วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขัดรธน. ทนายยิ่งลักษณ์ โต้คสช.

เบรกไปฮ่องกง อสส.ยังไม่ฟอง อุปทูตเมินสนช.

“บิ๊กตู่” ออกลีลางดจ้อ คสช.ติดเบรก “ยิ่งลักษณ์” ขอไปฮ่องกง โฆษก คสช.แจงต้องคิดรอบคอบ เกรงกระทบกระบวนการทางคดี ดูเจตนาและข้อกฎหมายประกอบกัน ทนาย “ปู” โวยขัด หลักการรัฐธรรมนูญให้คุ้มครองสิทธิฯจำเลย เปิดข้อ ก.ม.ยันไปนอกได้เพราะคดียังไม่ขึ้นสู่ศาล “มาร์ค” เดาทาง คสช.คงกลัวซ้ำรอย “แม้ว” “นิพิฏฐ์” มโน “ปู” ไม่เดินตามรอยพี่ชาย แต่เลือกช่องลี้ภัยการเมือง ปล่อย “เรืองไกร” กลับบ้านแล้วยังเก็บตัวเงียบ อุปทูตมะกันเมิน สนช.เชิญแจงแทรกแซงไทย “วิชา” มั่นใจศาลฎีกาฯรับฟ้องคดี “สมชาย” สั่งสลายชุมนุมปี 51 จี้คลังเร่งเคลียร์เจ๊งจำนำข้าว “วรชัย” ตอกกลับจ้องทำแต่คดีเพื่อไทย ทีคดีอีกฝ่ายกลับเงียบฉี่ “รสนา” ค้านควบรวม กสม.-ผู้ตรวจฯ “วิษณุ” ลั่นถ้าไม่เปลี่ยนจะปฏิรูปไปเพื่ออะไร

จากกระแสข่าวคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่อนุญาตให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปฮ่องกง ล่าสุด พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. ยอมรับว่า คสช.ต้องพิจารณาอย่าง รอบคอบ ไม่ให้กระทบกับกระบวนการทางคดี

“บิ๊กตู่” ลีลาติดเบรก “ยิ่งลักษณ์”

เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 8 ก.พ. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วยนางนราพร จันทร์โอชา ภริยานายกฯ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม และนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ออกเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 8-10 ก.พ. โดย พล.อ.ประยุทธ์ตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวก่อนออกเดินทางถึงกระแสข่าวที่ คสช.ไม่อนุญาตให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปฮ่องกง ตามที่ยื่นหนังสือขออนุญาตไว้ 1 สัปดาห์ คือตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ. ว่า “ให้ไปอ่านหนังสือพิมพ์ดูนะ หนังสือพิมพ์เขาเขียนว่าอย่างไร”

ทัวร์ญี่ปุ่นลองนั่งชินคันเซน

ต่อมาเวลาประมาณ 16.00 น. พล.อ.ประยุทธ์และคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติฮาเนดะ ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลญี่ปุ่นคอยให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น สำหรับกำหนดการของ พล.อ.ประยุทธ์ วันที่ 9 ก.พ. จะเข้า เฝ้าฯมกุฎราชกุมารนารุฮิโตะแห่งญี่ปุ่น รวมถึงหารือทวิภาคีกับนายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามเอกสาร 2 ฉบับ ได้แก่ บันทึกแสดงเจตจำนง (Memorandum of Intent : MOI) เกี่ยวกับความร่วมมือในการ พัฒนาระบบราง และการยกระดับกลไกคณะทำงานระบบรางไทย-ญี่ปุ่น และบันทึกความร่วมมือ (Memorandum of Cooperation : MOC) เกี่ยวกับความร่วมมือในการส่งเสริมธุรกิจไทยในญี่ปุ่น-ญี่ปุ่นในไทย และความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างกันในประเทศที่สาม รวมทั้งพบปะหารือนักธุรกิจชั้นนำของญี่ปุ่นด้วย ส่วนวันที่ 10 จะเยี่ยมชมและทดลองนั่งรถไฟฟ้าความเร็วสูงชินคันเซน ก่อนเดินทางกลับถึงท่าอากาศยานทหาร 2 บน.6 เวลาประมาณ 20.30 น. วันที่ 10 ก.พ.

