.ช.มาฟ้องคดีทั้งๆที่เรื่องควรจะจบแล้วนั้น ป.ป.ช.ไม่ได้ยึดหลักนิติธรรมในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เพราะหากเทียบกับคดีที่มีการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 มี ข้อพิจารณาต่อตัวผู้ถูกกล่าวหาแตกต่างจากคดีของตน ดังนั้น จึงขอให้สังคมได้โปรดช่วยกันตรวจสอบและขอเรียกร้องทุกฝ่ายยุติการชี้นำคดีนี้ ปล่อยให้ศาลพิจารณาและพิพากษาคดีไปตามขั้นตอนและกระบวนการกฎหมายต่อไป” นายสมชายกล่าว

พท.ประเมิน คสช.ลุยล้าง “ตระกูลชิน”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า แกนนำพรรคเพื่อไทยได้ประเมินสถานการณ์ทางการเมืองกันภายใน หลังการถอดถอนพร้อมดำเนินคดีอาญา น.ส.ยิ่งลักษณ์ในโครงการรับจำนำข้าว ก่อนที่ คสช.จะไม่อนุญาตให้เดินทางไปต่างประเทศ พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย จากนั้นจึงหยิบยกคดีของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ กรณีการสลายชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯเมื่อปี 51 มาพิจารณา ถือเป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนจาก คสช.ว่าไม่เอาตระกูลชินวัตร และประเมินว่าต่อไปจะมีการดำเนินคดีกับอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย 268 คน ที่ลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดย ป.ป.ช.จะส่งเรื่องให้ สนช.ถอดถอนช่วงปลายเดือน ก.พ.นี้ ส่งผลให้อดีต ส.ส.หลายคนที่กำลังรอลุ้นฟังผลอยู่ในภาวะสุญญากาศ ไม่อยากทำอะไร ไม่กล้าใช้จ่าย และไม่อยากลงพื้นที่

“ทักษิณ” นิ่งยาวหวั่นตกหลุมพราง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ทางด้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่อยู่ในภาวะนิ่งเงียบมานานตั้งแต่หลังการปฏิวัติเป็นต้นมา จะยังคงนิ่งเงียบต่อไป แม้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ น้องสาว กำลังโดนกดดันอย่างหนัก เนื่องจากประเมินว่า คสช.กำลังล่อให้ออกมาเคลื่อนไหว แล้วผูกปมให้เป็นประเด็นปัญหา เพื่ออยู่ในอำนาจต่อไปนานๆ อีกทั้งประเมินว่าขณะนี้มีคนเคลื่อนไหวกดดันอยู่แล้ว ทั้งสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และอีกหลายประเทศ เรียกร้องให้ประเทศไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตย และมีการเลือกตั้ง ส่วนการหาตัวผู้นำพรรคเพื่อไทยคนใหม่ แทน น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่โดนตัดสทธิทางการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณเห็นว่ายังไม่จำเป็นต้องเลือกกันตอนนี้ เพราะเอาใครขึ้นมาจะโดนจัดการเหมือนนายสมชาย จะรอจนใกล้ถึงเวลาเลือกตั้ง แล้วค่อยเลือกผู้ที่จะมานำพรรคเพื่อไทยต่อไป

เด็ดหัวขั้วตรงข้ามยื้ออำนาจอยู่ยาว

นายไพจิต ศรีวรขาน อดีต ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับฟ้องคดีนายสมชายและพวกสั่งสลายชุมนุมปี 51 รวมทั้งดำเนินคดีอาญากับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีปล่อยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว เป็นเรื่องปกติเมื่อมีการยึดอำนาจแล้วต้องทำให้มั่นใจว่าจะอยู่ในอำนาจนานที่สุด นายสมชายถือเป็นหนึ่งในตระกูลชินวัตร และคดีของนายสมชายเป็นการกระทำกับกลุ่มฝ่ายตรงข้ามพรรคเพื่อไทย จึงหยิบยกมาพิจารณาให้เสร็จสิ้น แต่แม้จะจัดการกับนายสมชายก็ไม่ได้ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องยุติหรือสิ้นสุดการดำเนินการทางการเมือง แต่ทำให้เสียความรู้สึก หลักนิติรัฐ นิติธรรมที่หวังว่าจะได้เห็นก็ไม่เห็นอีกแล้ว ถ้าทำทุกอย่างแบบไม่บันยะบันยังเพื่ออยู่ในอำนาจนานที่สุดก็น่าเสียดาย

