วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หวั่นเหตุบานปลาย “สมยศ”สั่งเฉียบ! ต้องจับมือระเบิดให้ได้

ทันทีที่สิ้นเสียงระเบิด “ไปป์บอมบ์” 2 ลูกดังสนั่นช่วงหัวค่ำวันที่ 1 ก.พ.58 บริเวณทางเชื่อมระหว่างห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนและสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สยามสแควร์

ท้าทายกฎหมายความมั่นคงและประกาศกฎอัยการศึกของ คสช.ที่คุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ไม่ผิดไปจากตามความคาดเดาของฝ่ายความมั่นคงที่ประเมินสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า

ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุขัดแย้งทางการเมืองคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือทางการสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศประชาธิปไตยให้ยกเลิกกฎอัยการศึก พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย คืนอำนาจให้ประชาชนคนไทย

สภาพที่เกิดเหตุที่คนร้ายนำระเบิดหลบเลี่ยงมาวางในจุดที่ไม่มีคนพลุกพล่าน ซุกซ่อนระเบิดอยู่ด้านหลังแผงไฟฟ้าที่เป็นแผ่นเหล็กอย่างหนาเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียชีวิต

แต่ส่วนประกอบระเบิดไปป์บอมบ์กลับมีตะปู ดินเทา ดินดำ ที่ใช้จำนวนหนึ่ง

เป็นพยานหลักฐานทำให้ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าอาจเป็นแค่...ระเบิดป่วนเมือง

จงใจทำให้คนผวาหวาดกลัวเหตุรุนแรง...

เป็นข่าวใหญ่ดังไปทั่วโลก เป็นสัญญาณเตือนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

เป้าหมายสร้างสถานการณ์เพื่อหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่ง

เข้าทางรัฐบาลถือโอกาสปักหลัก “ประกาศกฎอัยการศึก” ไว้อีกยาวนาน

ไม่ว่าใครกลุ่มไหนทำให้เกิดขึ้น ระเบิด 2 ลูก ได้ทำลายภาพลักษณ์ประเทศไทยไปแล้ว

ตั้งแต่เกิดเหตุ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. เข้าที่เกิดเหตุ

ไม่ช้า พล.ต.อ.สมยศเรียกประชุมด่วนกลางดึกทันที เพื่อประเมินสถานการณ์เร่งตามคนร้ายให้ได้ ตำรวจทหารต้องรีบเอามือระเบิดมาเพื่อยุติไม่ให้มีเหตุระเบิดต่อเนื่องย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีก

พล.ต.อ.สมยศอาศัยประสบการณ์งานด้านความมั่นคง มีหนังสือสั่งการด่วนให้ทุกพื้นที่เพิ่มมาตรการด้านการข่าวเชิงรุก ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ มีประวัติเคยใช้อาวุธสงครามและวัตถุระเบิด บุคคลที่พ้นโทษหรือได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

มอบ พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผบช.ส. เป็นเจ้าภาพประสานหน่วยข่าวความมั่นคง

สั่งทุกหน่วยเพิ่มความเข้มและความถี่ในการตรวจสถานที่สำคัญที่เป็นเป้าหมายสร้างสถานการณ์ความวุ่นวาย โดยเฉพาะสถานที่ที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาตินิยมไปท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร สถานีโดยสารสาธารณะ และตรวจสอบกล้องวงจรปิด

เป็นเรื่องเร่งด่วนหลังเกิดเหตุ “บึ้มป่วนเมือง” เพื่อให้ทุกหน่วยเตรียมพร้อมรับสถานการณ์

ไม่ปล่อยให้ไฟการเมืองลามเลียไปทำความเสียหายประเทศ

ในส่วนของคดีมอบ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. ร่วมกับ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. ที่เคยทำงานด้านความมั่นคงร่วมกันรับผิดชอบงานสืบสวนหาตัวมือป่วน และ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร.และโฆษก ตร. ดูแลให้การข่าวเพื่อให้เป็นแนวเดียวกัน

