วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไม่เคยได้ยินข่าว อุปทูตปัดปูขอลี้ภัยสหรัฐ

‘บิ๊กป้อม’ ก็ปฏิเสธ-อัดสื่อมโน ทนายยิ่งลักษณ์จี้หยุดคุกคาม แสลง ‘เผด็จการ’ - คสช.ไม่ให้ใช้

“บิ๊กป้อม” ปัดสั่งทหาร-ตร.ค้นขบวนรถ “ยิ่งลักษณ์” ยังไม่ได้ข่าวจะขอลี้ภัย อุปทูตมะกันโต้ไม่เคยได้ยินเหมือนกัน ผบ.ทบ.แจงดูแลอดีตนายกฯเหมือนทุกคนจนท.ทำระดับที่เหมาะสมแล้ว อ้างป้องกันมือที่สามฉวยโอกาส “ปู” ควงพี่สาวซดก๋วยเตี๋ยวแก้เซ็ง ยกเลิกร่วมงานชุมนุมศิษย์เก่ายุพราชฯ ทหาร-ตร.ถอนกำลังออกจากบ้านพัก ทนายโวยถูกประกบทุกฝีก้าว เหมือนคุมตัวทางอ้อม “ตู่ จตุพร” แฉมีขบวนการบีบให้หนีคดี ขู่วันไหนถูกจองจำคุกแตกแน่ “เต้น” รอวัดใจคำพูด “ลูกผู้ชาย” สหรัฐฯกังวลบทสัมภาษณ์ “บิ๊กตู่” อนาคตไทยไม่พ้นมือกองทัพ ทบ.เชิญ ผช. ทูตทหาร 25 ปท.รับฟังข้อมูล แสลงหูอย่าใช้คำว่า “เผด็จการ” ป.ป.ช.แจง 19 ก.พ. ยังไม่ต้องมาศาลก็ได้ คดีหมิ่นเบื้องสูง “บรรพต” รับสารภาพทำคนเดียว แต่ ตร.ไม่เชื่อ ปปง.ตรวจท่อน้ำเลี้ยงพบเงินจิ๊บจ๊อย

หลังปรากฏภาพเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 ตั้งด่านตรวจขบวนรถ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ จ.เชียงใหม่ จนเกิดกระแสข่าวว่าอดีตนายกฯอาจขอลี้ภัยทางการเมืองนั้น ล่าสุดแกนนำสำคัญของ คสช. และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ออกมาปฏิเสธและยันยืนตรงกันว่าไม่มีข้อมูลการขอลี้ภัย

“บิ๊กป้อม” โยนถาม “ปู” ขอลี้ภัย

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 11 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ทหารกองทัพภาคที่ 3 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านตรวจค้นในขบวนรถ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ จ.เชียงใหม่ ว่า ยืนยันไม่ได้สั่งกองทัพหรือหน่วยงานด้านความมั่นคงติดตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่เป็นหน้าที่หน่วยงานด้านความมั่นคงจะดูแลความปลอดภัยทุกคน ไม่เฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์เท่านั้น เพราะกังวลไม่อยากให้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น รวมถึงเป็นห่วงเรื่องมือที่ 3 อาจสร้างสถานการณ์ด้วย เมื่อถามถึงกระแสข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์จะขอลี้ภัยทางการเมืองไปต่างประเทศ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่เคยได้ยินข่าวนี้ ไม่ทราบ ต้องไปถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์เอง เรื่องยังไม่เกิดขึ้นสื่ออย่ามโนไปล่วงหน้า รอให้เกิดขึ้นก่อน เมื่อถามว่า หากรอให้เกิดขึ้นก่อนจะทันกาลหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบเพียงสั้นๆว่าไม่มีๆ

อุปทูตมะกันโต้ไม่เคยได้ยินข่าว

ต่อมาเวลา 10.00 น. นายแพทริค เมอร์ฟี อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือความร่วมมือพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ และการดำเนินกิจการเพื่อสังคมในการช่วยเหลือคนพิการและคนด้อยโอกาส โดยนายยงยุทธกล่าวว่า เป็นการย้ำถึงความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ ส่วนสถานการณ์ด้านการเมือง สหรัฐฯอยากเห็นไทยกลับสู่สภาวะปกติ ซึ่งยืนยันรัฐบาลเดินตามโรดแม็ป สหรัฐฯไม่ได้กดดันอะไรไทย ยังเป็นเพื่อนกัน

ด้านนายแพทริค เมอร์ฟี กล่าวว่า มีความเข้าใจและอยากให้กระบวนการต่างๆไปด้วยดี การกลับสู่ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดีที่รัฐบาลกำลังทำ และถือเป็นความสำเร็จ หวังว่าเมื่อประเทศไทยมีประชาธิปไตยแล้ว การใช้อำนาจทางกฎหมายที่สมควรจะกลับคืนมา เมื่อถามว่ามีกระแสข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์จะขอลี้ภัยทางการเมืองไปสหรัฐฯ นายแพทริค เมอร์ฟี ตอบว่า ไม่เคยได้ยินข่าวนี้