“วินธัย” แจงเกรงกระทบรูปคดี

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. และโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า การขออนุญาตเดินทางไปต่างประเทศของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขั้นตอนการพิจารณาอาจต้องใช้เวลามากขึ้นไม่เหมือนช่วงที่ผ่านมา เพราะต้องนำองค์ประกอบและเหตุผลทั้งทางเจตนาและทางกฎหมายมาพิจารณาด้วย โดยเฉพาะขณะนี้กำลังเริ่มเข้าสู่กระบวนการทางคดีฯ จึงอาจต้องประสานขอแนวทางที่เหมาะสมให้สอดคล้องกับข้อปฏิบัติทางกฎหมายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ คสช.ต้องใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดความสะดวกกับผู้ขออนุญาต และไม่ให้กระทบกับกระบวนการทางคดี สำหรับการเดินทางไปต่างประเทศหลายบุคคลที่มีเงื่อนไข ให้แจ้งบอกกล่าวมาทางคสช.ก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการความเป็นส่วนตัวไม่ประสงค์ให้ถูกรบกวน จึงเป็นไปได้ที่แม้จะได้รับอนุญาตแต่อาจไม่เป็นที่รับทราบของสังคม

อัยการร่างคำฟ้อง “ปู” เสร็จแล้ว

นายวันชัย รุจนวงศ์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า คณะทำงานอัยการได้ร่างคำฟ้อง น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีโครงการรับจำนำข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงจัดเตรียมเอกสารหลักฐานประกอบการยื่นฟ้องที่มีจำนวนมาก อาจต้องเสนอร่างคำฟ้องให้นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด พิจารณาอีกครั้งก่อนนำยื่นฟ้อง ที่จะครบกำหนดวันที่ 21 ก.พ. เมื่อถามว่า มีกระแสข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเดินทางไปต่างประเทศในช่วงที่อัยการเตรียมยื่นฟ้อง นายวันชัยตอบว่า ต้องสอบถาม คสช.ว่าจะอนุญาตหรือไม่ อัยการไม่มีอำนาจห้ามเดินทาง เว้นแต่จะมีการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาฯแล้ว จึงเป็นอำนาจของศาลฯจะพิจารณา หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ไปต่างประเทศอัยการต้องนำตัวไปยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาฯด้วย

ทนายโวยละเมิดคุ้มครองสิทธิฯ

นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความส่วนตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่า ข้ออ้างของ คสช.ที่ไม่อนุญาตให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางออกนอกประเทศ เพราะอัยการสูงสุด (อสส.) มีความเห็นสั่งฟ้องในคดีโครงการจำนำข้าวนั้น ความจริงหากอดีตนายกฯประสงค์จะเดินทางออกนอกประเทศช่วงนี้ ไม่ได้ติดขัดข้อกฎหมายอะไร แม้ อสส.จะมีความเห็นสั่งฟ้อง แต่ยังเป็นเพียงความเห็น ยังไม่ได้ยื่นฟ้องต่อศาล ในคดีอาญามีหลักอยู่ว่า “ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลย ไม่มีความผิด จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด” ซึ่งรัฐธรรมนูญทุกฉบับรับรองคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ แม้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 ก็ได้ รับรองไว้ในมาตรา 4 ดังนั้น เมื่อยังไม่กำหนดนัดพิจารณาครั้งแรก เหตุผลดังกล่าวน่าจะขัดต่อหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลย ที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองไว้ตลอดมา

เปิดข้อ ก.ม.ยัน “ปู” มีสิทธิไปนอก

นายนรวิทชญ์กล่าวต่อว่า ขั้นตอนการยื่นฟ้องคดีอาญาของ อสส.ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีขั้นตอนแตกต่างจากการที่อัยการยื่นฟ้องในคดีอาญาทั่วไป ตั้งแต่ในชั้นการยื่นฟ้องต่อศาลฯ และการพิจารณาว่าจะมีคำสั่งประทับรับฟ้องไว้หรือไม่ ในวันยื่นฟ้องคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กฎหมายกำหนดเพียงให้สำนักงาน อสส.ที่เป็นโจทก์ ส่งสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อศาล พร้อมคำฟ้องเพื่อประกอบการพิจารณา และรวมไว้ในสำนวนเท่านั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดให้นำตัวผู้ถูกกล่าวหามาศาลด้วย และยังมีขั้นตอนของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาที่ต้องเลือกผู้พิพากษาในศาลฎีกาเป็นองค์คณะผู้พิจารณาพิพากษาอีกขั้น และเมื่อศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องแล้วจึงจะส่งสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย และนัดคู่ความมาศาลในวันพิจารณาครั้งแรก วันนั้นจำเลยจำเป็นต้องไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลฯ

“มาร์ค” เดาอาจกลัวซ้ำรอย “แม้ว”

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับ คสช.จะกำหนดแนวทางโดยพิจารณาถึงความจำเป็น และความมั่นใจว่าจะไม่มีการหลบหนี เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้เพราะศาลอนุมัติ แต่ครั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังไม่ได้ขึ้นศาล จึงเป็นอำนาจของ คสช. เช่นเดียวกับตน และหลายคนหากจะเดินทางไปต่างประเทศก็ต้องขออนุญาต คสช.

วอน คสช.อย่าปิดกั้นคนเห็นต่าง

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ คสช.สั่งห้ามและคุมเข้มขบวนพาเหรดล้อการเมือง งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ อยากให้เจ้าหน้าที่และ คสช.พิจารณาผ่อนคลาย ให้แสดงความคิดเห็นที่ปฏิบัติมาเป็นประเพณีในลักษณะที่ไม่ได้ไปสร้างปัญหาหรือไปปลุกปั่นปลุกระดม แต่เป็นการแสดงออกของสังคม เพราะถึงอย่างไรบ้านเมืองก็ต้องกลับเข้าสู่การใช้สิทธิเสรีภาพ แต่ก็เข้าใจในกรณีที่ให้ทำอะไร แล้วแต่กลับไปทำอะไรที่แอบแฝงหรือปลุกปั่นทำให้เกิดความวุ่นวาย ตนไม่อยากให้มีการปิดกั้นมากเกินไป เพราะการแสดงออกวิจารณ์อย่างสุจริตใจ เป็นการ สะท้อนมุมมองของประชาชนที่เป็นประโยชน์กับคสช.และรัฐบาลเองว่าประชาชนคิดอย่างไร

“นิพิฏฐ์” ยกคดี “ทักษิณ” ขึ้นเทียบ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตามหลักการดำเนินคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แตกต่างจากคดีอาญาทั่วไป คือคดีอาญาทั่วไปหากจำเลยหลบหนีไประหว่างการพิจารณา ศาลจะพิจารณาต่อไปไม่ได้ ต้องจำหน่ายคดีออกไปชั่วคราวและออกหมายจับจำเลย แต่คดีนักการเมือง ความสำคัญอยู่ที่จำเป็นต้องได้ตัวจำเลยมาปรากฏตัวต่อหน้าศาลฎีกาฯในวันพิจารณาวันแรก หลังจากนั้นหากจำเลยหนีไป ศาลฯมีอำนาจพิจารณาลับหลังจำเลยได้ มีตัวอย่างคือคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ศาลฎีกาฯพิจารณาไปได้เพียงคดีเดียว คือ คดีซื้อที่ดินย่านรัชดาฯ ส่วนคดีอื่นแม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีพยานและหลักฐานพร้อมส่งฟ้อง แต่ไม่สามารถเปิดคดีได้ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้มาปรากฏตัวต่อหน้าศาลฯ

มโน “ปู” ทำเรื่องขอลี้ภัยการเมือง

นายนิพิฏฐ์กล่าวอีกว่า กรณีนี้ คสช.คงต้องการให้คดีเข้าสู่การพิจารณาตามที่ประชาชนและสังคมคาดหวัง คาดว่าเมื่อ อสส.ฟ้องต่อศาลฎีกาฯแล้ว จากนั้นหาก น.ส.ยิ่งลักษณ์จะขออนุญาตเดินทางออกนอกประเทศอีกครั้ง ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับการอนุมัติ เมื่อถามว่าหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจใช้วิธีการเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ นายนิพิฏฐ์ตอบว่า ส่วนตัวเชื่อว่าจากบทเรียนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เลือกการหลบหนีคดี และไม่เป็นผลดีตลอดมานั้น น่าจะทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เลือกแนวทางลักษณะนี้ แต่น่าจะเลือกการทำเรื่องขอลี้ภัยทางการเมือง มากกว่าที่จะเดินทางออกนอกประเทศและไม่กลับมา เนื่องจากการขอลี้ภัยทางการเมืองจะส่งผลให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์มีเครดิตมากกว่า ได้ทั้งสิทธิและความชอบธรรมที่จะสามารถนำไปใช้ในการขยายผลทางการเมืองต่อไป