“ณัฐวุฒิ” ร่ายกวีเสียดสี คสช.

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กพร้อมร่ายบทกวีว่า เห็นข่าวคสช.ขออย่าเรียกว่า “เผด็จการ” พร้อมอธิบายว่าเรามีทุกอย่างตามแบบประชาธิปไตย ฝากกวีนี้สนับสนุนครับ “อย่าเรียกเราว่า เผด็จการ แค่รัฐประหาร เพื่อแก้ไข ประชาธิปไตยแท้ แบบไทยไทย รอแม่น้ำ ห้าสาย โชว์ลีลา เรามีทั้ง สภาคอรอมอ มีแป๊ะคอย ค้ำถ่อ ให้เข้าท่า โรดแม็ปย้ำ เราจะทำ ตามสัญญา แค่ปีเดียว ถอยไปกว่า ห้าสิบปี ไม่ต้องคิด ไม่ต้องพูด ไม่ต้องยุ่ง เราจะเป็น ดาวรุ่ง ของพรุ่งนี้ ยุติธรรม เลือกข้างเพื่อ สามัคคี เหยียบฝ่ายหนึ่ง ให้ป่นปี้ เพื่อปรองดอง

“มาร์ค” ชี้ พท.โหมตีปี๊บโยงการเมือง

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆ เช่น เหตุระเบิด แถลงการณ์สำนักพระราชวังปลอม การระงับการเดินทางไปต่างประเทศของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า กรณีระเบิดค่อนข้างเชื่อได้ว่า น่าจะเกี่ยวพันกับการเมือง ส่วนเหตุการณ์อื่นเช่นการห้าม น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางออกนอกประเทศ เป็นเรื่องเฉพาะ เนื่องจากเป็นสถานการณ์ไม่ปกติ การห้ามต้องใช้อำนาจพิเศษเป็นเรื่องของกฎอัยการศึก เป็นการตัดสินใจของ คสช. ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ถูกอารักขาเป็นพิเศษผู้มีอำนาจคงกังวลว่าจะหลบหนีคดีหรือไม่ เพราะหากไม่มาศาลวันแรกคดีก็เดินไม่ได้ รัฐบาลกับ คสช.จะต้องถูกสังคมเล่นงาน สำหรับกระแสข่าวว่าจะขอลี้ภัยไปสหรัฐฯคงเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยที่พยายามต่อสู้ว่าคดีนี้เป็นเรื่องการเมือง

สลายม็อบปี 53 กับ 51 ต่างกันมาก

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีการเปรียบเทียบการดำเนินคดีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯและ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯสั่งสลายการชุมนุมปี 51 กับคดีสั่งสลายการชุมนุมในปี 53 ของตนนั้น ยืนยันว่าแตกต่างกัน คือ 1.การทำงานของปี 51 ไม่มีขั้นตอน เพราะไม่ได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน ไม่ได้มีการประกาศใช้กฎหมายพิเศษห้ามชุมนุมต่างๆ แต่ของตนมีการประกาศ 2.การชุมนุมเมื่อปี 51 ยังไม่มีการเอาเรื่องไปศาล แต่การชุมนุมปี 53 ไปศาลแล้ว ซึ่งศาลชี้แล้วว่าเป็นการชุมนุมที่เกินขอบเขตของรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญกรณีปี 51 ผู้ชุมนุมไม่มีการใช้อาวุธ แต่ในปี 53 เกิดความสูญเสียขึ้นเพราะมีผู้ใช้อาวุธแฝงอยู่กับผู้ชุมนุม ส่วนผิดหรือถูกขึ้นอยู่กับศาล ตอนนี้อยู่ในชั้นอุทธรณ์และ ป.ป.ช.

