วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อ้างคำสั่งคสช.! ปิดทางขึ้นอช.ใต้ร่มเย็น ไม่ให้ทหารเข้า

ชาวบ้านไม่ยอมให้ทหาร และ จนท.อช.ใต้ร่มเย็นที่ อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ฯ เข้าไปตัดฟันพืชผลอาสินที่มีทั้งยางพาราและทุเรียน ตั้งเต็นท์ปิดถนนทางเข้าอุทยานฯ ทั้งยังอ้างคำสั่ง คสช. ที่ห้ามดำเนินการใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ยากไร้...     

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 12 ก.พ.58 ได้มีกลุ่มชาวบ้านประมาณ 300 คน รวมตัวกันปิดถนน บริเวณถนนทางขึ้นอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น พื้นที่หมู่ 7 ต.ลำพูน อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี หลังจากทราบว่า จะมีการสนธิกำลังเข้ารื้อถอนพืชผลอาสิน ที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯจำนวน 67 ไร่ ซึ่งมีการดำเนินคดีไปเมื่อปี 2553

นายชวน อินชู กำนันตำบลลำพูน เปิดเผยว่า อุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น ได้เข้าตรวจยึดพื้นที่ดังกล่าวเมื่อปี 2553 จำนวน 6 แปลง เนื้อที่ 67 ไร่ โดยมีผู้แสดงตนเป็นเจ้าของเพียง 2 แปลง และระหว่างดำเนินคดีจนถึงปัจจุบัน ยังคงมีชาวบ้านเข้าไปทำกิน จนพื้นที่ดังกล่าวมีพืชผลที่ได้รับประโยชน์แล้ว ทั้งจากสวนยางพาราและสวนทุเรียน

ดังนั้น เมื่อทราบว่าเจ้าหน้าที่จะขึ้นไปรื้อถอนพืชผลอาสินจากผลของการดำเนินคดี ทางกลุ่มชาวบ้านจึงได้รวมตัวกันปิดถนน เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ขึ้นไปได้ โดยอ้างคำสั่ง คสช. ที่ 66 / 2557 ข้อ 2.1 ที่ระบุให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ยากไร้ มีรายได้น้อย และไม่มีที่ดินทำกิน

ด้าน พ.ต.อดุลย์ แป้นจำรัส หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ 5 กองบังคับการควบคุม จังหวัดทหารบกสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ขณะนี้ได้ขอให้ชาวบ้านเปิดเส้นทางจราจรตามปกติ และส่งตัวแทนมาเจรจากับเจ้าหน้าที่ เพื่อหาข้อยุติร่วมกัน ซึ่งพร้อมจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ชาวบ้านได้ย้ายเต็นท์ไปไว้ข้างถนน และให้รถสัญจรไปมาได้เท่าที่จำเป็น ยกเว้นเจ้าหน้าที่อุทยานฯ และทหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ช่วงบ่ายวันเดียวกัน พ.อ.สมบัติ ประสานเกษม รอง ผอ.รมน.สุราษฎร์ธานี นายฐากร ล้อมศัตพร ผอ.สำนักพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14 สุราษฎร์ธานี ผู้นำท้องถิ่น และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าร่วมเจรจากับตัวแทนกลุ่มชาวบ้าน เพื่อทำความเข้าใจ และหาข้อยุติ

โดยตัวแทนชาวบ้าน ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ระงับการรื้อถอนผลอาสินชั่วคราว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวชาวบ้านเข้าลงทุนทำกินจนได้รับผลประโยชน์แล้ว พร้อมทั้งขอให้มีการพิสูจน์สิทธิ์ และตรวจสอบแนวเขตอุทยานแห่งชาติที่ทับซ้อนกับที่ดินทำกินอีกครั้ง

ขณะที่ ผอ.สำนักพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14 ได้ชี้แจงกับกลุ่มชาวบ้านว่า การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ เป็นไปตามกฎหมายทุกขั้นตอน ซึ่งพื้นที่ทั้ง 6 แปลง ได้ตรวจยึดไปตั้งแต่ปี 2554 และไม่มีผู้อ้างสิทธิ์ครอบครอง จึงใช้กฎหมาย มาตรา 22 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 เพื่อเข้ารื้อถอนผลอาสินดังกล่าว และไม่สามารถมาแจ้งขอพิสูจน์สิทธิ์ได้แล้ว เพราะคดีได้สิ้นสุดแล้ว หากมีผู้มาแสดงตัวเป็นผู้ครอบครอง ก็จะต้องแจ้งความดำเนินคดี ก่อนจะไปต่อสู้คดีหรือพิสูจน์สิทธิ์ในชั้นศาล ว่าทำกินมาก่อนวันที่ 30 มิถุนายน 2541 โดยมีที่ดินในลักษณะเดียวกันนี้อีก 130 แปลงที่รอดำเนินการ

ขณะที่ พ.อ.สมบัติ ประสานเกษม รองผอ.รมน.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า จากการเจรจา ที่ประชุมได้มีมติให้ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต.ลำพูน และผู้นำท้องถิ่น นำตัวผู้บุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติ ทั้ง 6 แปลง เพื่อมารายงานเจ้าหน้าที่ ภายในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 เพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย และต่อสู้คดีในชั้นศาล แต่หากไม่พบผู้กระทำความผิดมาภายใน 7 วัน เจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องเข้ารื้อถอนผลอาสินตามกฎหมายต่อไป.

ชาวบ้านไม่ยอมให้ทหาร และ จนท.อช.ใต้ร่มเย็นที่ อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ฯ เข้าไปตัดฟันพืชผลอาสินที่มีทั้งยางพาราและทุเรียน ตั้งเต็นท์ปิดถนนทางเข้าอุทยานฯ ทั้งยังอ้างคำสั่ง คสช. ที่ห้ามดำเนินการใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ยากไร้... 12 ก.พ. 2558 13:18 ไทยรัฐ