วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แก้ไขไม่ซ้ำเติมปัญหาน้ำ

ปีนี้แม้จะรู้สึกว่าหนาวนาน แต่ภัยแล้งก็มาเร็วและอาจจะอยู่นานเช่นเดียวกัน ทางการประกาศพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งแล้ว 8 จังหวัด อยู่ในภาคอีสานถึง 5 จังหวัด อีกสามจังหวัดอยู่ในภาคเหนือและภาคกลาง มีประชาชนเดือดร้อนกว่า 2 พันหมู่บ้าน ใน 30 อำเภอ และอาจประกาศเพิ่มอีกเป็นกว่า 30 จังหวัด คาดว่าจะเป็นภัยแล้งรุนแรงที่สุดใน 20 ปี

“ภัยแล้ง” อาจเป็นเรื่องปกติสำหรับชาวอีสาน เพราะต้องประสบอยู่แล้วในฤดูร้อนของทุกๆปี นอกจากขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรแล้ว ยังอาจขาดแคลนแม้แต่น้ำกินน้ำใช้ บางปีต้องประสบภัยแล้งทั้งปี ไม่สามารถทำนาได้แม้แต่หนเดียว ส่วนภาคกลางที่มีระบบชลประทานที่ดี “ภัยแล้ง” อาจเป็นเพียงขาดน้ำเพื่อทำนาปรัง เป็นหนที่ 2 หรือ 3 ต่อจากนาปี

ภัยแล้งที่มาเร็วในปีนี้ สะท้อนถึงความล้มเหลวของภาครัฐ ในการแก้ปัญหาน้ำอย่างสมบูรณ์และอย่างยั่งยืน ถึงแม้ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา รัฐจะได้ทุ่มงบประมาณระดับเอกอัครมหาศาล แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม จึงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเป็นครั้งคราว อย่างคราวนี้ก็อาจประกาศพื้นที่ภัยพิบัติและขนน้ำไปแจกชาวบ้านแบบที่ผ่านๆมา

ประเทศไทยมีประชากรราว 65 ล้านคน เป็นเกษตรกรราว 25–28 ล้านคน เป็นชาวนา 4.8 ล้านครัวเรือน เป็นกลุ่มอาชีพใหญ่ที่สุด แต่รายได้น้อยที่สุดและไม่แน่นอน อย่างปีนี้ราคาตกต่ำทั้งข้าวและยางพารา ทั้งยังต้องประสบปัญหาดินฟ้าอากาศไม่แน่นอน ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาเทวดาหรือน้ำฝนที่ตกลงจากฟ้า เป็นอาชีพที่ขาดอำนาจการต่อรอง จนทั้งเงินทองและจนอำนาจ

ถึงแม้รายได้จากภาคอุตสาหกรรมและบริการ จะสูงกว่ารายได้จากภาคเกษตรกรรม หลายเท่า แต่ไทยก็ยังเป็นประเทศเกษตรกรรม เพราะคนกลุ่มใหญ่สุดอยู่ในภาคเกษตรกรรม ทุกรัฐบาลจึงต่างประกาศนโยบาย เพื่อแก้ปัญหาให้ชาวนาและเกษตรกรอื่นๆ เพราะ “ทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดิน” ไม่ต้องพูดถึงเรื่องราคาสินค้าเกษตร แม้แต่ปัญหา “น้ำ” ก็แก้ไขไม่ได้

หลังจากแตกตื่นตกใจมหาภัยน้ำท่วมใหญ่ 2554 รัฐบาลชุดก่อนประกาศทุ่มงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อแก้ทั้งปัญหาน้ำท่วมและฝนแล้งแบบยั่งยืน “จนชั่วกัลปาวสาน” แต่ไปไม่ถึงฝั่ง ส่วนรัฐบาล คสช.ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ประกาศแผนการแก้ปัญหาน้ำ เป็นโครงการ 10 ปี ใช้งบประมาณ 9 แสนล้านบาท แต่มีเสียงวิจารณ์ว่าใช้เงินมากเกินไป รีบร้อนเกินไป ทั้งๆที่ยุทธศาสตร์น้ำยังไม่เสร็จ

อุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งในการแก้ปัญหาน้ำ เพราะว่ามีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย จึงเปลี่ยนนโยบายบ่อยและขาดความต่อเนื่อง ขาดแผนยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาน้ำ ปล่อยให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับน้ำมากมายหลายสิบแห่ง ต่างคนต่างทำ ต่างฝ่ายต่างตำพริกละลายแม่น้ำเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นคราวๆ ไป แทนที่จะแก้ปัญหา กลับซ้ำเติมปัญหาให้เกษตรกรมากยิ่งขึ้น.

8 ก.พ. 2558 08:39 8 ก.พ. 2558 08:39 ไทยรัฐ