ย้ำรัฐบาลไม่เป็นศัตรูกับใคร

ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวระหว่างการประชุมผ่านระบบวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ถึงการสร้างความปรองดองว่า ขอย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้เป็นศัตรูกับฝ่ายใด เรามาช่วยทำงานให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ ไม่ได้ต้องการอะไร ขออย่าเอาความเห็นต่างเป็นข้อขัดแย้ง โดยเฉพาะการเอาผลประโยชน์มาเป็นที่ตั้งทำให้เกิดความขัดแย้งในที่สาธารณะ ขอให้ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยไม่ทำตัวเป็นผู้สร้างความขัดแย้ง ให้สร้างความเข้าใจเพื่อให้ความขัดแย้งลดลง และขอให้ช่วยกันทำความเข้าใจเรื่องการปฏิรูปกับประชาชน สำหรับการใช้กฎอัยการศึกที่รัฐบาลคงไว้ เพื่อเป็นมาตรการดูแลสถานการณ์ ไม่ได้ต้องการใช้เพื่อทำให้เกิดมาตรการรุนแรง จะเห็นได้ว่ารัฐบาลไม่เคยออกกฎระเบียบอะไรมา

ดูแลอดีตนายกฯเหมือนทุกคน

ที่หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก (นปอ.) พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ. กล่าวถึงกรณีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ติดตามความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า เราไม่ได้จำกัดการลงพื้นที่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เช่นเดียวกับคนอื่นที่ไม่ได้จำกัดเหมือนกัน แต่เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องในเรื่องคดีความ ซึ่งได้หารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการเดินทางไปต่างประเทศ ฉะนั้น บุคคลอื่นที่จะเดินทางก็เป็นเรื่องปกติ แต่เรื่องนี้คงต้องฟังการชี้ชัดของศาลต่อไป เมื่อถามว่า ด้านการข่าวพบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะขอลี้ภัยไปสหรัฐอเมริกาหรือไม่ พล.อ.อุดมเดชตอบว่า ยังไม่ได้รับข้อมูลใดๆ เมื่อถามย้ำว่า คิดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเลือกลี้ภัยหรือต่อสู้คดีและยอมติดคุก พล.อ.อุดมเดชตอบว่า คงตอบแทนไม่ได้ แต่คิดว่าทุกคนมีความรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม ฉะนั้นจะทำอะไรทุกท่านคงรู้ตัว คดีความก็ยังไม่ได้ชี้ชัดว่าใครผิดหรือไม่ผิด ฉะนั้นอย่าไปคาดเดาอะไรไปไกลขนาดนั้น

ลั่นใครผ่านด่านถูกตรวจหมด

พล.อ.อุดมเดชกล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่พยายามเข้าใจทุกส่วนและทุกฝ่าย ขอให้ร่วมมือกันและดำเนินการไปตามกรอบกฎหมาย ตามขั้นตอน และหลังเหตุลอบวางระเบิดบริเวณทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสหน้าห้างสยามพารากอน ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารดูแลเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการสร้างสถานการณ์ แต่ให้เข้มงวดการดูแลรักษาความปลอดภัยมากขึ้น โดยดูความเหมาะสมในการตั้งจุดตรวจ ตั้งด่าน บางส่วนใช้การลาดตระเวนร่วมด้วย เป็นการทำบางจังหวะและบางสถานที่ ตามความจำเป็น เราไม่ต้องการให้สถานการณ์เกิดความตึงเครียด แต่จำเป็นต้องตรวจตราในพื้นที่ ทุกท่านเมื่อผ่านจุดตรวจก็ต้องได้รับการตรวจ ไม่มีปัญหาอะไร

บอก จนท.ทำระดับที่เหมาะสม

เมื่อถามว่ายังมีการตั้งด่านตรวจหน้าบ้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ จ.เชียงใหม่ ต่อหรือไม่ พล.อ.อุดมเดชตอบว่า จุดตรวจสามารถวางได้ทั่วไป วันนี้วางจุดนี้อีกวันอาจวางจุดอื่น ไม่ได้วางถาวร นอกจากจุดหลักจริงๆ เพราะหากไปวางไว้ตลอดเวลา คนที่ปรารถนาไม่ดีจะทราบจุดตรวจ และหลีกเลี่ยงการตรวจของเจ้าหน้าที่ จึงต้องวางสลับผลัดเปลี่ยนในพื้นที่ให้ครอบคลุม บางจุดคงวางไม่เป็นเวลา คนที่ไม่ปรารถนาดีจะได้ไม่รู้ และทำอะไรได้ไม่สะดวก ถือเป็นเรื่องปกติ เมื่อถามว่า ดูแลเหมือนกันหมดทุกคนใช่หรือไม่ พล.อ.อุดมเดชตอบว่า ทุกคนเป็นประชาชนก็ต้องดูแลความปลอดภัยทั้งสิ้น อาจมีผลกระทบบ้างเรื่องความไม่สะดวก โดยเจ้าหน้าที่จะทำในระดับที่เหมาะสมและจำเป็น ดังนั้นอย่าไปกังวลหรือคิดมากเกินไป เราไม่ได้ไปจ้องจะควบคุมใครเป็นพิเศษ

