วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คนแปลกหน้า

คนไทยในสมัยพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ไม่นิยมสวมเสื้อ การสวมเสื้อมักจะกระทำกันในวาระพิเศษ เช่น ขุนนางเข้ารับพระราชทานรางวัล หลังจากกลับสงครามกับญวน

ใครอื่นที่ไม่มีความดีความชอบ แต่ดันไปสวมเสื้อในวาระเช่นนั้น จะต้องถูกลงโทษ ให้ไปถีบระหัดน้ำ

(คนแปลกหน้า นานาชาติ ของกรุงสยาม ทวีศักดิ์ เผือกสม สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ.2546)

ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักชาติพันธุ์วรรณนาตะวันตก อธิบายถึงชนพื้นเมือง นอกจากภาษา จารีตประเพณี ที่อยู่อาศัย ระบบนิเวศ เชื้อชาติ แล้วก็ยังจัดประเภทผู้คนด้วยเสื้อผ้า

กล่าวกันว่า เสื้อผ้าสร้างตัวตนของมนุษย์

ในจารึกวัดโพธิ์ มีโคลงภาพคนต่างภาษา ไว้ถึง 32 ภาษา แต่มีข้อสังเกตว่า ไม่มีอังกฤษ อเมริกา โปรตุเกส ที่เข้ามานัวเนียในไทยเนิ่นนานก่อนหน้านั้น

ทวีศักดิ์ เผือกสม บอกว่า ความรู้สึกถึงอิทธิพลของอังกฤษ มีอยู่ในจิตสำนึกชนชั้นนำไทย เมื่อจอห์น ครอฟอร์ด ถูกส่งจากรัฐบาลอังกฤษที่อินเดียให้เดินทางมาทำสัญญากับสยาม เมื่อ พ.ศ.2364 เขาได้บันทึกว่า

ชาวจีนในสยามเตือนให้ระมัดระวังคนอังกฤษ ที่มักจะเริ่มด้วยถ้อยคำนุ่มนวลขอเปิดการค้า ขอตั้งโรงสินค้า

และในที่สุดก็จะยึดประเทศ

ข้าราชสำนักสยามหลายคน รู้เรื่องอังกฤษยึดครองอินเดีย และกำลังรบกับพม่า ความหวาดกลัวส่งผลให้สยามปฏิเสธสนธิสัญญาการค้ากับอังกฤษ

แม้จะปรากฏชัดเจน ตะวันตกเหนือกว่าตะวันออกในทางเทคโนโลยี และการแสวงหาความรู้แบบวิทยาศาสตร์ แต่ชนชั้นนำไทยก็ยังเชื่อว่า ตะวันตกยังด้อยกว่าในทางจิตวิญญาณ จึงรับแต่ความรู้สมัยใหม่ ไม่ยอมรับความรู้ทางศาสนา

การเข้ามาของมิชชันนารีกลุ่มต่างๆ ชนชั้นนำไทยกลุ่มหนึ่งหันมารับ เริ่มแต่เจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งขณะนั้นผนวชเป็นวชิรญาณภิกษุ ก็ได้ขอให้ แดน บีช แบรดลีย์ มิชชันนารีอเมริกัน ช่วยสอนภาษาอังกฤษ

เจ้าฟ้าจุฑามณี (พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ) ก็ทรงสนพระทัยในวิชาการทหารและเครื่องจักรกล

หนังสือจดหมายเหตุ บางกอก รีคอร์เดอร์ ตีพิมพ์ความรู้วิทยาศาสตร์ ทั้งด้านการแพทย์ ราคาสินค้า นิทานอีสป ความก้าวหน้าทางวิทยาการ เช่น การสร้างทางรถไฟ

มีบทความชิ้นหนึ่ง ซึ่งชนชั้นนำไทยสนใจมาก คือประวัติศาสตร์ของเกาะฮาวาย “คนที่เกาะเดิมเป็นคนใจร้ายโฉดเขลา เพราะไม่มีหนังสือ แต่ต่อมาเมื่อชาวเกาะหันมานับถือศาสนาคริสต์ เรียนหนังสือ ค้าขายกับตะวันตก

คนในประเทศนั้น ก็มีความสุขสนุกสบายมาจนทุกวันนี้”

เจ้าฟ้ามงกุฎทรงอภิปรายว่า...การเผยแผ่ศาสนาของมิชชันนารีในสยามนั้น ทำเหมือนที่เคยทำกับคนป่า ประเทศที่ยังป่าเถื่อน วิธีการเดียวกับที่โคลัมบัสทำกับคนพื้นเมืองอเมริกา

ทรงวิพากษ์วิจารณ์รุนแรง “เป็นความปรารถนา อันสามานย์ เป็นคำบ่นเพ้อ ของพวกฝรั่ง”

“ใจคนขาวสำคัญว่า คนขาวเหมือนกันนั้นแลเป็นคน คนดำเหมือนมิใช่คน ถึงจะชอบพอรักใคร่กับคนดำ ก็เหมือนชาวเรือขึ้นล่องชอบกับลิง โยนกล้วยโยนอ้อยให้กิน ไม่ได้รักลงเป็นญาติพี่น้อง”

แม้จะทรงตอบโต้ตะวันตกรุนแรง แต่ก็ทรงยอมรับสถานภาพของสยาม ในลำดับชั้นของความ “ศิวิไลซ์” เมื่อขึ้นครองราชย์ ทรงเริ่มวางรากฐานของการปฏิรูปประเทศ เริ่มด้วยการส่งคนไปศึกษาต่อในดินแดนอาณานิคมของตะวันตก

และเพื่อเลี่ยงข้อกล่าวหา ชาวสยามทำเหมือน “ชาวป่า” สิ่งแรกที่ทรงทำในปีที่ครองราชย์ ก็คือการมีพระบรมราชโองการ ให้ผู้จะเข้าเฝ้า ทำตัวให้ศิวิไลซ์ เหมือนผู้คนในประเทศใหญ่ๆทั้งหลาย ด้วยการสวมเสื้อ

แนวทางการปฏิรูปประเทศให้เจริญก้าวหน้า นับแต่คนไทยสวมเสื้อเวลาเข้าเฝ้า หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป

แต่สิ่งที่ยังเหมือนเดิมก็คือฝรั่งยังคงเป็นคนแปลกหน้า ถึงวันนี้ลีลาของฝรั่ง ก็ยังเหมือนกับคนเรือ โยนกล้วยโยนอ้อยให้ลิงกิน เวลาผ่านไปนานแค่ไหน พวกมันก็ยังเผลอพูดเผลอทำกับพวกเรา เหมือนว่าพวกเราโง่เง่า...ไม่ใช่คน.

กิเลน ประลองเชิง

8 ก.พ. 2558 08:35 ไทยรัฐ