“วัชระ” ยุชงยึดทรัพย์ “ปู-บุญทรง”

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กระแสข่าวการขอลี้ภัยทางการเมืองของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่อยู่เหนือความคาดหมายของสังคม เพราะวันนี้น้ำลดตอผุด หลายเรื่องถูกเปิดเผยออกมา องครักษ์พิทักษ์ปูต้องออกแรงทำงานมากเป็นพิเศษ เพื่อให้เข้าตานายใหญ่ ส่วนกรณีที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางอาญาฐานทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวต่อนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์กับพวก และจะส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอแนะให้ ป.ป.ช.ยื่นขอให้ศาลยึดหรืออายัดทรัพย์ชั่วคราวก่อนจะมีคำพิพากษา ป้องกันการยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินหลบหนี มิฉะนั้นคนทำผิดและผู้ร่วมขบวนการจะผลักภาระหนี้สินและความเสียหายให้ประชาชนชดใช้แทนผ่านการจัดเก็บภาษีแต่ละปีงบประมาณ ซึ่งต้องเสนอยึดและอายัดทรัพย์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ด้วยเช่นเดียวกัน

ทีมทนายยื่น อสส.ทบทวนสั่งฟ้อง

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดเพื่อขอให้ทบทวนการสั่งฟ้อง และสอบสวนเพิ่มเติมข้อไม่สมบูรณ์ใน 3 ประเด็น โดยมีนายกิตินันท์ ธัชประมุข รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน เป็นผู้รับหนังสือแทน นายนรวิชญ์ กล่าวภายหลังยื่นหนังสือว่ามาขอความเป็นธรรมให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลังอัยการมีคำสั่งฟ้องฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และผิด พ.ร.บ.คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 ละเลยไม่ยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวจนรัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท โดยขอความเป็นธรรม 2 ประเด็น คือ 1.ขอให้ทบทวนการสั่งฟ้อง 2.อัยการสูงสุดได้ชี้ข้อไม่สมบูรณ์รวม 3 ประเด็น อาทิ คดีนี้ไม่มีหลักฐานทุจริต มีเพียงปกรายงานทีดีอาร์ไอ ให้สั่งสอบว่ามีการทุจริตในขั้นตอนใด ซึ่งการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น

ร้องสอบต่อข้อไม่สมบูรณ์

นายนรวิชญ์กล่าวว่า การยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยได้รับทราบว่ามีการพิจารณาจากอัยการสูงสุด จึงไม่มั่นใจว่าการยื่นหนังสือทุกครั้งจะถึงมือผู้เกี่ยวข้องหรือไม่ หากจะยกคำร้องหรือมีคำตอบอย่างไรขอให้แจ้งทีมทนายทราบด้วย เพราะเราต้องมีคำตอบกลับไปและอย่ามองว่าเป็นการซื้อเวลา ที่ผ่านมายังไม่มีคำตอบออกมาอย่างจริงจัง โดยนายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ รองอัยการสูงสุด ในฐานะหัวหน้าคณะทำงาน ก็เคยให้สัมภาษณ์เองว่ายังไม่มีการสอบข้อไม่สมบูรณ์ ส่วนวันที่ 19 ก.พ. น.ส.ยิ่งลักษณ์จะไปรายงานตัวต่อ ป.ป.ช.หรือไม่ ยังไม่เห็นหนังสือจาก ป.ป.ช. ไม่ทราบว่าจะเป็นการแจ้งให้ทราบ หรือให้ไปรายงานตัว แต่ทีมทนายเห็นตรงกันว่าไม่จำเป็นต้องไปรายงานตัว แต่ยังไม่ได้สอบถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่าจะไปหรือไม่ ครั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ต่อสู้เพื่อแย่งอำนาจ แต่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมให้เห็นว่าการแจ้งข้อกล่าวหาไม่เป็นธรรม ส่วนกระแสข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะขอลี้ภัยไปต่างประเทศยืนยันว่าไม่มีรายงานมาจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ คนพูดคงมีเจตนาไม่หวังดี ต้องการเข้าตรวจค้นวันก่อน

ลั่นแม้ไม่มาส่งฟ้องแน่ 19 ก.พ.