อ้างป้องกันมือที่สามฉวยโอกาส

นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า หลังมีการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกจากตำแหน่ง เป็นหน้าที่รัฐบาลต้องดูแลความเรียบร้อย เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังมีคนรักและเห็นใจเยอะ ขณะเดียวกันอาจมีคนเห็นต่าง ดังนั้น รัฐบาลต้องดูแลให้เรียบร้อย เมื่ออดีตนายกฯไม่สบายใจรัฐบาลก็ปรับเปลี่ยนวิธีการใหม่โดยยกเลิกด่านตรวจบริเวณนั้น การตั้งด่านเป็นเรื่องที่ฝ่ายความมั่นคงกำชับมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่พอจะลดระดับลงเกิดเหตุระเบิดขึ้น จึงมีการกำชับใหม่ โดยต้องระวังไม่ทำให้ประชาชนเข้าใจว่ามาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้อยลง รวมถึงปัญหาเรื่องมือที่ 3 ที่อาจเกิดขึ้นกับอดีตนายกฯเมื่อเกิดเหตุการณ์ระเบิดขึ้นต้องดูแลทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะบุคคลสำคัญ ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ถือเป็นบุคคลสำคัญที่ต้องดูแล ส่วนข่าวการลี้ภัยของ น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น ยังไม่มีข้อมูล น่าจะเป็นเรื่องของสื่อที่เสนอข่าวเองมากกว่า

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ได้สั่งการให้ บช.ภ.5 ส่งรายงานชี้แจงเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ส่วนที่มีข้าราชการตำรวจไปเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้นั้น สามารถทำได้ตามระเบียบ เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์เคยดำรงตำแหน่งนายกฯ

คสช.ยังไม่คิดเรื่องลี้ภัยการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ คสช.ยังไม่คิดหรือประเมินถึงกระแสข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์จะขอลี้ภัยทางการเมือง เพียงแค่ดูแลเรื่องความปลอดภัยเท่านั้น โดยคนใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ระบุว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้ค้นรถของอดีตนายกฯ เจ้าหน้าที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าให้ความเคารพให้เกียรติต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่เป็นธรรมเนียมเมื่อบุคคลระดับวีไอพีเข้าพื้นที่ ต้องดำเนินการเช่นนี้ เพราะหากเกิดอะไรขึ้นไม่มีใครดูแลก็ถูกตำหนิอีก และไม่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเดินทางไปที่ใดของประเทศ จะมีมาตรการดูแลในลักษณะนี้ทุกที่ เป็นการดูแลความปลอดภัยสำหรับวีไอพี ไม่ใช่การคุกคาม เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์เคยเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ ไม่อยาก ให้คิดในแง่การเมือง เพราะจะทำให้ความขัดแย้งไม่สามารถหมดไปได้จากสังคมไทย ขอให้มองโลกในแง่ดีและเข้าใจการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

ผช.ทูตทหาร 25 ปท.ฟัง ทบ.สรุป

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ท.ศุภกร สงวนชาติสรไกร รองเสนาธิการทหารทัพบก พล.ท.ประณต แสงเทียน เจ้ากรมข่าวทหารบก เชิญผู้ช่วยทูตทหารประจำประเทศไทย 21 ประเทศ และตัวแทนด้านทหารจากสถานทูตอีก 4 ประเทศ เข้าชี้แจงรับฟังการสรุปสถานการณ์และแผนงานของ คสช. โดย พล.ท.ศุภกรกล่าวว่า เป็นโอกาสดีจะได้ชี้แจงทำความเข้าใจประเด็นที่นานาชาติยังมีข้อสงสัย เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน โดยผู้ช่วยทูตทหารบางส่วนมองว่า การคงกฎอัยการศึกไม่น่าจะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทย

แจง 8 ปมที่ต่างชาติยังค้างคาใจ

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช.และโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า การชี้แจงมีสาระสำคัญ 8 ประเด็นหลัก คือ 1.ย้ำถึงเหตุผลความจำเป็นในการเข้าควบคุมอำนาจการบริหารประเทศ 2.รัฐบาล และ คสช. พยายามเดินตามโรดแม็ปมุ่งสู่การเป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ 3.สรุปผลงานของ คสช.และรัฐบาลในห้วงที่ผ่านมา 4.ความห่วงใยของบางประเทศต่อสถานการณ์ในไทย โดยเฉพาะการดำเนินการด้านกระบวนการยุติธรรม โดยยืนยันว่าไม่ใช่ผลพวงทางการเมือง 5.ยืนยันว่าไม่ได้คุมขังกลุ่มการเมือง นักวิชาการ ผู้วิจารณ์ทางออนไลน์ ตามที่มีบางประเทศห่วงใย ยืนยันว่า คสช.เคารพและรับฟังการแสดงความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ ส่วนการเชิญตัว หรือการขอเข้าไปพบปะเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จุดมุ่งหมายหลักคือไม่ต้องการให้ไปนำเสนอบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง

แสลงใจอย่าใช้คำว่า “เผด็จการ”

พ.อ.วินธัยกล่าวต่อว่า 6.กรณีกระทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มีผู้ต้องหาส่วนใหญ่โดยเฉพาะที่หลบหนีอยู่ต่างประเทศพยายามบิดเบือนว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง 7.ความจำเป็นที่ยังคงใช้กฎอัยการศึก ยืนยันว่าใช้เท่าที่จำเป็น เพียง 2 เรื่องหลัก คือ ไม่ให้มีการชุมนุมทางการเมือง และอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงตัวผู้ต้องสงสัยกระทำความผิด หรือจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย และ 8.คสช.ไม่อยากให้ใช้คำว่าเผด็จการ เพราะที่ผ่านมาการดำเนินการทุกอย่างเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านช่องทางที่กำหนดให้ ไม่ได้คิดเองทำเอง หรือไม่ฟังใครในรูปแบบของเผด็จการ นอกจากนี้อำนาจบริหารขณะนี้มีรัฐบาลที่ยังคงบริหารในทุกเรื่องโดยยึดโยงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และไม่มีการก้าวล่วงอำนาจตุลาการ และผู้ช่วยทูตทหารไม่ได้สอบถามถึงคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ รวมถึงไม่มีการพูดถึงกระแสข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์จะขอลี้ภัยทางการเมืองด้วย

