วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
คสช. แจง ผช.ทูตต่างประเทศ ชี้คดี 'ปู' ไม่ใช่ผลพวงการเมือง

คสช. แจง ผช.ทูตต่างประเทศ ชี้คดี 'ปู' ไม่ใช่ผลพวงการเมือง

  • Share:

คสช.แจง 8 ประเด็นผู้ช่วยทูตทหาร ย้ำ เดินตามโรดแม็ป ชี้คดี "ยิ่งลักษณ์" ไม่ใช่ผลพวงทางการเมือง ยันเป็นการถ่วงดุลตรวจสอบผู้บริหารที่เป็นสากล ปัดหารือประเด็นขอลี้ภัย ยันเชิญผู้เห็นต่างพูดคุย ไม่ได้กักขัง เผยการเคลื่อนไหวจุดความขัดแย้ง พร้อมใช้กฎอัยการศึก 2 ข้อ วอนอย่ามองเป็น "เผด็จการ"

วันที่ 11 ก.พ. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ท.ศุภกร สงวนชาติสรไกร รองเสนาธิการทหารทัพบก พร้อมด้วย พล.ท.ประณต แสงเทียน เจ้ากรมข่าวทหารบก เชิญผู้ช่วยทูตทหารประจำประเทศไทย 21 ประเทศ และตัวแทนด้านทหารจากสถานทูตอีก 4 ประเทศ เข้าชี้แจงรับฟังการสรุปสถานการณ์ และแผนงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

พล.ท.ศุภกร กล่าวว่า เป็นโอกาสดีที่ได้พบผู้ช่วยทูตทหาร เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจในประเด็นที่นานาชาติมีข้อสงสัย เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ทั้งนี้ ผู้ช่วยทูตต่างประเทศบางส่วนมองว่า การคงกฎอัยการศึกไม่น่าจะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ เพราะเป็นการรักษาความมั่นคงในประเทศ ส่วนข้อกังวลต่อสถานการณ์บ้านเมืองของไทย คือ คดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายหลังที่ถูกสภานิติบัญญัติถอดถอน และขณะนี้อัยการสูงสุดเตรียมฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

หลังจากนั้น พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวว่า พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มอบหมายให้กรมข่าวทหารบก เชิญผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ เข้ารับฟังการชี้แจงการดำเนินงานของ คสช. เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ตรงตามบริบทของการบริหารจัดการประเทศที่รัฐบาล และ คสช.กำลังขับเคลื่อน มีสาระสำคัญ 8 ประเด็นหลัก คือ

1. ได้ย้ำถึงเหตุผลความจำเป็นในการเข้าควบคุมอำนาจและการบริหารประเทศ และขอให้ผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ มั่นใจว่าการเข้าดำเนินการดังกล่าวของ คสช. มีเหตุผลและความจำเป็น ทั้งนี้ การยึดอำนาจของไทยมีความแตกต่างกับประเทศอื่นๆ จึงไม่ควรพิจารณาเพียงอาศัยมุมมองแบบดั้งเดิมในอดีตได้

2. รัฐบาล และ คสช.พยายามอย่างเต็มที่ที่จะดำเนินงานต่างๆ ตามโรดแม็ป หรือขั้นตอนการดำเนินการบริหารประเทศ ที่มุ่งไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่เต็มรูปแบบ

3. มีการสรุปผลงานของ คสช. และรัฐบาล ที่ได้ดำเนินการมาแล้วในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดความมั่นใจในความพยายามของ คสช.ในการแก้ปัญหาของประเทศและประชาชน

4. กรณีความห่วงใยของบางประเทศต่อสถานการณ์ในไทยในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะการดำเนินการด้านกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมา ว่าเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม และฝ่ายนิติบัญญัติ มีเริ่มต้นมาก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาดำเนินการในช่วงของ คสช. เป็นเหมือนมาตรการถ่วงดุลตรวจสอบผู้บริหารปกติ ที่มีอยู่ในทุกๆ องค์กร และเป็นสากล ยืนยันไม่ใช่ผลพวงในทางการเมือง โดยที่ผ่านมา คสช.เน้นทางบริหารแก้ปัญหาประเทศ ดูแลความสงบเรียบร้อย ไม่ก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรม

5. กรณีที่มีบางประเทศเรียกร้องให้ยุติการเรียกตัว และคุมขังกลุ่มการเมือง นักวิชาการ ผู้วิจารณ์ทางออนไลน์ โดย คสช.ได้ชี้แจงว่า ปัจจุบันไม่ได้ใช้วิธีคุมขัง หรือกักขังตามที่มีบางส่วนตั้งข้อห่วงใย ที่ผ่านมาพบว่า การแสดงความคิดเห็นนอกช่องทางที่กำหนดให้ส่วนใหญ่เป้าหมาย และเนื้อหาจุดประกายความขัดแย้ง ส่วนกลุ่มเป้าหมายก็ไม่มีความชัดเจนว่าเพื่อส่วนรวม หรือเพื่อกลุ่มพวกพ้องและส่วนบุคคล

"ยืนยัน คสช.เคารพและรับฟังการแสดงความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ โดยกำหนดให้มีช่องทางรับฟังความคิดเห็นไว้ให้มากมาย ส่วนการเชิญตัว หรือการขอเข้าไปพบปะ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในมุมมองภายใต้สถานการณ์ของประเทศ ที่ยังคงอ่อนไหวอยู่ ที่บางส่วนอาจยังไม่เป็นแนวทางเดียวกัน จุดมุ่งหมายหลัก คือ ไม่ต้องการให้ไปนำเสนอเรื่องใดๆ ที่บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง ในลักษณะการให้ข้อมูลเชิงชี้นำสังคมภายใต้มุมมองส่วนบุคคลจนนำไปสู่ความรู้สึกที่ขัดแย้งขึ้นของคนในสังคม นำไปสู่การแสดงออกเชิงต่อต้านที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย" พ.อ.วินธัย กล่าว

ทั้งนี้ คสช.ตระหนักดีว่าผู้เห็นต่างนั้นไม่ใช่ผู้ที่ทำความผิด จึงไม่จำเป็นที่จะต้องไปขัง หรือไปทำอะไรในฐานะผู้ที่ทำความผิด นอกจากบางส่วนเท่านั้น ที่พบว่าเป็นผู้ที่ทำความผิดกฎหมายบ้านเมืองจริงๆ แต่พยายามไปบิดเบือนให้สังคมภายนอก โดยเฉพาะในต่างประเทศมองว่า ถูกกระทำจากเรื่องของทางการเมือง ซึ่งที่จริงไม่ใช่ เพราะฉะนั้น ที่ผ่านมาสำหรับผู้เห็นต่างส่วนใหญ่ จึงเป็นการขอความร่วมมือ และทำความเข้าใจกันเท่านั้น และการดำเนินการทุกอย่างยังอยู่ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน

6. กรณีผู้กระทำผิดคดีอาญา ม.112 ถือเป็นฐานความผิดทางอาญาเดิม ไม่ใช่เฉพาะช่วง คสช. เป็นคดีที่ละเอียดอ่อน มีผลกระทบต่อจิตใจคนไทยจำนวนมาก จึงมีคนส่วนใหญ่ติดตามให้ความสำคัญ ยิ่งมีหลายคนรู้สึกว่าเรื่องลักษณะนี้เป็นเรื่องที่พวกเขาได้ถูกคนไม่ดีบางคนพยายามละเมิดสิทธิทางความรัก ความรู้สึก ทำลายอัตลักษณ์ ประเพณี วัฒนธรรม ปัจจุบันจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการแก้ปัญหานี้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน อย่างที่กล่าวอ้าง มีผู้ต้องหาส่วนใหญ่โดยเฉพาะที่หลบหนีอยู่ในต่างประเทศ พยายามบิดเบือนข่าวสารให้เป็นการถูกกลั่นแกล้งจากประเด็นทางการเมือง