นายกิตินันท์ ธัชประมุข รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ในฐานะคณะทำงานฟ้องคดีโครงการรับจำนำข้าวกล่าวว่า วันที่ 19 ก.พ.จะส่งสำนวนฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดี อาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแน่นอน แม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะไม่เดินทางมาตามที่ ป.ป.ช.ส่งหนังสือนัดก็ตาม ซึ่งหากทีมทนาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ขอเลื่อนนัด คณะทำงานจะประชุมในวันนั้นทันที เมื่อถามต่อว่าคสช.ระบุว่าอัยการสูงสุดได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เห็นควรไม่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกนอกประเทศ นายกิตินันท์กล่าวว่า หนังสือออกจากอัยการสูงสุดจริง แต่ คสช.มาหารือว่าควรให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปต่างประเทศหรือไม่ก่อนที่สำนักงานอัยการสูงสุดจะทำหนังสือตอบกลับยังคสช.ดังกล่าว

ป.ป.ช.โต้วุ่นยื้อคดีสลายเสื้อแดง

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึงการวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน ป.ป.ช.ที่มีความล่าช้าเรื่องไต่สวนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯกรณีสั่งสลายการชุมนุมทางการเมืองปี 2553 ว่า ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่ได้ยื้อการไต่สวนเรื่องนี้ และเร่งทำงานอยู่ การวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิ่งที่สงสัยกันได้ เพราะคดีสลายการชุมนุมปี 51 และปี 53 ช้าเร็วต่างกัน แต่ยืนยันว่า ป.ป.ช.เร่งทำงานในทุกคดี ไม่ได้เร่งเฉพาะคดีสลายการชุมนุมปี 51 ซึ่งคดีสลายการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงปี 53 ต้องพิจารณาให้ละเอียดทั้งคำสั่งศาล การชันสูตรพลิกศพ การทำงานของเจ้าหน้าที่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การสั่งการถูกต้องหรือไม่ และแจ้งเตือนก่อนจะสลายการชุมนุมหรือไม่ ต้องดูว่า การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในขณะนั้นสอดคล้องกับเหตุการณ์และผู้ชุมนุมหรือไม่

คดีไมค์แพงเห็นต่างไม่ได้ข้อสรุป

นายปานเทพยังกล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องการสอบข้อเท็จจริงกรณีการจัดซื้อไมโครโฟนในห้องประชุม ครม.ราคาแพงเกินจริงของสำนักนายกรัฐมนตรีว่า หลังจากให้เจ้าหน้าที่ไปแสวงหาข้อเท็จจริงมาพบว่า เจ้าหน้าที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน บางส่วนเห็นว่าการจัดซื้อดังกล่าวทำผิดระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง ขณะที่บางส่วนมองว่า ไม่ผิด เพราะมีข้อยกเว้นเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ ดังนั้นคงต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการกลั่นกรองของ ป.ป.ช.พิจารณารายละเอียด เพื่อสรุปข้อเท็จจริงในวันที่ 18 ก.พ. ก่อนจะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ป.ป.ช. ชุดใหญ่ในสัปดาห์ต่อไป เพื่อพิจารณาว่าจะสามารถตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนได้หรือไม่