“ยิ่งลักษณ์” ซดก๋วยเตี๋ยวแก้เซ็ง

ด้านความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เมื่อเวลา 12.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมด้วยนางเยาวเรศ ชินวัตร นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ พี่สาว และเครือญาติ นั่งรถตู้โฟล์คสวาเกน สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน กธ 77 เชียงใหม่ ออกจากบ้านพักในหมู่บ้านซัมมิตกรีนวัลเลย์ ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม ไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านช้างม่อยกาแฟ @ สวนดอก ถนนอารักษ์ โดยทันทีที่ลงจากรถเจ้าของร้านและชาวบ้านที่มานั่งกินก๋วยเตี๋ยวต่างพากันเข้าไปขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึกจำนวนมาก ซึ่งคณะของ น.ส.ยิ่งลักษณ์นั่งโต๊ะบริเวณด้านหน้าร้านและลุกมาหยิบขนม 2 ถุงไปรับประทาน โดยใช้เวลานั่งทานเกือบ 1 ชั่วโมง ด้วยมีสีหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลาก่อนจะเดินทางกลับ

ทหาร-ตร.ถอนกำลังจากบ้านพัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการรับประทานอาหาร มีกำลังตำรวจชุดอารักขาคอยเฝ้าดูแลอยู่ตลอดไม่ให้คลาดสายตา โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่ถูกทหารตำรวจตรวจค้นรถ เพราะไม่อยากไปกระทบอะไรกับใคร และเตรียมตัวเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯในวันที่ 13 ก.พ.นี้ เนื่องจากต้องรอ ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร “น้องไปก์” ลูกชายกลับจากการเข้าค่ายที่ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ เสร็จก่อน ส่วนบรรยากาศบริเวณทางเข้าหน้าหมู่บ้านซัมมิตกรีนวัลเลย์ ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์มาพักอยู่ หลังเกิดเหตุการณ์ทหารจาก มทบ.33 และตำรวจ สภ.แม่ริม ตรวจค้นรถคณะของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ล่าสุดทหารและตำรวจได้ถอนกำลังออกไปหมดแล้ว มีเพียง รปภ. 2 คนที่มาเฝ้าดูแลรักษาความปลอดภัยตามปกติ

ยกเลิกร่วมงานศิษย์เก่ายุพราชฯ

นายมหวรรณ กะวัง นายกสมาคมศิษย์เก่ายุพราชวิทยาลัย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบรับคำเชิญจะเข้าร่วมงาน “คืนสู่เหย้าชาวบานเย็น” ที่สนามโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย อ.เมืองเชียงใหม่ ในช่วงค่ำวันที่ 14 ก.พ. ล่าสุดได้รับแจ้งจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่าไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ พร้อมฝากขอโทษเพื่อนๆ พี่น้องชาวยุพราชทุกคนด้วย เพราะหากมาร่วมงานแล้วอาจทำให้หลายฝ่ายไม่สบายใจ พร้อมกับให้กำลังใจคณะผู้จัดงาน ซึ่งทางสมาคมฯยังเดินหน้าจัดต่อไป แม้ปีนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่สามารถอยู่ร่วมงานได้ แต่ปีหน้าอาจมาร่วมงานได้

ทนาย “ปู” โวยถูกคุมตัวทางอ้อม

ขณะที่นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่า ไม่ว่าอดีตนายกฯจะเดินทางไปที่ใดใน จ.เชียงใหม่ จะสังเกตเห็นเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจคอยติดตามตลอดทั้งวัน ซึ่งก่อนหน้านั้นช่วงกลางคืนมักมีทหารมาเฝ้าหน้าบ้านพัก นำรถทหารมาจอดบริเวณสนามหญ้าของหมู่บ้าน การกระทำลักษณะนี้แม้ไม่ได้ควบคุมตัวโดยตรง แต่ถือได้ว่าเป็นการควบคุมตัวโดยอ้อมแล้ว เป็นการลิดรอนสิทธิความเป็นส่วนตัว จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล หากจะดูแลบุคคลวีไอพีตามที่ฝ่ายความมั่นคงระบุ ก็ขอให้ประสานโดยตรงเพื่อให้เกิดความสบายใจกันทั้งสองฝ่าย เพราะนับแต่มีการยึดอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึก อดีตนายกฯปฏิบัติตามเงื่อนไข คสช.ด้วยดีตลอดมา ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือเดินทางไปต่างประเทศ ไม่เคยทำอะไรให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง

ขอให้หยุดคุกคามว่ากันตาม ก.ม.

