วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลูกใช้เฟซบุ๊ก ช่วยหาแม่บังเกิดเกล้า

พรากกัน20ปี จนได้พบหน้า

หนุ่มเทรนเนอร์สถานฟิตเนส เผยชีวิตจริงยิ่งกว่านิยายพลัดพรากจากอ้อมอกแม่แท้ๆไปกว่า 20 ปี ได้พ่อแม่บุญธรรมน้ำใจงาม รับอุปการะเลี้ยงตั้งแต่แบเบาะจนโต แต่เฝ้าเพียรพยายามตามหาแม่บังเกิดเกล้า จนโชคชะตาฟ้าลิขิตให้ฝันเป็นจริง เจอจาก “เฟซบุ๊ก” แบบไม่คาดฝันและตามไปหาถึงบ้าน ร่ำไห้กอดกันกลม

หลังจากที่เว็บไซต์ชื่อดัง “เฟซบุ๊ก” มีนโยบายไล่เปลี่ยนชื่อผู้สมัครใช้บริการเฟซบุ๊ก จากชื่อปลอมให้ใช้ชื่อนามสกุลจริง เพื่อความปลอดภัยและง่ายต่อการตรวจสอบควบคุมนั้น ทำให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กส่วนหนึ่ง ที่ไม่ต้องการเปิดเผยตัวเองก่นด่ากันขรม ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็ชื่นชม เพราะจะได้มีการตรวจสอบได้ง่าย หากมีการกลั่นแกล้งกันเกิดขึ้น ขณะเดียวกันจากนโยบายดังกล่าวได้ทำให้แม่ลูกคู่หนึ่งที่ต้องพลัดพรากจากกันร่วม 20 ปี ได้กลับมาพบหน้ากันอีกครั้งอย่างเหลือเชื่อ

โดยเรื่องราวชีวิตจริงที่ยิ่งกว่านิยาย ของแม่ลูกที่ได้พบกันอีกครั้งผ่านทางเฟซบุ๊กนี้ ถูกเปิดเผยเมื่อวันที่ 7 ก.พ. โดยผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำจังหวัดนนทบุรี ทราบว่ามีผู้เป็นลูก พบหน้าแม่บังเกิดเกล้าที่ต้องพรากจากกันไปเป็นเวลาหลายสิบปี อย่างไม่คาดฝันจากเฟซบุ๊ก จึงติดต่อให้มาเปิดเผยรายละเอียดเรื่องนี้ทราบว่าชื่อนายพิสุทธิ์ อินทสระ อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 34 หมู่ 1 ตำบลน้ำน้อย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีอาชีพเป็นเทรนเนอร์สถานออกกำลังกายแห่งหนึ่ง ย่านถนนรัตนาธิเบศร์ ใกล้สี่แยกแคราย ท้องที่อำเภอเมืองนนทบุรี ซึ่งเจ้าตัวเล่าเรื่องราวให้ฟังว่าเป็นลูกชายคนเดียวของนายปุณภัทร แสงงาม อายุ 51 ปี กับนางอำนวย ภิรมย์มั่น อายุ 46 ปี โดยพ่อเป็นชาวอำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา ส่วนแม่เป็นคนย่านอ่าวน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ มาพบรักกับพ่อที่หาดใหญ่ เพราะแม่ไปทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟร้านอาหารแห่งหนึ่งใน อ.หาดใหญ่ ต่อมาได้ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกัน มีพยานรัก 1 คนคือตนเอง ทว่าชีวิตคู่ไม่ราบรื่น เนื่องจากตอนนั้นทั้งพ่อทั้งแม่ต้องทำงานกันทั้งคู่ จึงจ้างเพื่อนบ้านคู่หนึ่งที่สนิทกันชื่อนายประกอบและนางสุวรรณี อินทสระ เป็นเจ้าของร้านตัดผม ให้เลี้ยงดูตนตั้งแต่แบเบาะ

ต่อมาพ่อกับแม่มีปัญหาในชีวิตคู่ จนตัดสินใจแยกทางกันไปและฝากตนไว้กับคนเลี้ยง โดยแม่ไปทำงานที่จังหวัดอื่น นานๆ จะแวะมาเยี่ยมตนที่หาดใหญ่ ส่วนพ่อก็ไปทำงานที่ไหนไม่รู้ และหลังจากที่ตนคลอดออกมา พ่อแม่ไม่ได้ไปแจ้งเกิด ทำให้สามีภรรยาที่รับเลี้ยงตนไว้ไปแจ้งเกิดให้และใส่ชื่อเป็นพ่อแม่ แทนพ่อแม่ที่แท้จริง กระทั่งตนอายุได้ 4 ขวบกว่า ถึงวัยที่ต้องเข้าเรียน อยู่ๆแม่ก็มารับไปอยู่ด้วยที่จังหวัดประจวบฯ โดยไปฝากยายเลี้ยงไว้ แล้วแม่ก็หายไปทำงานยังต่างจังหวัดอีกครั้ง ตนอยู่กับยายได้ปีเศษ จนอายุได้ 6 ขวบ นายประกอบกับนางสุวรรณีก็มารับกลับไปอยู่ด้วยเพราะคิดถึงและผูกพันที่เคยเลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิด ทั้งมีความห่วงใยตนเอง ซึ่งยายก็ยอมให้ไป เพราะนายประกอบและนางสุวรรณีนำใบเกิดและทะเบียนบ้านมาอ้างสิทธิ์ที่เคยอุปการะเลี้ยงดูตนและนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ตนได้เจอแม่และยายกับญาติข้างแม่ หลังไปอยู่หาดใหญ่ จากนั้นทั้งตนและแม่ก็ขาดการติดต่อไปเลย