สั่งจับตาโซเชียลหมิ่นเบื้องสูง

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) มีการประชุมติดตามสถานการณ์ประจำวันศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) โดย พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและ ผบ.ทบ.เป็นประธานการประชุม โดย พล.อ.อุดมเดชได้สั่งการให้กำลังพลติดตามในหลายเรื่อง ทั้งเรื่องงานธุรการในกองทัพบก ความมั่นคงทั่วไป รวมทั้งกำชับให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวัง ติดตามเครือข่ายการกระทำล่วงละเมิดสถาบันรูปแบบต่างๆ แม้จะสามารถจับกุมนายหัสดิน อุไรไพรวัน หรือเครือข่ายบรรพต ที่มีพฤติกรรมหมิ่นเบื้องสูงได้ เพื่อติดตามว่ายังมีกลุ่มอื่นๆที่กระทำในลักษณะดังกล่าวอีกหรือไม่ ส่วนการเฝ้าระวังกองทัพจะติดตามในทุกด้านโดยเฉพาะการใช้โซเชียลมีเดีย

คศป.เดินสายหาช่องปรองดอง

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา นายบุญเลิศ คชายุทธเดช รองประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (คศป.) แถลงผลจากการนำคณะผู้แทน คศป.พบปะกับนายวิทยา สุนิยะวงศ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ว่า ไปเพื่อขอคำปรึกษาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เรื่องการใช้กระบวนการยุติธรรมสร้างความปรองดอง เพราะกรมราชทัณฑ์เป็นปลายทางสุดท้ายของกระบวนการยุติธรรม จึงต้องการทราบว่ามีผู้ต้องหาคดีการชุมนุมจำนวนเท่าไหร่ หากต้องการเยี่ยมได้หรือไม่ และ คศป. ยังเล็งเห็นว่าควรมีการวางหลักเกณฑ์ กำหนดขอบเขตการแยกแยะและปฏิบัติต่อคดีที่เป็นอาชญากรรมกับคดีเหตุจูงใจทางการเมือง นอกจากนี้ คศป.จะเดินทางไปขอคำปรึกษาประธานศาลฎีกาและอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในวันที่ 17 ก.พ. และวันที่ 19 ก.พ. จะไปขอคำปรึกษาอัยการสูงสุด

เล็งช่วยประกันตัวผู้ชุมนุมทุกสี

ด้านนายนิมิต สิทธิไตรย์ สปช. จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนยังไม่มั่นใจว่ากระบวนการสร้างความปรองดองจะเกิดขึ้นได้จริง แต่ตนและ คศป. ยืนยันว่าตั้งใจอย่างยิ่งจะทำให้ความปรองดองเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มเดินสายพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหน่วยงานราชการโดยเฉพาะด้านยุติธรรมแล้ว เป้าหมายจะเริ่มจากการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่เป็นผู้ชุมนุมทุกสีเสื้อ ไม่รวมระดับแกนนำให้ได้รับสิทธิประกันตัวเป็นอย่างน้อยก่อน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่และญาติพี่น้องของ ผู้ต้องขังรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้รับความเป็นธรรม

นิรโทษทำได้เลยไม่ต้องรอใคร

นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะ กมธ.วิสามัญกิจการสภาแห่งชาติ (วิป สปช.) กล่าวถึงกรณีที่นายชินวัฒน์ หาบุญพาด อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เสนอ ให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้คนผิดทุกคนว่า ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม แต่ต้องไม่นิรโทษกรรมให้คนที่มีความผิดเกี่ยวกับการคอร์รัปชัน หมิ่นสถาบันและฆ่าคนตาย หากไม่เกี่ยวกับ 3 เรื่องนี้จะนิรโทษกรรมแกนนำด้วยก็ไม่ว่ากัน เชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสร้างความปรองดองได้ ทำให้คนรู้สึกว่าเริ่มปรองดองแล้วจริงๆ แต่ทุกวันนี้ยังไม่เห็นมีใครที่จะริเริ่มเลย ทั้งรัฐบาลและ คสช.ที่มีอำนาจหรือแม้แต่ สนช.ทำเรื่องนี้ได้เลย ไม่ต้องรอใคร เพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่าเราตั้งใจจะให้เกิดความปรองดองขึ้นจริง

