วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หน้ากากชีวิต พ่อค้าริมถนน

ขึ้นชื่อเรื่องความเชื่อ บางสิ่งควรมีไว้ในบ้าน บางสิ่งห้ามนำเข้าบ้าน มีกันทุกชนชาติ

เป็นต้นว่า ความเชื่อสากลที่หลายชนชาติบอกต่อกันมานับร้อยปี มีสิ่งของ 8 อย่างนี้ในบ้านหลังใด รังแต่จะทำให้คนในบ้านเดือดเนื้อร้อนใจ

งู ไม่ว่าจะเป็นในรูปของสัตว์สตัฟฟ์ หรือภาพงู ไม่ควรนำเข้าไปใช้ประดับตกแต่งบ้าน เพราะเชื่อว่า เป็นสัญลักษณ์ของความอาฆาต ทำให้คนในบ้านหมกมุ่นอยู่กับอารมณ์โกรธ ดูแล้วไม่เจริญตา ยังเป็นเครื่องหมายของตัณหาราคะ ที่ทำให้คนในบ้านฝักใฝ่แต่เรื่องโลกีย์

แมว ไม่เกี่ยวกับแมวที่เป็นสัตว์เลี้ยงมีชีวิต แต่หมายถึง แมวไร้ชีวิตทุกรูปแบบ เช่น ภาพแมว ตุ๊กตาแมว หลายชนชาติเชื่อว่า มีไว้ในบ้าน จะถูกคนภายนอกหลอกลวง ฉกฉวยหาผลประโยชน์

หนู นัยที่แฝงไว้ซึ่งความอัปมงคล คือ ทำให้ถูกหักหลัง หรือเอาเปรียบ จระเข้ สัญลักษณ์ของความเจ้าเล่ห์ บ้านใดมีรูป หรือตุ๊กตาจระเข้ ว่ากันว่าจะนำมาซึ่งความอับโชค มีคนคิดปองร้าย

ม้าลาย นำไปตกแต่งบ้านเมื่อไร คนในบ้านจะมีแต่เรื่องแตกแยก นาฬิกาทราย ทำให้คนในบ้านต้องเหน็ดเหนื่อยกับภารกิจที่รีบเร่ง

หมี สัตว์น่ารักที่มีกันแทบทุกบ้าน โดยเฉพาะตุ๊กตาหมี แต่เชื่อกันว่า บ้านใดมีไว้ จะทำให้คนในบ้านพลาดท่าเสียที ไม่ทันคน

รูปศึกสงคราม ตีรันฟันแทง หรือเข่นฆ่ากันเลือดท่วมภาพ ไม่ต้องขยายความ คงพอนึกภาพออก

นอกจากความเชื่อทั้ง 8 สิ่งอวมงคล ที่หลายชนชาติไม่กล้านำเข้าบ้าน ยังมีอีกสิ่งที่เชื่อกันแบบก้ำกึ่ง บางชนชาติเชื่อว่า มีไว้ในบ้านก็ดี แต่บางชนชาติเชื่อว่า ความอัปรีย์จัญไรจะมาเยือน สิ่งนั้นก็คือ “หน้ากาก”

หน้ากาก หรืออุปกรณ์ที่ใช้อำพรางใบหน้าทั้งหมด หรือเพียงบางส่วน เป็นของที่มีมาแต่โบราณนับพันปี แต่ละชนชาติมีความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งนี้ต่างกัน

ชาวบาหลี อินโดนีเซีย เรียกหน้ากากว่า “บารองคะ” แม้อาจดูน่ากลัวสำหรับบางคน แต่พวกเขาก็ยังนิยมนำเข้าไว้ในบ้าน เพราะเชื่อว่า จะช่วยดูแล ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายต่างๆให้ไกลห่าง

คนญี่ปุ่น มีความเชื่อเรื่องหน้ากากปิศาจสีแดง หน้าตาน่ากลัว นิยมนำไปติดไว้ตามประตูหน้าบ้าน ผนังบ้าน หรือตามห้องประชุมใหญ่ ด้วยเหตุผลหลายจุดประสงค์