7. กรณีความจำเป็นของการใช้กฎอัยการศึก เนื่องจากยังต้องให้ทหารร่วมเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัย และบังคับใช้กฎหมาย ร่วมกับตำรวจกับฝ่ายปกครอง เพราะสถานการณ์ยังคงละเอียดอ่อน แต่ยืนยันว่าการใช้ก็เท่าที่จำเป็น หลักๆ มีเพียง 2 เรื่องหลัก คือ ไม่ให้มีการชุมนุมในทางการเมือง และการอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงตัวผู้ต้องสงสัยกระทำความผิด หรือต้องสงสัยการกระทำที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย

พ.อ.วินธัย กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอนเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น ส่วนขั้นการสอบสวนเพื่อฟ้องร้องลงโทษเอาผิด ยังคงอาศัยแนวทางตามกฎหมายปกติ ซึ่งในขั้นนี้ยังคงต้องอาศัยหลักฐานเพื่อผูกมัดในทางคดี จึงจะสามารถดำเนินการเอาผิดตามขั้นตอนต่อไปได้ ไม่ต่างจากการดำเนินการในช่วงสถานการณ์ปกติทั่วไป ทั้งนี้ ในส่วนของผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ มองว่า การดำรงไว้ซึ่งกฎอัยการศึกของไทย เพื่อดูแลความเรียบร้อยไม่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

8. คสช.ไม่อยากให้ใช้คำว่าเผด็จการ เพราะที่ผ่านมา การดำเนินการทุกอย่างเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านช่องทางที่กำหนดให้อย่างกว้างขวาง ไม่ได้คิดเองทำเอง หรือไม่ฟังใครในรูปแบบของเผด็จการ อย่างที่บางคนพยายามบิดเบือน คสช.มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนมีความเท่าเทียมกัน การขับเคลื่อนประเทศเหมือนระบอบประชาธิปไตยทั่วไปที่เป็นสากลผ่าน 3 อำนาจ ได้แก่ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ

ส่วนอำนาจนิติบัญญัติ ยังคงใช้ระบบการลงมติเพื่อออกเสียงโหวตจากเสียงส่วนมากในสภา แต่ด้วยสภาวะที่ไม่ปกติ จึงมีข้อแตกต่างบ้าง เช่น กรณีที่มาของสมาชิกในสภาต่างๆ ทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามบัญญัติรัฐธรรมนูญชั่วคราว โดยจะมีการพิจารณาคัดเลือกจากผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม มีประสบการณ์เป็นที่ยอมรับ และบางส่วนก็มาจากภูมิลำเนาที่หลากหลายจากทั่วประเทศ อีกทั้งส่วนใหญ่มีขีดความสามารถเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปในสังคม ในส่วนอำนาจบริหารขณะนี้ มีรัฐบาลที่ยังคงบริหารในทุกเรื่อง โดยยึดโยงที่ประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ในลักษณะประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมรับฟังปัญหาโดยตรงจากประชาชน และไม่ได้เน้นบริหาร เพื่อประโยชน์ของพรรค หรือของพวกพ้อง หรือของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในส่วนอำนาจตุลาการก็ไม่ได้มีการไปก้าวล่วงกัน ยังคงปฏิบัติกันไปตามบทบาทอำนาจหน้าที่อย่างมีเอกภาพ

พ.อ.วินธัย กล่าวต่อว่า ทางผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศไม่ได้มีการสอบถามถึงคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ คสช.ได้ชี้แจงว่า กระบวนการยุติธรรมและฝ่ายนิติบัญญัติ มีมาก่อนหน้าที่จะมี คสช. เป็นเหมือนมาตรการถ่วงดุลตรวจสอบผู้บริหารปกติ ที่มีอยู่ในทุกๆ องค์กร และเป็นสากล ยืนยันไม่ใช่ผลพวงในทางการเมือง ส่วนกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขอลี้ภัยทางการเมืองนั้น ไม่ได้มีการพูดถึง.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้