โยน รบ.-คสช.ตั้งแท่นดำเนินการ

ด้านนายอเนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง กล่าวว่า เรื่องการนิรโทษกรรมเป็นเรื่องของรัฐบาลและ คสช.ว่าจะดำเนินการหรือไม่ เรามีหน้าที่แค่ศึกษาและเสนอแนะ แนวทางที่ได้เสนอรัฐบาลไปแล้ว คือระยะสั้นต้องเยียวยาดูแล อำนวยความยุติธรรม ลดโทษอภัยโทษ รวมถึงการนิรโทษกรรมให้ผู้ได้รับผลกระทบอยู่แล้ว ซึ่งรัฐบาลให้ความสนใจและพร้อมจะดำเนินการ ส่วนระยะกลางต้องรอให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ร่างเสร็จก่อน เพราะมีการบรรจุเรื่องการปรองดองไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย การปรองดองต้องทำควบคู่ไปกับการปฏิรูป เมื่อมีการปฏิรูปแล้วความเหลื่อมล้ำด้านต่างๆจะลดลง สร้างความปรองดองได้ง่ายขึ้น

ปราม พท.-นปช.พูดมากยิ่งแย่ลง

นายไพบูลย์ นิติตะวัน กมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า เวลานี้ยังไม่ควรพูดถึงการนิรโทษกรรม การที่พรรคเพื่อไทยออกมาพูดเรื่องนี้ จะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง ควรเงียบไว้ก่อน ควรเป็นบทบาทของประชาชนออกมาเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมก็เห็นด้วย ส่วนคดีต่างๆที่คนของพรรคเพื่อไทยถูกดำเนินคดี ให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย ต้องแยกส่วนกันระหว่างเรื่องคดีความกับการปรองดอง

พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย คณะกรรมการศึกษาเเนวทางการสร้างความปรองดอง สปช.กล่าวว่า การนิรโทษกรรมต้องดูบรรยากาศบ้านเมืองเอื้อให้หรือไม่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. บอกว่าหากน.ส.ยิ่งลักษณ์ติดคุกแล้วคุกจะแตก คำพูดเช่นนี้ไม่สร้างความปรองดอง ใครที่ไหนจะให้อภัยหรือนิรโทษกรรมให้

สนช.รับทราบยกคำร้องสอย 3 คดี

ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 10.00 น. มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เป็นประธานการประชุม โดยนายพรเพชรแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติจำหน่ายคดีคำร้องถอดถอนออกจากสารบบ 3 คำร้อง เนื่องจากข้อกล่าวหามีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญปี 50 นั้น ไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่จะใช้พิจารณาถอดถอนได้ เนื่องรัฐธรรมนูญปี 50 สิ้นสุดลง ประกอบด้วย 1.คดีถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาฯ กรณีการบรรจุร่าง พ.ร.บ.ปรองดองเข้าสู่สภาฯ 2.คดีถอดถอน น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายธีระชัย ภูวนารถ-นรานุบาล อดีต รมว.คลัง กรณีใช้สถานะรัฐมนตรีแทรกแซงการบรรจุ แต่งตั้งเลื่อนขั้นเงินเดือนของพนักงานบริษัท อสมท จำกัด 3.คำร้องถอดถอนนายนคร มาฉิม นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม นายสาธิต ปิตุเตชะ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก นายวิลาศ จันทรพิทักษ์ และนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ กรณียื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ แต่กลับอภิปรายนอกประเด็นที่ขอยื่นเรื่องถอดถอนต่อ ป.ป.ช.