เช่น เพื่อใช้ข่มขู่หรือขับไล่สิ่งชั่วร้าย ทำนองเดียวกับชาวบาหลี ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ใช้ในพิธีกรรมตามความเชื่อท้องถิ่น เช่น ใช้เมื่อยามที่รักษาคนป่วย และใช้เป็นสื่อในการละเล่น เพื่อความบันเทิง แบบหน้ากากผีตาโขนของไทย

มาถึงคนไทยบ้าง โดยทั่วไปถ้าเป็นหน้ากากที่แลดูน่ารัก เก๋ไก๋ มีสีสันสดใส สบายตา แลดูไม่น่ากลัว หลายคนอนุโลมให้นำเข้าบ้านได้ แต่ถ้าเป็นหน้ากากที่มีรูปลักษณ์สยดสยอง กลายเป็นสิ่งต้องห้ามทันที

ว่าไปแล้ว เรื่องของความเชื่อ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนของแต่ละสังคม สรุปแล้วการเชื่อบนพื้นฐานที่เหมาะสม ทำให้ผู้เชื่อสบายใจ

ใครจะเชื่ออย่างไรก็ว่ากันไป แต่สำหรับ “นุ” หรือ จักรพงษ์ หาญดำรง พ่อค้าหน้ากากวัย 44 ปี ที่ริมถนนสายเอเชีย ช่วงอำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา เขายืนกราน

“ขืนมัวแต่เชื่อหรือถือสา ทั้งผม เมีย กับลูกอีกคนที่บ้าน 3 ปาก 3 ท้อง มีหวังอดตาย”

เช่นเดียวกับ ชัยณรงค์ ทองเชื้อ โชเฟอร์รถพ่วง 18 ล้อ ที่แวะซื้อหน้ากากรูปหัวคนป่า ไปฝากลูกชายวัย 10 ขวบของเขา

สมคิด ใจไหม พนักงานบริษัทผลิตฮาร์ดดิสก์แห่งหนึ่ง ที่หักหัวรถเข้าข้างทาง แวะซื้อหน้ากากจาก “นุ” ไปฝากเพื่อนร่วมงานที่บริษัท เพื่อแต่งเติมสีสันให้กับงานเลี้ยงแฟนซี ที่บริษัทจะจัดในตอนค่ำ

รวมทั้ง สมัย พูลสวัสดิ์ คนขับรถส่งปุ๋ย คุณพ่อลูกหนึ่ง ที่ตั้งใจซื้อหน้ากากไปเล่นกับลูกชายวัย 3 ขวบที่บ้าน

ลูกค้าทั้ง 3 ราย พูดทำนองเดียวกัน ไม่คิดอะไรมาก แค่ซื้อไปแต่งแต้มสีสัน เพิ่มความสนุกสนานกับเพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัว

ย้อนกลับมาที่ นุ หรือจักรพงษ์ ก่อนที่เขาจะหันมายึดอาชีพพ่อค้าขายหน้ากาก นุเล่าว่า เขาเคยขายของกิน จำพวกลูกอม บ๊วยเค็ม ถั่วทอด และปลาหมึกย่างมาก่อน

“ผมทำส่งขายให้ร้านขายของชำมา 20 ปี ทั้งลูกอม บ๊วย ปลาหมึก ถั่วลิสง ไปรับมาจากตลาดมหานาค กับท่าเตียน เพิ่งจะเลิกทำอาชีพนี้ไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เพราะของแต่ละอย่างต้นทุนแพงขึ้นจนสู้ไม่ไหว”

นุยกตัวอย่าง เมื่อ 18 ปีก่อน ลูกอมถุงใหญ่ มีต้นทุนแค่ 16 บาท เขานำมาแบ่งใส่ถุงเล็กขาย พอมีกำไร เทียบกับเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ถุงเท่ากันแต่ต้นทุนแพงขึ้นเป็นถุงละ 45-55 บาท

ปลาหมึกตากแห้ง เมื่อหลายปีก่อน เขาว่า ต้นทุนแค่ กก.ละ 25 บาท สองปีที่แล้วขึ้นมาเป็น กก.ละ 80-90 บาท บ๊วยเค็ม เมื่อ 18 ปีก่อน กก.ละ 160 บาท วันนี้ กก.ละ 420 บาท เป็นต้น