อดีต พท.ชี้นายกฯไม่ได้บีบคั้น

พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ได้มองว่าเป็นการจำกัดสิทธิเกินไป ก่อนหน้านี้ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังไม่เป็นผู้ต้องหาคดีอาญา คสช.ก็อนุญาตให้เดินทางไปต่างประเทศได้ตามปกติ แต่วันนี้เมื่อเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาคงอนุญาตลำบาก เพราะตัวอย่างในอดีตก็มีให้เห็นเคยมีผู้ต้องหาหลบหนีไปต่างประเทศแล้วไม่ยอมกลับมาต่อสู้คดี ส่วนตัวไม่ได้มองแง่ร้ายว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นเสือที่กำลังจะขอหนีเข้าป่า แต่ถ้าครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์อนุญาต น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกนอกประเทศได้ แล้วเกิดสิ่งผิดพลาดขึ้นมาก็คงตอบคำถามไม่ได้ จึงไม่คิดว่า คสช.กำลังบีบคั้นอดีตนายกฯมากเกินไป จนกระทบภาพความปรองดองที่ สปช.กำลังทำงานอยู่ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจตามหลักสากล ไม่ใช้อารมณ์ ซึ่งประชาชนคงเข้าใจ

“เรืองไกร” กลับบ้านเก็บตัวเงียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารกองกำลังรักษาความสงบ (กกล.รส.) บุกคุมตัวถึงบ้านพักนำไปปรับทัศนคติในมณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) ตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ. จากสาเหตุยื่นเรื่องร้องเรียนต่ออุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กรณี สนช.ลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้ คสช.ไม่พอใจเป็นอย่างมาก ล่าสุดมีการปล่อยตัวนายเรืองไกรกลับบ้านพักแล้ว ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยมีนายทหารเป็นผู้มาส่งถึงที่บ้านพัก อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวพยายามโทรศัพท์ติดต่อ แต่ไม่สามารถติดต่อนายเรืองไกรได้เนื่องจากปิดเครื่อง

อุปทูตมะกันเมินแจงแทรกแซงไทย

นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ โฆษกคณะกรรมาธิการต่างประเทศ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณี กมธ.ต่างประเทศ ทำหนังสือเชิญนายแพทริค เมอร์ฟีย์ อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าชี้แจงกรณีนายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความเห็นทางการเมืองที่กระทบกับประเทศไทยว่า สถานทูตสหรัฐอเมริกาแจ้งผ่านกระทรวงการต่างประเทศว่า อุปทูตสหรัฐฯไม่สะดวกที่จะเดินทางมาชี้แจงต่อ สนช. ในวันที่ 11 ก.พ. เนื่องจากติดขัดระเบียบปฏิบัติที่จะให้อุปทูตมาปรากฏตัว ซึ่ง กมธ.ต่างประเทศรับทราบและเข้าใจดี คงไม่ส่งหนังสือเชิญซ้ำ เพราะเป็นการเชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นพูดคุยกันเท่านั้น เป็นการปฏิบัติตามปกติ ถ้าไม่มาเราก็เข้าใจ คงรอไว้เป็นโอกาสหน้าที่จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

“วิชา” มั่นใจศาลฯรับฟ้อง “สมชาย”

อีกเรื่อง นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเตรียมนัดฟังคำสั่งคดีที่ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปี 51 ในวันที่ 24 ก.พ. ว่า เมื่ออัยการสูงสุดไม่สั่งฟ้องให้ ป.ป.ช.ก็ต้องดำเนินการฟ้องร้องเอง โดยให้สภาทนายความดำเนินการยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาฯ ขึ้นอยู่กับศาลฎีกาฯว่าจะพิจารณารับฟ้องหรือไม่ ยืนยันว่ากระบวนการที่ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนมามีความครบถ้วนสมบูรณ์ มีข้อสรุปของ กสม. ของรัฐสภา จากผู้เชี่ยวชาญและของศาลปกครองประกอบกันหลายส่วน ทำให้ ป.ป.ช.มั่นใจ และไม่ได้ฟ้องนายสมชายเพียงคนเดียว ยังมีบุคคลอื่นร่วมด้วย อาทิ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ ครม.ขณะนั้น หากศาลฎีกาฯรับฟ้อง ป.ป.ช.ก็เตรียมสำนวนเพื่อใช้ในการต่อสู้คดีต่อไป

ขอ ปชช.อยู่เคียงข้าง ป.ป.ช.