ลงมติตั้ง “บูรณ์” นั่งผู้ตรวจการฯ

ต่อมามีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อแก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับการค้ำประกันและจำนอง ให้เหมาะสมแก่การประกอบธุรกิจในปัจจุบัน โดยกำหนดให้ผู้ค้ำประกันที่เป็นนิติบุคคลผูกพันตนเพื่อรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วม ซึ่งที่ประชุมลงมติเห็นชอบรับหลักการด้วยคะแนน 182 ต่อ 2 เสียง และตั้งคณะ กมธ.ขึ้นมาพิจารณา 15 คน จากนั้นที่ประชุม สนช.ได้ประชุมลับเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินตามที่คณะ กมธ.วิสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งที่ประชุมลงมติเห็นชอบให้นายบูรณ์ ฐาปนดุลย์ เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินด้วยคะแนน 143 ต่อ 30 เสียง

เปิดตลาดน้ำวันแรกคนแห่ช็อป

ด้านบรรยากาศการจัดงาน “ตลาดน้ำวิถีไทย คลองผดุงกรุงเกษม” ตั้งแต่ช่วงเช้าเป็นไปอย่างคึกคัก พ่อค้าแม่ค้าที่เข้าร่วมโครงการตลาดบกเลียบคลองผดุงกรุงเกษม ทยอยมาจัดเตรียมร้านค้าตั้งแต่บริเวณปากคลองเปรมประชากร เลียบคลองผดุงกรุงเกษมไปจนถึงเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ขณะที่ในคลองผดุงกรุงเกษม สถานที่จัดตลาดน้ำวิถีไทย กทม.ทำท่าเทียบเรือชั่วคราวจากโป๊ะไฟเบอร์กลาส 2 จุด คือบริเวณท่าน้ำหน้าวัดโสมนัสวิหาร และบริเวณท่าน้ำเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยสินค้าส่วนใหญ่เป็นอาหารโบราณและของดีจาก 30 เขต ใน กทม. และผลิตภัณฑ์บางกอกแบรนด์กว่า 50 ชนิด อาทิ ลูกชิ้นปลาทอด ผัดไทยโบราณ ส้มตำไก่ย่าง ขนมไทยโบราณ ผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรม ของที่ระลึก มีประชาชนและและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ผ่านไปมาให้ความสนใจเดินชมและจับจ่ายซื้อของกันอย่างคึกคัก ตั้งแต่ยังไม่มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอก เครื่องแบบ ทหาร และเจ้าหน้าที่เทศกิจกว่าร้อยคน กระจายกำลังดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

จัดรถ-เรือบริการรับส่งฟรี

สำหรับตลาดน้ำวิถีไทยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ.ไปจนถึงวันที่ 1 มี.ค.รวม 18 วัน ตั้งแต่เวลา 11.00-19.00 น. แบ่งพื้นที่ตลาดน้ำเป็น 3 โซน ประกอบด้วย 1.พื้นที่ตลาดน้ำเปิดให้บริการเวลา 15.00-20.00 น. 2.พื้นที่ตลาดบก เปิดให้บริการเวลา 11.00-20.00 น.และ 3.พื้นที่กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ล่องเรือเยี่ยมชมสถานที่สำคัญอันทรงคุณค่า สองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษมจากปากคลองด้านเหนือที่วัดเทวราชกุญชร-ท่าเรือหัวลำโพง วันละ 2 รอบ เวลา 16.00 น. และ 17.00 น. นอกจากนี้กทม.ยังได้จัดรถรางบริการรับส่งประชาชนที่มาจะเที่ยวตลาดน้ำวิถีไทย จากสนามม้านางเลิ้ง-วัดมกุฏกษัตริยาราม และเรือบริการรับส่งจากท่าน้ำสถานีรถไฟหัวลำโพง-ท่าน้ำสะพานมัฆวานรังสรรค์ ตั้งแต่เวลา 11.00-19.00 น.