พยานหลักฐานสำคัญคงไม่พ้น “กล้องวงจรปิด” ของห้างและสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส จับภาพคนร้าย 2 คน จนเป็นที่มาขออนุมัติหมายจับกุมผู้ต้องหาตามภาพวงจรปิด

แต่น่าเสียดาย กล้องวงจรปิดส่วนอื่นของกรุงเทพมหานครกลับใช้ไม่ได้หลายจุด ไม่ได้ภาพเคลื่อนไหวของกลุ่มคนร้าย ทั้งที่เป็นพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ แต่ไม่เคยได้รับการปรับปรุงแก้ไข ปล่อยให้เป็นช่องโหว่ของระบบรักษาความปลอดภัยในไทย

แนวทางสืบสวนเริ่มที่ส่วนประกอบระเบิดคล้ายคลึงกับเหตุระเบิด 2 ครั้ง ในพื้นที่ สน.มีนบุรี เดือน มี.ค.2557 มีผู้เสียชีวิต 2 คน และเหตุระเบิดสมานเมตตาแมนชั่น อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เดือน ต.ค.2553 เชื่อมโยงมีนายกษิ ดิษฐธนรัตน์ หรืออ่าว อิสระส์ แกนนำคนสำคัญที่หลบหนีจับกุม

ทำให้ชุดสืบสวนพุ่งเป้าไปที่กลุ่มม็อบคนสีแดงที่ว่ากันว่ามีส่วนป่วนในช่วงการชุมนุมกลุ่ม กปปส.

เป้าหมายสร้างสถานการณ์ดิสเครดิตรัฐบาล...

บังเอิญระเบิดที่ใช้ก่อเหตุวุ่นวายในช่วงชุมนุมของม็อบหลากสี มีทหารตำรวจบางนายเข้าร่วมสนับสนุน สร้างสถานการณ์ป้ายสีโยนความผิดฝ่ายตรงข้าม ช่วงชิงความได้เปรียบผลประโยชน์ทางการเมือง

คนนอกไม่มีโอกาสได้รู้กันเลยว่าอะไรคือความจริงหรือเท็จกันแน่......

ด้วยคนไทยตกอยู่ภายใต้กระแสโซเชียลมีเดียที่มีบทบาทต่อความรู้สึกนึกคิด

จากเหตุระเบิด....ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ระเบิดที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนมีลักษณะประกอบเหมือนกับเหตุระเบิดที่ท้องที่มีนบุรี หรือสมานเมตตาแมนชั่น ท้องที่บางบัวทอง แต่ขนาดระเบิดเล็กกว่าดินระเบิดน้อย จุดที่วางในท่อไม่มีเป้าหมายชีวิต แต่ที่มีนบุรีและสมานเมตตาแมนชั่นใช้ดินระเบิดขนาดหนัก เป้าหมายทำลายล้าง

เป็นปมที่ชุดสืบสวนต้องคิดเป็นไปได้หรือไม่ที่ “สวมรอย” โยนความผิดเพื่อยั่วยุให้เกิดความรุนแรง

คดีระเบิดหาจับมือใครดมได้ยาก แต่เป็นงานที่ต้องเร่งทำ...

ชุดสืบสวนแยกเป็น 2 ทีม พล.ต.อ.จักรทิพย์คุมทีมใหญ่รับผิดชอบคดีสำคัญตามคำสั่ง มีมือสืบสวนชั้นดี “ลงแขก” สนับสนุนข้อมูลสืบสวนให้ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. ใช้ พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทางกูร ผบก.ศสส.บช.น. เพื่อนร่วมรุ่นเป็นแกนหลัก

ทีมสืบสวนต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อคลี่คลายคดี เพื่อหยุดยั้งเหตุรุนแรงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมาอีก

“ทีมข่าวอาชญากรรม” ยังเชื่อมั่นศักยภาพของตำรวจ ทหาร ในการติดตามภาพผู้ต้องสงสัย จากภาพกล้องวงจรปิดออกมาแถลงข้อเท็จจริงต่อพี่น้องประชาชนคนไทยเพื่อคลายความสงสัย