นายนรวิชญ์กล่าวต่อว่า สำหรับคดีที่ถูกกล่าวหาในโครงการรับจำนำข้าวนั้น สำนักงานอัยการสูงสุดระบุว่าจะใช้เวลาร่างคำฟ้องไม่เกินเดือน มี.ค. อดีตนายกฯจึงเข้าใจว่าช่วงวันที่ 10-21 ก.พ. สามารถใช้สิทธิเสรีภาพเดินทางไปต่างประเทศได้ จึงยื่นขออนุญาตตามเงื่อนไขของ คสช. ประกอบกับสำนักงานอัยการสูงสุดเองก็แถลงชัดเจนว่าไม่มีอำนาจในการห้ามการเดินทาง เว้นแต่จะมีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้ว ขณะนี้จึงยังไม่ถึงขั้นตอนตามกฎหมายที่อดีตนายกฯจะต้องเดินทางไปศาล และในทางปฏิบัติที่ผ่านมาการยื่นฟ้องคดีของอัยการสูงสุด ก็ไม่เคยมีการนำตัวจำเลยมาพร้อมกับการยื่นคำฟ้อง ซึ่งนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ระบุชัดเจน ในฐานะทนายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยุติการคุกคามสิทธิและเสรีภาพอดีตนายกฯ ควรปล่อยให้คดีเป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการกฎหมาย

“ตู่” แฉมีขบวนการบีบ “ปู” หนีคดี

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวผ่านรายการมองไกล ทางสถานี PEACE TV ว่า กรณีตรวจค้นรถ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีขบวนล้อการเมือง งานฟุตบอลประเพณีจุฬาธรรมศาสตร์ กรณีอุปทูตสหรัฐอเมริกา เป็นเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องที่จะกลายเป็นเรื่อง กระทบความรู้สึกคนอีกกลุ่มโดยไม่จำเป็น รวมถึงกรณีประโคมข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ขออนุญาตเดินทางไปฮ่องกงระหว่างรอการฟ้องคดีจำนำข้าว ที่อยู่ในอำนาจของ คสช. หลักใหญ่ใจความทั้งหมดเข้าใจว่าหลายฝ่ายกดดันต้องการให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์หนี ไม่รู้เหมือนกันว่าสมมติที่พวกนี้คิดกันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ติดคุก วันนั้นจะเกิดอะไรขึ้น สถานการณ์ในวันนั้นนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก ประชาชนจะแห่เข้ามาเต็มเรือนจำพิเศษ บางคนอธิบายถึงขนาดว่าคุกแตก ดังนั้นขณะนี้เราเห็นสภาพการชิงไหวชิงพริบ โดยมีการพูดกันว่าอย่าหนีๆ ในใจก็ท่องว่าจงหนีๆ เพราะสถานการณ์ในวันข้างหน้ายากจะคาดการณ์อารมณ์ความรู้สึกประชาชน

“เต้น” รอวัดใจคำพูด “ลูกผู้ชาย”

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. โพสต์ลงเฟซบุ๊กว่า ไม่มีความจำเป็นและประโยชน์ใดๆเลย ที่ฝ่ายความมั่นคงจะตามกดดันหรือถึงขั้นคุกคามอดีตนายกฯ เพราะการสร้าง “รอย” ในความรู้สึกของฝ่ายหนึ่ง ย่อมเกิดคำถามต่อท่าทีของผู้มีอำนาจที่เรียกร้องความร่วมมือจากทุกฝ่าย ถ้าไม่มีเจตนาเป็นอื่นครั้งต่อไปน่าจะมีแนวปฏิบัติที่สร้างความเข้าใจและสบายใจร่วมกันได้ ที่ผ่านมามั่นใจว่าอดีตนายกฯมีความเป็น “ลูกผู้หญิง” พอที่จะไม่ถือสาหาความหรือขยายผลเป็นเรื่องใหญ่ อยากเห็นคำพูดของ “ลูกผู้ชาย” หลายคนใน คสช.ที่ว่าจะใช้อำนาจอย่างระมัดระวัง เป็นกลาง ไม่สร้างความขัดแย้งเพิ่ม คนยังถามกันอยู่เลยว่าทำไม น.ส.ยิ่งลักษณ์ถูกค้นรถ แต่บางคนมาจากสวนโมกข์จัดกำลังดูแลอย่างดี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไปเปิดงานร้องเพลงสบายใจ แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปไหนต้องจำกัดจำเขี่ย ไม่ใช่เฉพาะกับนักการเมืองเท่านั้นแต่ประชาชนคนเล็กคนน้อยไม่ว่าฝ่ายไหนไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกัน

“อ๋อย” ซัดกฎเหล็กอย่าเลือกข้าง

นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ลงเฟซบุ๊กว่า สังคมกำลังอยู่ในช่วงต้องการแลกเปลี่ยนรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายมากเป็นพิเศษ แต่กลับมีมาตรการเรียกผู้ที่มีความเห็นต่างไปรายงานตัว ส่งเจ้าหน้าที่ไปคุยถึงบ้านเพื่อปรับทัศนคติ มาตรการนี้มีผลเสียมากกว่าผลดี เท่าที่คุยกับคนเหล่านี้ไม่มีใครยุยงให้เกิดความขัดแย้ง ไม่มีใครทำผิดกฎหมาย ไม่ทราบว่าหัวหน้า คสช.และรัฐบาลทราบหรือไม่ว่า ในการพูดคุยไม่มีการทำความเข้าใจอย่างมีเหตุมีผล แต่ขอความร่วมมือไม่ให้แสดงความเห็นทางการเมืองใดๆเลย นอกจากนี้ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความห่วงใยว่า มีการใช้มาตรการดังกล่าวแค่ฝ่ายเดียว เหมือนเลือกปฏิบัติ หากจะแก้ปัญหาความขัดแย้งและสร้างความปรองดองจริง ควรส่งเสริมแสดงความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวาง บังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมยุติธรรมทุกฝ่าย ส่งเสริมให้ฝ่ายต่างๆผู้ที่คิดเห็นต่างมาแลกเปลี่ยนพูดคุยในลักษณะสานเสวนาที่สร้างสรรค์