นายวิชายังกล่าวถึงการแก้ปัญหาการทุจริตว่า ประชาชนต้องตื่นตัวร่วมมือกับ ป.ป.ช. ทำงานเป็นเครือข่าย โดยเฉพาะการแจ้งเบาะแส เพื่อให้เห็นว่าประชาชนเป็นเกราะกำบังให้ ป.ป.ช. แม้กรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันจะพ้นตำแหน่งไป ประชาชนควรสนับสนุนการทำงานของ ป.ป.ช.ต่อไป ยอมรับว่าขณะนี้ยังมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน เช่น เรื่องงบประมาณแผ่นดิน การจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งต้องเป็นข้อมูลเปิดเผยทั้งหมด ไม่ใช่ข้อมูลลับ ข้อมูลเหล่านี้ต้องนำเสนอผ่านเว็บไซต์ให้ประชาชนตรวจสอบและเข้าถึงได้หมด เช่น การซ่อม ขยายถนน เพราะเป็นเรื่องที่โกงง่ายที่สุด มีงบประมาณจำนวนมาก หากรวมทั้งหมดมูลค่าเป็นแสนๆล้านบาท

จี้คลังเร่งเก็บค่าเสียหายเจ๊งข้าว

นายวิชากล่าวอีกว่า ภายในสัปดาห์นี้จะส่งหนังสือถึงกระทรวงการคลัง ขอให้ติดตามความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าว ซึ่ง ป.ป.ช.คงไม่ได้ระบุตัวเลขความเสียหายเพราะคิดว่ากระทรวงการคลังมีความรู้ความชำนาญอยู่แล้ว แต่พื้นฐานเบื้องต้นจะต้องไม่ต่ำกว่ามูลค่าที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวสรุปเอาไว้ก่อนหน้านี้ ตนไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายกับเรื่องนี้ แต่คิดว่าต้องตื่นตัวกันแล้ว เป็นเรื่องจิตสำนึกสาธารณะเพื่อเอาเงินของประเทศกลับคืนมา คิดว่านายสมหมาย ภาษี รมว.
คลัง เป็นที่น่าเชื่อถือศรัทธาอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายด้วยตัวเอง เพราะกฎหมายให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลังดำเนินการ ป.ป.ช.มีหน้าที่แค่ติดตามตรวจสอบเท่านั้น แต่หากในอนาคตจะให้อำนาจ ป.ป.ช.ในเรื่องนี้ ก็มีความพร้อมและไม่คิดว่าเป็นปัญหาแต่อย่างใด

“วรชัย” ซัดจ้องทำแต่คดีเพื่อไทย

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เห็นความพยายามของ ป.ป.ช.ที่สั่งฟ้องทั้งคดีจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ มาจนถึงคดีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แล้ว ไม่น่าแปลกใจหากสังคมจะเห็นตรงกันถึงเจตนารมณ์ของ ป.ป.ช. ที่จ้องเล่นงานคนในตระกูลชินวัตร จ้องทำลายฝ่ายประชาธิปไตยชัดเจนขึ้นทุกที อยากถาม ป.ป.ช.ว่าคดีสั่งสลายการชุมนุมปี 53 สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ จนมีผู้เสียชีวิต 90 กว่าศพนั้นทำคดีไปถึงไหนแล้ว ป.ป.ช.ควรออกมาพูดให้สังคมได้รับรู้รับทราบความคืบหน้าบ้าง ไม่ใช่มัวแต่เอาเวลาไปขุดคุ้ย และทำแต่คดีของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเพียงฝ่ายเดียว

ตอกกลับทีคดีของอีกฝ่ายเงียบฉี่

นายวรชัยกล่าวต่อว่า คดีนายสมชายเป็นเรื่องของอุบัติเหตุจนมีคนตาย ไม่ใช่มาจากการสั่งฆ่าประชาชนเหมือนอีกรัฐบาลที่ถือเป็นคดีสะเทือนขวัญคนไทย ขณะที่นานาชาติก็จับตามองเรื่องนี้อยู่ ดังนั้น ป.ป.ช.ควรเร่งรีบดำเนินการด้วย อย่าเร่งรัดแต่คดีของฝั่งพรรคเพื่อไทย จะได้ไม่เป็นการตอกย้ำว่า ป.ป.ช.สองมาตรฐาน นอกจากนี้ขอฝาก ป.ป.ช.เร่งพิจารณาทั้งคดีประกันราคาข้าว คดีทุจริตจัดซื้อครุภัณฑ์อาชีวะ หรือแม้แต่คดีทุจริตโครงการก่อสร้างโรงพักทดแทน ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายสูงมากเช่นกัน