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร.และโฆษก ตร. ที่มีบทบาทอย่างมากในงานตำรวจ กล่าวว่า ในส่วนของสาเหตุคนร้ายวางระเบิด ต้องรอผลการสืบสวนจับกุมผู้ที่ก่อเหตุจะทำให้ได้ความจริงทั้งหมด การเชื่อมโยงคดีต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน คิดว่าคดีมีความคืบหน้าหลายด้าน แต่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ได้ให้ความสำคัญในการป้องกันเหตุแทรกซ้อน ได้มีคำสั่งให้ทุกพื้นที่วิเคราะห์พื้นที่เป้าหมายเป็นจุดเสี่ยงเฝ้าระวัง ประสาน รปภ.ของพื้นที่และได้เพิ่มกำลังตำรวจ บก.อคฝ.บช.น. และ บก.ทท.เข้ามาเพิ่มกำลังในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเพิ่มกำลัง ตชด.ในส่วนต่างจังหวัดเพื่อสกัดกั้นไม่ให้มีเหตุรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน”

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. นักสืบคนดังได้รับมอบหมายคุมงานสืบสวนย้ำว่า

“ขณะนี้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดครบถ้วนเพื่อหาความเชื่อมโยงคนร้ายเกี่ยวข้องกลุ่มไหนเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เพราะเป็นเรื่องการเมือง ไม่มีเหตุผลอะไรที่คนร้ายจะนำระเบิดมาวางในชุมชนที่มีคนจำนวนมาก เป็นเรื่องคนที่มีส่วนได้เสีย เป็นความขัดแย้งการเมือง แทบทุกคดีเหตุระเบิดในกรุงเทพมหานครหรือปริมณฑล มาจากเหตุขัดแย้งทางการเมืองทั้งนั้น หวังผลทำลายการเมือง ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว มีความเป็นไปได้ ทุกชุดไม่ได้นิ่งนอนใจ ทำงานตลอด ช่วยสนับสนุนการทำงาน บช.น.เต็มที่”

เช่นเดียวกับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ชี้ว่า ในที่เกิดเหตุได้พยานหลักฐานหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี นำไปสู่การขออนุมัติหมายจับกุมผู้ต้องหา ส่วนประเด็นสาเหตุขึ้นอยู่กับความชัดเจนในเรื่องพยานหลักฐาน ส่วนตัวคิดเป็นเรื่องของกลุ่มบุคคลต้องการก่อความไม่สงบหรือสร้างสถานการณ์ให้ตระหนกตกใจให้แก่ประชาชน เป็นหน้าที่ตำรวจทหารฝ่ายความมั่นคง ต้องหามาตรการเพื่อระงับยับยั้งเหตุรุนแรง ทำให้ไม่เกิดความตึงเครียดประชาชนและนักท่องเที่ยว คนที่จ้องก่อเหตุมีโอกาสง่ายกว่าคนที่เฝ้าระวัง จะต้องมีการเสริมการข่าวและกำลังตำรวจให้ครอบคลุมพื้นที่ที่คิดว่าเป็นจุดเสี่ยงล่อแหลม พยายามทำทุกวิธีทางเพื่อไม่ให้มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น”

เป็นเสียงประสานของตำรวจใหญ่ที่มีส่วนสำคัญในการคลี่คลายคดีสะเทือนขวัญของประเทศ

ไม่ว่า “ไปป์บอมบ์” ทั้ง 2 ลูกนี้มาจากไหน ใครเป็นคนกดสัญญาณ หวังผลอะไร แต่ด้วยส่วนประกอบระเบิดที่ทำขึ้นมาชัดเจนเป็น “มืออาชีพ”

แต่ภาพเหตุบึ้มที่แพร่ภาพออกไปทั่วโลกได้กลับมาทำลายความเชื่อมั่นของประเทศไทย และทำให้เกิดความหวาดกลัวของพี่น้องคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

ภาพความรุนแรงเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงในอดีตเริ่มกลับมาหลอกหลอนคนไทย

เล่นกันแบบนี้แล้วเมื่อไรบ้านเมืองไทยจะได้ลืมหูลืมตากันเสียที......

ทีมข่าวอาชญากรรม

7 ก.พ. 2558 13:24 7 ก.พ. 2558 13:30 ไทยรัฐ