เตือนใช้อำนาจพิเศษต้องระวัง

พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ อดีต ส.ว.และอดีตรอง ผบ.ตร. กล่าวถึงการตรวจค้นรถอดีตนายกฯที่จ.เชียงใหม่ ว่า ฐานะที่เคยเป็นตำรวจ ยึดหลักว่าการตรวจค้นต้องมีเหตุอันควรสงสัยตามสมควร ว่ามีสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยผิดกฎหมาย หรือจะใช้กระทำความผิด และการตรวจค้นผู้หญิงต้องให้เจ้าหน้าที่หญิงเป็นผู้ตรวจค้นตามหลักสากลทั่วโลก อันเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนโดยทั่วไป ที่สำคัญ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นถึงอดีตนายกฯและเป็นผู้หญิงด้วย แต่ด้วยขณะนี้มีสถานการณ์พิเศษซึ่งผู้ตรวจค้นอาจใช้เหตุผลอื่นนอกเหนือจากนี้ก็ได้ แต่ในฐานะคนหนึ่งที่ห่วงใยบ้านเมือง การดำเนินการใดๆนอกเหนือกระบวนการยุติธรรมตามปกติ หรือการกระทำที่เป็นอุปสรรคต่อการปรองดองต้องพิจารณาให้รอบคอบ

สหรัฐฯกังวลบทสัมภาษณ์ “บิ๊กตู่”

ด้านนางเจน ซากี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวในการแถลงข่าวประจำวัน ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา แสดงความกังวลถึงคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อหนังสือพิมพ์นิเคอิของญี่ปุ่น ที่กล่าวถึงความเป็นไปได้ของการก่อรัฐประหารในอนาคตว่า ประเทศไทยไม่เหมือนกับประเทศอื่นหากบางสิ่งบางอย่างไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ทางกองทัพก็จะแก้ให้เองนั้น โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า คำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ทำให้เกิดความกังวลใจอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าตามปกติรัฐบาลสหรัฐฯจะไม่มีท่าทีตอบโต้ใดๆหากเหตุการณ์นั้นยังไม่เกิดขึ้น แต่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะตรวจสอบว่ามีหน่วยงานใดได้แสดงความกังวลต่อรัฐบาลไทยถึงคำพูดดังกล่าวหรือไม่

ป.ป.ช.แจง “ปู” ยังไม่ต้องมาศาล

อีกเรื่อง นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงเรียกตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไปรายงานตัวต่ออัยการสูงสุด (อสส.) ในคดีไม่ยับยั้งความเสียหายโครงการรับจำนำข้าว เพื่อดำเนินการฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วันที่ 19 ก.พ.ว่า หากวันดังกล่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่มารายงานตัว อสส.ก็สามารถนำสำนวนไปฟ้องได้ เพราะวันฟ้องไม่จำเป็นต้องนำตัวจำเลยไปด้วย เมื่อถามว่าถ้าเจ้าตัวไม่มาในวันดังกล่าวจะขอหมายเรียกเลยหรือไม่ นายสรรเสริญตอบว่า ยังไม่ใช่ ต้องอีกนัดหนึ่ง เพราะหลังจากศาลรับฟ้องแล้ว กระบวนการคือต้องตั้งองค์คณะและนัดพิจารณาครั้งแรก ซึ่งในวันนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องเดินทางมายืนต่อหน้าศาลด้วยตัวเอง ต้องมีตัวอยู่ต่อหน้าการพิจารณาองค์คณะ ถ้าวันนั้นไม่ไปจึงจะไปดำเนินการเพื่อให้ได้ตัวมา

จี้คลัง-พณ.ไล่บี้ค่าเสียหายจีทูจี

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการส่งสำนวนอาญาคดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) แก่อัยการสูงสุดว่าวันที่ 12 ก.พ. ป.ป.ช.จะทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง เพื่อให้เรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจี ในโครงการรับจำนำข้าวกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งต้องชดใช้ค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 73/1 วรรคท้าย จากนั้นวันที่ 16 ก.พ. จะส่งสำนวนการไต่สวนคดีอาญากล่าวหานายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวกรวม 21 ราย ให้อัยการสูงสุดพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป

สปช.ชงแก้ข้อบังคับผ่าน ก.ม.เร็วขึ้น

ที่รัฐสภา นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการแก้ไขข้อบังคับการประชุม สปช. ที่มีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. เป็นประธานการประชุมว่า มีการพิจารณาแก้ไข 2 เรื่อง คือ 1.ปรับโครงสร้างวิป สปช.โดยให้ประธาน กมธ.ทุกคณะไปเป็นวิปสปช. จากเดิมที่แต่ละคณะจะส่งตัวแทนมาเป็นวิปสปช. โดยทั้งคณะมีไม่เกิน 36 คน และ 2.แก้ไข กระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ที่เสนอโดย สปช. ให้ยกเว้นการพิจารณาชั้นแปรญัตติ เป็นการให้ความ เห็นชอบก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไปเพื่อความรวดเร็ว แต่ในการพิจารณาของ กมธ.จะต้องมีตัวแทนของสปช.ร่วมด้วย เนื่องจากเป็นร่างกฎหมายที่เสนอโดย สปช.เอง ทั้งนี้ วาระแก้ไขข้อบังคับจะเข้าสู่การ พิจารณาในที่ประชุม สปช. วันที่ 16 ก.พ. เพื่อขอความเห็นชอบต่อไป