“พอเราเห็นว่า ยิ่งขาย ยิ่งเข้าเนื้อ เลยเลิก พอดีมีเพื่อนมาชวนให้ไปลองขายหน้ากาก ทำจากยางพารา พ่นย้อมสี มีขน หนวด เครา ทำจากเส้นใยไนลอน ดูสวยงามและสมจริง เลยลองดู”

นุเล่าว่า เขาไปรับสินค้ามาจากครอบครัวหนึ่งแถว อ.หลังสวน จ.ชุมพร

“คนทำเขาหวงวิชามาก ปิดบ้านทำ ไม่ยอมให้เข้าไปดูวิธีผลิต เราแค่ไปรับซื้อจากหน้าร้าน ขนใส่ท้ายรถ ไปรับมาครั้งละ 200-300 ชิ้น 10-15 วันไปรับมาที ต้นทุนมีหลายราคา ตั้งแต่ชิ้นละ 60-90 บาท

หักค่าน้ำมันรถแล้ว บวกกำไรเล็กน้อย ชิ้นเล็กผมขายอยู่อันละ 100 บาท ชิ้นใหญ่มีรายละเอียดเยอะ ขาย 150 บาท”

นุบอกว่า สินค้าขายดีประจำท้ายรถปิกอัพของเขา มีทั้ง หน้ากากคิงคอง หมาป่า โบโซ่จมูกแดง หน้ากากวี โจรสลัด ปิศาจ ผีแลบลิ้น ไอ้โหน่ง ไอ้เท่ง รวมทั้งหน้ากากแนวล้อเลียนนักการเมืองดัง อย่างเช่น ฮิตเลอร์ โอบามา ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ และ อภิสิทธิ์ เป็นต้น

เขาว่าสินค้าของเขาทนแดด ทนลมได้ ไม่สะทกสะท้าน ยกเว้นส่วนที่เป็นผม หนวดหรือเครา โดนฝน หรือเปียกน้ำ จะเปลี่ยนสภาพไปเล็กน้อย แต่เมื่อนำมาผึ่งลมให้แห้ง จะกลับมาเข้าที่ดังเดิม

แต่สิ่งที่ไม่ทานทนเหมือนสินค้า กลับเป็น ตัวเขา ต่างหาก

“อาชีพนี้จะว่าง่ายก็ง่าย แค่หาที่เหมาะๆจอดรถข้างทาง แต่ยากตรงที่ ต้องทนตากแดด ตากลม และดมฝุ่นข้างถนนทั้งวัน 8 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น ไปไหนไม่ได้ ต้องห่อข้าวไปกินในรถ 3 มื้อ ปวดฉี่ก็อาศัยพงหญ้าตรงนั้น เจอฝุ่นหนักเข้าไอจนเสียงแหบ บางวันขายได้เงินกลับบ้านแค่ 400 บาท ผมยังไม่รู้เลยว่าจะสู้ฝุ่น สู้แดดไปได้อีกกี่นาน”

นุบอกว่า หลังหักค่าใช้จ่าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าน้ำมันรถ เฉลี่ยแล้วเดือนหนึ่งเขามีกำไรจากการขายหน้ากากราว 10,000-12,000 บาท ไม่ถึงกับทำให้ร่ำรวย แค่พอเลี้ยงตัวเองกับลูกเมีย

“ที่เขาพูดกัน เดี๋ยวนี้คนเราชอบสวมหน้ากากเข้าหา ผมว่ามีส่วนนะ ผมขายหน้ากาก ก็แค่อยากให้คนที่ซื้อไปเล่นมีความสุขกับมัน ถึงผมจะเป็นแค่คนขายหน้ากากข้างถนน แต่ผมก็ภูมิใจ เพราะทั้งชีวิตผมไม่เคยคิดขายจิตวิญญาณ” พ่อค้าหน้ากากเร่ ทิ้งประโยคสุดท้ายไว้ได้ใจ.

11 ก.พ. 2558 09:33 11 ก.พ. 2558 09:39 ไทยรัฐ