นายกฯปลุกท่องเที่ยวปลอดภัย

กระทั่งเวลา 17.00 น. พล.อ.ประยุทธ์เดินออกจากทำเนียบรัฐบาลไปที่สะพานอรทัย เพื่อเป็น ประธานเปิดงาน โดยมี ครม. ผู้นำเหล่าทัพ เข้าร่วม โดยนายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลจัดงานท่องเที่ยวเชิงคุณภาพวิถีไทย คิดแบบธรรมชาติ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ฝรั่งมาเที่ยวไทย เพราะวัฒนธรรมที่ดีงาม อย่าให้ใครมาทำลาย ถ้าไม่ใช่สถานการณ์ที่เรียบร้อยจะมายืนตรงนี้ไม่ได้ คงมีการชุมนุมล้อมทำเนียบฯไปหมด การท่องเที่ยวปีนี้ดีกว่าปีที่แล้ว ไม่มีใครกลัว กฎหมายพิเศษที่ใช้อยู่ ไม่เห็นมีอะไร เป็นการท่องเที่ยวเชิงปลอดภัย เดือดร้อนไม่กี่คน เวลาไปต่างประเทศ มีแต่คนชื่นชม ถามว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไร ตนก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่วางตามโรดแม็ป

ก้าวพลาดหวิดหน้าคะมำ

จากนั้นนายกฯเดินชมงานร่วมกับรัฐมนตรี ชมขบวนเรือล่องตามน้ำ ที่มีนายชินกร ไกรลาศ ศิลปินแห่งชาติ แหล่ชุด “วิถีไทย” ฟังเพลงเรือจากแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ศิลปินแห่งชาติ เดินชมและชิมอาหารเกือบทุกซุ้ม และยังลองปั่นสายไหม ปั้นเป็นรูปหัวใจอย่างสนุกสนาน อย่างไรก็ตาม ช่วงหนึ่งระหว่างที่นายกฯกำลังก้าวลงบันไดบริเวณศาลาท่าน้ำลงไปยังโป๊ะเพื่อชมเรือสินค้า ปรากฏว่า นายกฯ ก้าวพลาด จนเกือบล้มหน้าคะมำ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต้องรีบเข้าช่วยพยุงนายกฯ ไว้ได้ทัน ขณะที่ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและ ผบ.ทบ.และนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว. การท่องเที่ยวฯ ที่ยืนอยู่หลังนายกฯถึงกับตกใจ หลังจากนั้นทีมรักษาความปลอดภัยนายกฯ จึงเข้า พยุงนายกฯตลอดที่ก้าวลงบันไดไปยังโป๊ะแต่ละจุด ซึ่งทันทีมีข่าวเผยแพร่ออกไป เจ้าหน้าที่สำนักโฆษกประจำสำนักนายกฯ ได้โทรศัพท์ประสานช่างภาพ ขอให้ไม่ให้มีการเผยแพร่ภาพนายกฯขณะกำลังหน้าคะมำ ทั้งนี้ ประชาชนที่มาเที่ยวงานต่างให้ความ สนใจเข้าไปขอถ่ายเซลฟี่กับนายกฯ โดยก่อนที่นายกฯ จะขึ้นรถกลับมีประชาชนบางคนตะโกนบอก “นายกฯ อย่าทิ้งกัน” ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ตอบกลับไปว่า “ประชาชนก็อย่าทิ้งผม ถ้าประชาชนมีความสุข ผมก็มีความสุข แต่ถ้าประชาชนไม่มีความสุข ผมก็ไม่มีความสุข” จากนั้นนายกฯชูมือเป็นสัญลักษณ์ไอเลิฟยู ก่อนขึ้นรถเดินทางกลับ

“ประยุทธ์” ชิ่งไม่ทะเลาะมะกันห่วงทหารจ่อยึดอำนาจซ้ำ ยันเดินตามโรดแม็ปอย่ามาเร่งรัด ตั้งแง่ ก.ม.ลูกเสร็จปลายปี ได้เลือกตั้งต้นปี 59 อ้างคำพูด “ปู”พร้อมสู้คดี สั่งอารักขาเข้มอย่าให้เป็นอะไรไป... 13 ก.พ. 2558 07:40 13 ก.พ. 2558 12:37 ไทยรัฐ