วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ว่าด้วยคำถาม

มีทั้ง สสส. มีทั้งกระทรวงสาธารณสุข มีทั้ง สนช. ในสายงานที่เกี่ยวข้อง ออกมาผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับแก้ไขที่จะมีการเข้มงวด และปรับปรุงเรื่องข้อห้าม และมีบทของการลงโทษเพิ่มเติมมากขึ้นกว่า พ.ร.บ.เดิม

อาทิ ประเด็นจะห้ามสมาคมกีฬาต่างๆรับเงินสนับสนุนจากบริษัทเครื่องดื่มมอมเมาต่างๆ เพราะมีความเชื่อว่า เมื่อประชาชนเห็นโลโก้สินค้าเหล่านี้แล้วจะกระตุ้นให้ทุกคนบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากขึ้น

และก็มีทางฝั่งของกีฬาบางแห่ง ออกมาโต้แย้งคัดค้าน โดยยกเหตุของการสนับสนุนในภาคกีฬา ของบริษัทในเครือของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ช่วยแก้ไขปัญหางบประมาณไม่เพียงพอที่ได้รับการจัดสรรจากภาครัฐ

แม้กระทั่ง พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย ที่เป็น สปช. มีตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาอยู่ ก็ออกมาย้อนถึงการที่ สสส.ได้งบประมาณจากเงินภาษีธุรกิจน้ำเมา แต่ก็ไม่ได้เอามาช่วยกีฬา ในลักษณะ “ไม่ช่วยก็อย่าทำลาย”

แต่ที่ดุเดือดหนักขึ้นไปอีกก็ในเวทีเสวนา “ทบทวน 7 ปี พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551” ที่มีการอ้างถึงการที่สมาคมกีฬาต่างๆ ออกมาคัดค้าน และระบุว่าสมาคมมีเงินไม่มาก ที่มีอยู่ไม่เพียงพอ จึงต้องรับเงินสนับสนุนจากบริษัทที่เกี่ยวกับน้ำเมานั้น

มีการถามกลับว่า เงินสนับสนุนที่ต้องการนั้น นำมาเพื่อพัฒนานักกีฬาจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่ต้องการความวิลิศมาหรา ความฟุ่มเฟือย อย่างเสื้อผ้าแฟชั่นใหม่ๆให้นักกีฬา การอำนวยความสะดวกให้แก่นักกีฬา รวมถึงคนดูที่เข้ามารับชม เพราะจริงๆแล้วกีฬาก็คือกีฬา ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก เพราะค่าเดินทางปัจจุบันก็ไม่ได้ถือว่ามาก งบการสนับสนุนจากรัฐบาลที่มีอยู่ก็น่าจะเพียงพอ

ยังมีการแสดงความคิดเห็นด้วยว่า ส่วนที่จะต้องจ้างโค้ชราคาแพง หรือซื้อตัวนักกีฬาราคาแพงมาประดับทีมมองว่า หากต้องการพัฒนากีฬาในประเทศจริงๆ จำเป็นต้องจ้างคนอื่นมามากกว่าพัฒนาทักษะนักกีฬาของคนในชาติเราเองจริงหรือ เพราะเชื่อว่าการฝึกทักษะนักกีฬา หรือความมีวินัยต่างๆ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากเลย

นั่นคือ “ความคิด” และ “ความเห็น” รวมทั้งมีการ “ตั้งคำถาม” มายังพวกเราคนกีฬาทั้งหลาย

เชื่อว่าทุกคนในวงการกีฬาไทย ไม่มีใครเห็นว่ากินเหล้าเป็นเรื่องดี และสมควรที่จะมีการรณรงค์ แสวงหาเกราะป้องกันไม่ให้เยาวชนหลงผิด ส่วนใครจะตอบ จะเป็นบุคคล องค์กร เครือข่ายชาวกีฬา หรือคนกีฬาทั้งมวล จะรวมพลังแสดงออกอะไรก็ตาม ก็เป็นสิทธิโดยชอบธรรม

“คำถาม” นั้น ลึกซึ้งกว่า “คำพูด” เพราะต้องทบทวน กลั่นกรอง รวบรวม ทั้งตรรกะ แนวคิด ความรู้ ความรู้สึก และเมื่อแน่ใจแล้วว่า “ไม่รู้” จึงต้องมี “คำถาม”

และคำถามมากมายที่สะท้อนให้เห็นถึงความลึกซึ้ง เฉียบแหลม แต่ก็มีอยู่ไม่น้อยที่บ่งบอกถึงความโง่เขลา เบาปัญญา ได้เช่นกัน!

รวมทั้ง “คำถาม” บางทีก็ไม่ต้องการ “คำตอบ” ด้วยคำถามนั้น ชี้ชัด และบ่งบอกถึงการตัดสิน ด้วยรวมคำตอบที่คิดเองไว้ในตัวคำถามนั้นอยู่แล้ว

นึกไปแล้วก็ต้องดีใจที่คนกีฬาอย่างชาวเรา พยายามดิ้นรน แสวงหา ทำทุกวิถีทางเพื่อความ

อยู่รอดของกีฬาที่เรารัก และทำให้ดีที่สุดในกีฬาที่เราเลือก ทั้งที่มีข้อจำกัดอยู่มากมาย

และสิ่งเหล่านี้ได้ส่งผ่านให้คนไทยทั้งแผ่นดิน ได้มีโอกาสดีใจ ภูมิใจ และเปี่ยมล้นด้วยความสุขพร้อมๆกัน อันเป็นจุดร่วมและย้ำเตือนถึงความเป็นไทยที่ทุกคนมีอยู่

ขอพวกเราคนกีฬา จงภาคภูมิใจกับสิ่งที่เราทำ...


“เบี้ยหงาย”

12 ก.พ. 2558 23:24 ไทยรัฐ