“วิษณุ” แจงยังแก้เนื้อหา รธน.ได้

วันเดียวกัน นายวิษณุ เครืองาม รองนายก-รัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นหนังสือคัดค้านเนื้อหาการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นการลดอำนาจ กกต.ว่า ยังอยู่ในช่วงการยกร่างฯ เนื้อหาแต่ละมาตรายังไม่เป็นทางการ ดังนั้นยังปรับแก้ตลอดได้ แต่เมื่อครบ 120 วัน คือเดือน เม.ย. ต้องได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) คสช. และ สปช. นอกจากนี้ สนช.แจ้งความประสงค์ว่าอยากให้ส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ให้ด้วย ซึ่ง กมธ.ยกร่างฯไม่ขัดข้อง เมื่อถึงตอนนั้นความคิดเห็นจะหลั่งไหลออกมาอย่างเป็นทางการ กมธ.ยกร่างฯจึงจะรับไปแก้ไขเนื้อหาต่อไป

ถ้าไม่เปลี่ยนจะปฏิรูปเพื่ออะไร

เมื่อถามว่า กมธ.ยกร่างฯต้องเชิญองค์กรอิสระไปหารือหรือไม่ เพราะที่ผ่านมามีความคิดเห็นขัดแย้งกัน นายวิษณุตอบว่า ไม่เรียกว่าความขัดแย้ง เวลาจะร่างฯหรือปฏิรูปอะไรใหม่ ต้องมีความแตกต่างไปจากของเดิมเป็นธรรมดา กกต. ป.ป.ช. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) หรือรัฐบาลเองได้รับผลกระทบหมด โดนทั้งนั้น แต่ใครมีปัญหาอย่างไรให้แสดงความเห็นออกมา หากเห็นว่า กมธ.ยกร่างฯทำไม่ถูกต้องบอกเขาไป ตอนตนทำงานเรื่องปฏิรูปไม่เคยคิดว่าไปเปิดศึกกับใคร พูดกันด้วยเหตุผล เพราะสุดท้ายหากไม่เปลี่ยนอะไรเลยหรือยอมตาม ก็ไม่รู้ว่าจะปฏิรูปไปทำไม การเปลี่ยนทำให้คนที่เคยชินไม่พอใจ ขณะที่คนทำปฏิรูปก็ต้องคิด ต้องให้คนที่ได้รับผลกระทบมาชี้แจงเหตุผลและชั่งน้ำหนักกัน

หวั่นควบรวมทำ ปชช.เสียสิทธิ

น.ส.รสนา โตสิตระกูล สมาชิก สปช. กล่าวถึงแนวคิดการควบรวม กสม.กับผู้ตรวจการแผ่นดินว่า 2 องค์กรนี้ทำงานแตกต่างกัน มีวัฒนธรรมต่างกัน จึงไม่แน่ใจว่าหากรวม 2 องค์กรนี้เข้าด้วยกันจะเป็นการลดทอนส่วนของ กสม. ที่มีหน้าที่ตรวจสอบการละเมิดสิทธิของหน่วยงานรัฐที่มีต่อประชาชนลงหรือไม่ จึงคิดว่าน่าจะมีการทบทวน และควรรับฟังความเห็นจากคนที่ทำงาน มาเป็นแนวทางตัดสินใจอีกครั้ง ตนเห็นใจ กมธ.ยกร่างฯที่ต้องรีบทำงาน จึงทำให้การออกแบบองค์กรเหล่านี้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายภารกิจในความเป็นองค์กรนั้น ทำให้ได้องค์กรที่เป็นกึ่งๆกลางๆ อาจไปดูแบบต่างประเทศที่นำ 2 องค์กรนี้มารวมกัน แต่เราต้องดูว่าสภาพของแต่ละประเทศต่างกัน ไทยเรายังมีกฎหมายจำนวนมากที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน

ขอกระบวนการคัดกรองคนเป็น กสม.