พร้อมปรับเนื้อหา ก.ม.ดิจิตอล

ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นางสุรางคณา วายุภาพ ผอ.สำนักงานพัฒนา ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวระหว่างการเสวนา “ราชดำเนินเสวนา” หัวข้อ “พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์เสี่ยงละเมิด?” ว่า กฎหมายนี้มีความจำเป็นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่จะเป็นระบบอินเตอร์เน็ตมากขึ้น หลายรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก กระทั่งรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา เน้นสนับสนุนส่งเสริมการทำธุรกรรมทางอินเตอร์เน็ตและคุ้มครองบุคคลที่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นส่วนใหญ่ มีความรวดเร็วในการปกป้องคุ้มครอง รัฐบาลต้องกล้าจริงๆถึงออกกฎหมายนี้ เพราะเปราะบางต่อความรู้สึกประชาชน อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้อยู่ในมิติทางเศรษฐกิจมากกว่าด้านกลาโหม จึงถูกมองด้วยสายตาที่ดีขึ้น ในฐานะผู้ร่างเองมีความกังวลไม่น้อย โดยสิ่งที่เป็นข้อกังวลจะมีการแก้ไข แต่ยังไม่ถึงขั้นถอนกฎหมายกลับออกมา เพราะยังมีขั้นตอนการร่างไปถึงขั้นพิจารณาของ สนช. และ หลังจากออกกฎหมายเหล่านี้ เราจะมีการแก้ไขกฎหมายการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารด้วย เพราะยังมีความลักลั่นอยู่

องค์กรสื่อจี้ทบทวนเนื้อหาทั้งหมด

ด้านนายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ กล่าวว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวอาจทำให้คนหลายคนพอใจ เพราะเห็นว่าสื่อบางส่วนไปละเมิดคนอื่น แต่ในทางกลับ กัน กฎหมายนี้จะทำให้การทำหน้าที่เปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์สาธารณะของสื่อมวลชนไม่สามารถทำได้ การทำงานของสื่อจะมีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน ทุกวันนี้มั่นใจได้อย่างไรว่าการโทรศัพท์เช็ก ข่าวหรือการติดต่อสื่อสารของบุคคลจะไม่ถูกใครดักฟัง อยู่ที่เจตนาของการออกกฎหมายว่าไม่มีเจตนา ไปรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคล หากจะมุ่งไปที่การป้องกันความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ก็ต้องมีความชัดเจน

ขณะที่นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลใจกว้างเปิดรับฟังความคิดเห็น ก็น่าจะมีการทบทวนร่างกฎหมายทั้งหมดใหม่ก่อนจะเสนอ สนช.

สหภาพฯบินไทยโร่ร้อง “บิ๊กตู่”

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดำรงค์ ไวยคณี ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย เข้าพบ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกฯ ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ขอให้สั่งการ ให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แก้ไขปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชน จากการที่บริษัทการบินไทย ทำสัญญาว่าจ้างพนักงานในฝ่ายบริการภาคพื้น ฝ่ายอุปกรณ์ภาคพื้น และฝ่ายต้อนรับบนเครื่องบิน จำนวน 2,000 ราย โดยรับเงินเดือนตามโครงสร้างบัญชีเงินเดือน สิทธิประโยชน์และสวัสดิการ ตามระเบียบบริษัทฯ แต่มีระยะเวลาสัญญาจ้างเป็นช่วง 2, 4 และ 5 ปี และเมื่อครบสัญญาจะมีการต่อสัญญาเป็นคราวๆ ซึ่งสหภาพฯเห็นว่าสัญญาดังกล่าวละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่เป็นธรรมกับพนักงาน เนื่องจากเป็นภารกิจประจำ พนักงานจึงควรมีสัญญาจ้างเกษียณที่อายุ 60 ปี เช่นเดียวกับพนักงานอื่นทั่วไป

ปปง.สอบเส้นทางเงิน “บรรพต”

อีกเรื่อง พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวว่า คดีนายหัสดิน อุไรไพรวัน หรือ “บรรพต” ผู้ต้องหาในคดีฐานสนับสนุนผู้กระทำผิดกรณีหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ซึ่งเป็นหัวหน้าเครือข่าย “บรรพต” ที่เผยแพร่คลิปหรือข้อความในโซเชียลมีเดียที่มีลักษณะหมิ่นเบื้องสูง หลังจากตำรวจขอให้ ปปง.ช่วยตรวจสอบเส้นทางการเงินนั้น คดีนี้เป็นความผิดมาตรา 112 หมิ่นสถาบัน ไม่เข้าข่ายความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.การฟอกเงิน อีกทั้งธนาคารจะรายงานข้อมูลการเงินต่อ ปปง.เมื่อมีการทำธุรกรรมครั้งละ 2 ล้านบาทขึ้นไป หากผู้กระทำผิดฝาก-ถอน เงินแต่ละครั้งต่ำกว่า 2 ล้านบาทก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ ยกเว้นพนักงานสอบสวนจะส่งเรื่องมายัง ปปง.ขอให้ตรวจสอบเป็นกรณีไป ปปง.จึงจะขอข้อมูลจากธนาคารมาตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบบัญชีเงินฝาก 7 บัญชี ของนายหัสดิน พบว่ามีเงินเข้าออกครั้งละประมาณหลักแสนบาทเท่านั้น