นายพิสุทธิ์เปิดเผยเรื่องราวของตัวเองที่เป็นจริงยิ่งกว่านิยายอีกว่า หลังจากกลับไปอยู่กับนายประกอบและนางสุวรรณี ทั้งสองได้เลี้ยงดูตนอย่างดีมาก ทั้งที่ไม่ได้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไข และนายประกอบกับนางสุวรรณี ก็มีลูกแล้วถึง 5 คน แต่พี่ๆทุกคนก็ไม่ได้รังเกียจตน แถมให้ความรักใคร่เสมือนน้องแท้ๆ ซึ่งนายประกอบและนางสุวรรณีได้ส่งเสียให้ได้รับการศึกษาอย่างดีไม่น้อยหน้าใคร ทั้งที่ฐานะทางบ้านก็ไม่ได้ร่ำรวย แค่พออยู่พอกิน แต่ได้เลี้ยงดูตนเสมือนลูกในอุทร กระทั่งทั้งคู่เสียชีวิตไป ขณะตนกำลังเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา แต่ลูกสาวคนโตของนายประกอบและนางสุวรรณีก็ยังมีน้ำใจไม่ทอดทิ้งน้อง ได้ช่วยเหลือส่งเสียตนให้ได้ร่ำเรียนจนจบปริญญาตรี แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาตนซึ่งผูกพันกับครอบครัวนี้และซาบซึ้งระลึกถึงบุญคุณเสมอมาก็ยังคิดถึงแม่ที่แท้จริง และในใจลึกๆก็มีความโหยหาในความรัก อยากพบอยากเห็นหน้า อยากได้สัมผัสกับอ้อมกอดอันอบอุ่นของแม่แท้ๆ สักครั้งก่อนตาย

หนุ่มเทรนเนอร์ซึ่งกล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้า เผยอีกว่า ตลอดเวลาตนได้พยายามติดตามหาแม่ แม้ความหวังจะริบหรี่ในการตามหา โดยเคยไปตามหาแม่และญาติๆที่อ่าวน้อย ที่ตนยังมีความทรงจำอย่างเลือนรางว่าแม่เคยอยู่ที่นี่ แต่ก็ไม่มีใครทราบเบาะแสหรือข่าวคราวของแม่เลย กระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่ยังเรียนมหาวิทยาลัยก็เกิดความคิดว่าอยากลองตามหาแม่อีกครั้ง จึงอาศัยโลกโซเชียลเป็นหนทางในการตามหา โดยได้ค้นหาชื่อแม่จากกูเกิลและเฟซบุ๊ก แต่ก็ไม่พบเบาะแส ทว่าตนยังไม่ละความพยายามเดินหน้าค้นหาต่อไป

จนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา หลังเฟซบุ๊กประกาศให้ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ระบุชื่อนามสกุลจริง ตนก็ลองค้นหาอีกครั้งก็ไม่เจอเหมือนเดิม แต่เหมือนกับโชคชะตาฟ้าบันดาลให้ตนได้สมหวังมีโอกาสพบหน้าแม่ เมื่อมีผู้หญิงคนหนึ่งใช้ชื่อในเฟซบุ๊กว่า “อารี ภิรมย์มั่น” ทักเข้ามาในเฟซฯและขอเป็นเพื่อน พร้อมกับสอบถามว่าตนเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เพราะชื่อคล้ายกับญาติของ น.ส.อารีที่หายไปนานมาก หลังได้คุยกันหลายครั้งในเฟซบุ๊ก ตนก็ต้องตกตะลึงเมื่อทราบว่า น.ส.อารี คือหลานสาวของแม่แท้ๆ

หลังสอบถามข้อมูลจนแน่ชัด จึงนัด น.ส.อารีมาเจอกันเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ให้พาไปเจอแม่ โดย น.ส.อารีบอกว่าแม่กับยายได้ย้ายบ้านมาอยู่ใกล้วัดเจดีย์หอย อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ตนดีใจมากและรีบเดินทางไปพบ ปรากฏว่าเจอกันครบทั้งแม่และยาย ซึ่งแม่เมื่อได้เจอหน้าตนและรู้ว่าเป็นลูก ก็โผเข้ากอดและร่ำไห้ด้วยความดีใจอย่างที่สุด ส่วนตนก็ร้องไห้อย่างไม่อาย เพราะไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้พบหน้าแม่อีกครั้ง และยังทราบว่าแม่อยู่ตัวคนเดียว จึงตั้งใจว่าชีวิตที่เหลือนี้จะทำหน้าที่ลูกที่ดี ขอตอบแทนพระคุณแม่ให้ถึงที่สุด แม้จะไม่ได้เลี้ยงดูอุ้มชูมา แต่ก็เป็นผู้ให้กำเนิดอย่างแท้จริง พร้อมกันนี้ก็ขอขอบคุณเฟซบุ๊กและเพื่อนๆ ในโลกโซเชียลที่เคยช่วยตนติดตามหาแม่ จนทำให้ฝันของตนเป็นจริง

หนุ่มเทรนเนอร์สถานฟิตเนส เผยชีวิตจริงยิ่งกว่านิยายพลัดพรากจากอ้อมอกแม่แท้ๆไปกว่า 20 ปี ได้พ่อแม่บุญธรรมน้ำใจงาม รับอุปการะเลี้ยงตั้งแต่แบเบาะจนโต... 8 ก.พ. 2558 00:31 8 ก.พ. 2558 02:36 ไทยรัฐ