น.ส.รสนากล่าวต่อว่า เหมือนสมัยก่อนที่พยายามรวมทีวีกับโทรคมนาคม มาเป็น กสทช.ลองดูว่าทำงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องกระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็น กสม. ไม่ได้ดูคนที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมมาทำงาน มีเพียงบางคนที่เข้ามาแล้วสามารถทำงานได้แข็งขัน จึงอยากให้ กมธ.ยกร่างฯออกแบบกระบวนการคัดเลือกคนที่จะเข้ามาทำงาน ให้ได้คนที่เหมาะสมจะเพิ่มประสิทธิภาพได้มากกว่า

เร่ง กมธ.ปฏิรูป 18 ด้านส่งการบ้าน

นายไพบูลย์ นิติตะวัน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า กมธ.ยกร่างฯรับฟังทุกเสียงรอบข้าง แต่รู้ว่าแต่ละคนอยากเสนอความเห็นของตัวเองไว้ในบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่เรายึดหลักการและเหตุผลเป็นสำคัญในการทำงาน วันที่ 9 ก.พ. กมธ.ยกร่างฯจะส่งหัวข้อการปฏิรูปถึง กมธ.ปฏิรูปทั้ง 18 คณะ เพื่อให้เสนอข้อปฏิรูปที่เป็นหัวใจจริงๆกลับมายัง กมธ.ยกร่างฯ ภายในวันที่ 13 ก.พ. เพื่อที่ กมธ.ยกร่างฯจะได้นำไปพิจารณาต่อไป หากสิ่งที่เสนอมามีความชัดเจน มีวิธีการและเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปที่ต้องวางไว้ในรัฐธรรมนูญ เราก็เห็นด้วย ส่วนที่เสนอขอให้มีการทบทวนนั้น เรายกร่างฯเป็นรายมาตราแบบคร่าวๆ เมื่อร่างเสร็จแล้วยังทบทวนได้เป็นระยะ และต้องส่งไปให้แม่น้ำ 5 สายพิจารณาอีกครั้ง ถ้าเห็นว่าไม่ถูกก็เขียนแก้มา ยังมีเวลาอีก 60 วัน ยืนยันว่าเราให้ความสำคัญกับทุกความเห็นที่เสนอมาไม่ได้ก้มหน้าก้มตาเขียนอย่างเดียว

เสียหมื่นล้านตั้งศาลฉ้อราษฎร์ฯคุ้ม

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อเสนอของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ให้ตั้งศาลฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นการเฉพาะ การให้อำนาจตุลาการมาถ่วงดุลตัดสินคดีการทุจริต เป็นความหวังของสังคมไทย และสามารถยับยั้งการทุจริตได้ทันท่วงที กมธ.ยกร่างฯจึงควรทำให้เป็นรูปธรรมในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ การเสียงบประมาณสักหมื่นล้านบาทเพื่อเอาจริงกับเรื่องทุจริต ดีกว่าต้องให้ประเทศเสียหายไปปีหนึ่ง 6 แสนล้านบาท โดยต้องกำหนดให้ครอบคลุมคดีทุจริตทุกระดับ ทั้งระดับชาติ ท้องถิ่น ให้ถึงเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมีตุลาการเพียงพอเพื่อความรวดเร็วในการตัดสินคดี เชื่อว่าไม่เกินความสามารถของ กมธ.ยกร่างฯ และจะทำให้คนไทยทั้งประเทศชื่นชม

ยื่นปกขาวขอ ครม.ยับยั้ง ก.ม.ยาสูบ

อีกเรื่อง นางวราภรณ์ นะมาตร์ ผู้อำนวยการสมาคมการค้ายาสูบไทย กล่าวว่า หลังจากกลุ่มภาคีเครือข่ายยาสูบ ที่ประกอบด้วย สมาคม ผู้เพาะปลูก ผู้บ่ม ผู้ค้าใบยาสูบ เรียกร้องกระทรวงสาธารณสุขให้ทบทวนเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการบริโภคยาสูบฉบับใหม่ ก่อนเสนอให้ ครม.พิจารณา เพราะเห็นว่าเนื้อหามีความสุดโต่ง และทราบว่าล่าสุดกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ แสดงความห่วงใยต่อร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว พร้อมเสนอแนะให้มีการทบทวนมาตราที่คาดว่าจะเป็นปัญหา อาทิ การกำหนดนิยามต่างๆ การห้ามแสดงผลิตภัณฑ์ยาสูบ การห้ามแบ่งขาย การควบคุมและกำหนดรูปแบบของฉลาก เป็นต้น

ด้านนายกฤษณ์ ผาทอง นายกสมาคมผู้เพาะปลูก ผู้บ่มและผู้ค้ายาสูบ จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ตัวแทนภาคียาสูบรวม 12 องค์กร จะยื่นสมุดปกขาวถึง ครม. เพื่อชี้แจงปัญหาความล้มเหลวเชิงนโยบายด้านสาธารณสุข และข้อบกพร่องในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวก่อนที่จะบานปลาย เพราะเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด โดยหวังว่ารัฐบาลจะรับฟังและหยุดร่างกฎหมายฉบับนี้ไว้ก่อน

โพลชี้ ขรก.เทเสียงหนุน คสช.