ทหารส่งตัวให้ตำรวจเค้นต่อ

ที่ สตช. พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษก สตช. พล.ต.ต.ศิริพงษ์ ติมุลา ผบก.ปอท. รับมอบตัวนายหัสดิน อุไรไพรวัน ผู้ต้องหาผลิตและเผยแพร่คลิปวีดิโอหมิ่นเบื้องสูง จากเจ้าหน้าที่ทหาร หลังถูก จับกุมตัวได้เมื่อช่วงค่ำวันที่ 9 ก.พ. เพื่อให้พนักงานสอบสวน บก.ปอท.รับตัวไปดำเนินคดี ก่อนแจ้งข้อกล่าวหาหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดย พล.ต.ต.ศิริพงษ์กล่าวว่า จากการสืบสวนนายหัสดินอัพโหลดคลิปเสียงหมิ่นเบื้องสูงกว่า 400 คลิป ฝากไว้ในเซิร์ฟเวอร์ของเว็บไซต์ต่างประเทศ มีการใช้โปรแกรมแปลงเสียงเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่จับได้ โดยมีผู้หลงเชื่อดาวน์โหลดไปเผยแพร่ต่อจำนวนมาก ขบวนการบรรพตถือว่าเป็นกลุ่มที่มีการ หมิ่นสถาบันมากที่สุด มีผู้ติดตามจำนวนมาก ตำรวจจึงแกะรอยจนนำมาสู่การจับกุมเครือข่ายบรรพตได้แล้ว 7 คน ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา และจะควบคุมตัวไปฝากขังที่ศาลทหารต่อไป

สารภาพทำคนเดียว ตร.ไม่เชื่อ

พล.ต.ต.ศิริพงษ์กล่าวว่า นายหัสดินให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้จัดทำและเผยแพร่คลิปหมิ่นสถาบันแต่เพียงผู้เดียว พร้อมรับผลของการกระทำของตัวเอง อีกทั้งขอเตือนประชาชนให้เสพสื่อด้วย ความระมัดระวัง และขอให้เครือข่ายหรือผู้ที่กระทำผิดลักษณะเดียวกันมามอบตัวกับเจ้าหน้าที่

พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวว่า หลังจากนี้ทางตำรวจจะสอบสวนต่อเพื่อขยายผลว่ามีตัวผู้บงการอยู่เบื้อง-หลังหรือไม่ ในชั้นนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อว่านายหัสดินจัดทำคลิปเพียงคนเดียว จากนี้จะให้นายหัสดินทดลองทำคลิปต่อหน้าเจ้าหน้าที่ เพื่อยันยืนข้อเท็จจริงประกอบคำให้การ

ต้นตอแถลงการณ์ปลอมอยู่ภาคกลาง

พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวด้วยว่า สำหรับความคืบหน้าคดีปลอมแถลงการณ์สำนักพระราชวัง ขณะนี้ ตำรวจเร่งสืบหาบุคคลผู้ส่งต่อข้อความที่เหนือกว่านายกฤษณ์ บุดดีจีน ผู้ช่วยประธาน นปช.เพชรบูรณ์ ยังต้องใช้เวลาในการแกะรอยจากคอมพิวเตอร์กลับไปยังจุดเริ่มต้นที่มีการเผยแพร่ เบื้องต้นพบว่าจุดแรก ที่มีการเผยแพร่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ก่อนส่งต่อไปยังภาคใต้ เพียงแต่ยังไม่สามารถระบุสถานที่ได้ชัดเจน

ยังเกาะติดคดีระเบิดพารากอน

พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวอีกว่า ส่วนการติดตามตัวคนร้ายที่ก่อเหตุลอบวางระเบิดหน้าห้างสยามพารากอน เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเหตุระเบิดในพื้นที่กทม.ย้อนหลังทั้งหมด เพื่อหาความเชื่อมโยง กระทั่งไปตรวจสอบคดีระเบิดในท้องที่ สน.บางเขน เมื่อต้นปี 57 และพบผู้ต้องหาคดีระเบิดดังกล่าวเพิ่มอีก 1 ราย จึงได้ออกหมายจับเพิ่ม ไม่ใช่การออกหมายจับผู้ต้องหาคนที่ 3 คดีระเบิดห้างพารากอน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไป หากพบพยานหลักฐานระเบิดห้างพารากอนเชื่อมโยงถึงใครจะดำเนินการออกหมายจับทันที

ศาลฯรับฟ้อง “สมชาย” สลายม็อบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งประทับรับฟ้อง คดีหมายเลขดำ อม.2/2558 ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา 295 และ 302 จากกรณีเมื่อ วันที่ 7 ต.ค.2551 รัฐบาลนายสมชายมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ปิดล้อมทางเข้ารัฐสภา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 471 ราย โดยศาลมีคำสั่งนัดพิจารณาครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การจำเลยทั้งสี่ ในวันที่ 11 พ.ค.

“บิ๊กป้อม” ปัดสั่งทหาร-ตร.ค้นขบวนรถ “ยิ่งลักษณ์” ยังไม่ได้ข่าวจะขอลี้ภัย อุปทูตมะกันโต้ไม่เคยได้ยินเหมือนกัน ผบ.ทบ.แจงดูแลอดีตนายกฯเหมือนทุกคนจนท.ทำระดับที่เหมาะสมแล้ว ... 12 ก.พ. 2558 07:47 ไทยรัฐ