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล เปิดผลสำรวจความคิดเห็นของข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ทั่วประเทศ 1,014 คน เรื่องความในใจของข้าราชการยุค “คสช.” และ “รัฐบาลชุด คสช.” ซึ่งส่วนใหญ่ร้อยละ 83.43 เห็นว่า จุดเด่นของ คสช. และรัฐบาลคือ สามารถแก้ปัญหาที่สะสมมานานให้ดีขึ้น รองลงมาคือ ยุติความขัดแย้ง สร้างความสงบสุขในบ้านเมือง ผู้นำเข้มแข็ง เด็ดขาด การทำงานรวดเร็ว เป็นระบบ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี ส่วนจุดอ่อนคือ บางตำแหน่งที่เข้ามาทำงานยังขาดประสบการณ์ แก้ไขปัญหาสำคัญไม่ได้ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ ทำงานแบบรวบอำนาจ ไม่รับฟังความคิดเห็น ขาดการตรวจสอบ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทำให้ต่างชาติไม่ยอมรับ โดยความในใจที่ประชาชนอยากบอก คสช. และรัฐบาลคือ ขอให้ตั้งใจทำงาน มีความยุติธรรม พัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า

เชียร์ควบรวม กสม.-ผู้ตรวจฯ

ส่วนนิด้าโพลเปิดผลสำรวจเรื่อง “องค์กรสิทธิมนุษยชน” จากประชาชนทั่วประเทศ 1,251 หน่วยตัวอย่างพบว่า ส่วนใหญ่ยังพอใจกับการทำงานของ กสม. ส่วนความเห็นต่อกรณีที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้ควบรวม กสม. และผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นองค์กรผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิของประชาชน ปรากฏว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 55 เห็นด้วย เพราะจะช่วยให้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน และช่วยถ่วงดุลการทำงานของแต่ละฝ่าย มีเพียงร้อยละ 34.93 ที่ไม่เห็นด้วย ขณะที่ความเห็นต่อการรายงานเสรีภาพในประเทศไทยขององค์กรสิทธิมนุษยชนฮิวแมนไรต์วอตช์ ที่ระบุว่า เสรีภาพในไทยตกต่ำตั้งแต่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งร้อยละ 36.53 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย แต่ร้อยละ 28.46 เห็นด้วย

เชื่อบึมพารากอนเหตุการเมือง

ขณะที่มาสเตอร์โพลเปิดผลสำรวจความวิตกกังวลของแกนนำชุมชนต่อความขัดแย้งทางการเมืองหลังเหตุการณ์ระเบิดย่านพารากอน จากแกนนำชุมชน 606 ชุมชน ซึ่งร้อยละ 72.8 เชื่อว่า มีความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง ขณะที่ร้อยละ 27.2 เชื่อว่า เป็นอาชญากรรมทั่วไป โดยร้อยละ 82.3 รู้สึกกังวลว่าอาจเกิดเหตุความวุ่นวายจนนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลายได้อีกครั้ง ขณะที่ร้อยละ 17.7 ไม่รู้สึกกังวล นอกจากนี้ ร้อยละ 95.5 ยังค่อนข้างเชื่อมั่นต่อรัฐบาลและ คสช. ว่าจะป้องกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ มีเพียงร้อยละ 0.9 ระบุไม่ค่อยเชื่อมั่น และไม่เชื่อมั่นเลย

“บิ๊กตู่” ออกลีลางดจ้อ คสช.ติดเบรก “ยิ่งลักษณ์” ขอไปฮ่องกง โฆษก คสช.แจงต้องคิดรอบคอบ เกรงกระทบกระบวนการทางคดี ดูเจตนาและข้อกฎหมายประกอบกัน ทนาย “ปู” โวยขัด หลักการรัฐธรรมนูญให้คุ้มครองสิทธิฯจำเลย 9 ก.พ. 2558 05:43 9 ก.พ. 2558 05:43 ไทยรัฐ