วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ภารกิจวัดใจ! สุริยน ศรีอรทัยกุล ปั้นเมืองไทยศูนย์กลางค้าอัญมณีโลก

โด่งดังทั่วโลกในฐานะผู้ส่งออกเครื่องประดับอัญมณีรายใหญ่ที่สุดของเมืองไทย สร้างรายได้เข้าประเทศปีละนับหมื่นล้านบาท สำหรับ “บิวตี้ เจมส์” โดยฝีมือปลุกปั้นของสองพี่น้องตระกูลศรีอรทัยกุล “พรศักดิ์ และพรสิทธิ์” เมื่อถึงยุคของทายาทเจเนอเรชั่นที่สาม “เดอะหนึ่ง–สุริยน ศรีอรทัยกุล” ยังมีอีกหนึ่งภารกิจสำคัญต้องผลักดันให้เป็นจริงคือ การปลุกปั้นอุตสาหกรรมอัญมณีไทยให้ผงาดเป็นศูนย์กลางการค้าเพชรพลอยใหญ่ที่สุดของโลก และก้าวกระโดดขึ้นเป็นอุตสาหกรรมส่งออกอันดับหนึ่งของไทยแลนด์

ย้อนตำนาน 51 ปี “บิวตี้ เจมส์” ให้ฟังหน่อย

ย้อนกลับไปในปี 1964 “บิวตี้ เจมส์” มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นธุรกิจรีเทล เดิมเป็นแค่ห้องแถว 2 คูหาในย่านเจริญกรุง ก่อตั้งโดยคุณลุงพรศักดิ์ และคุณพ่อของผม (พรสิทธิ์ ศรีอรทัยกุล) ก่อนหน้านั้นคุณปู่คุณย่าทำร้านขายเพชรมาก่อนชื่อว่า “ฮินซินชอง” คุณปู่มีลูก 7 คน ท่านแบ่งกิจการร้านเพชรให้ลูกๆคนละ 1-2 คูหา “คุณลุงพรศักดิ์” ไม่มีลูก จึงรับผมเป็นลูกบุญธรรม ท่านกับคุณพ่อช่วยกันสร้างร้าน “บิวตี้ เจมส์” จนมีชื่อเสียงโด่งดัง หลังจากนั้นประมาณ 10 ปี มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวเมืองไทยคึกคัก เราเลยได้ลูกค้าญี่ปุ่นเยอะ ที่มาจ้างผลิตเพื่อนำไปขายต่อ สมัยนั้นเรารับจ้างผลิตพวกเครื่องประดับเงินด้วย ต่อมาคุณพ่อเล็งเห็นโอกาสในธุรกิจอัญมณี และคิดว่าคนไทยน่าจะทำได้ดี จึงตั้งโรงงาน ภายใต้ชื่อ “บริษัท บิวตี้ เจมส์ แฟคทอรี่ จำกัด” ในปี 1973 ซึ่งเป็นปีที่ผมเกิดพอดี เริ่มต้นกันจากคนงาน 100 กว่าคน จากวันนั้นก็ขยายกิจการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งปัจจุบันมีคนงานนับหมื่นคนแล้ว.

“คุณหนึ่ง” เข้ามาช่วยกิจการครอบครัวตั้งแต่เมื่อไหร่

หลังเรียนจบปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจจากอเมริกา และอัญมณีศาสตร์จากสถาบันจีไอเอ ผมก็เข้ามา ทำงานกับ “บิวตี้ เจมส์” ขณะนั้นอายุ 22 ปี คุณพ่อให้เรียนรู้งานทั่วไป 3 เดือน จากนั้นส่งไปเป็นผู้จัดการแผนกวิจัยพัฒนาอยู่ปีหนึ่ง ก่อนจะขยับไปเป็นจีเอ็ม 5 ปี จนถึงอายุ 27 ปี คุณพ่อคงมองเห็นว่า ผมน่าจะมีความสามารถเพียงพอบริหารบริษัทได้แล้ว จึงแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้จัดการ ส่วนพี่ชาย “สุรสิทธิ์” เป็นประธานบริษัทคุมโรงงานทั้งหมด โดยที่คุณพ่อยังเป็นประธานอาวุโส และคุณแม่เป็นประธานกรรมการ.

ในยุคของผู้บริหารรุ่นใหม่ “บิวตี้ เจมส์” เติบโตพุ่งพรวดขนาดไหน

จากยุคของคุณพ่อ ที่มียอดขายพันกว่าล้านบาท ปัจจุบันยอดขายของเราเติบโตเป็นหมื่นล้านบาท โดยมาจากการส่งออก 90% และมีตลาดหลักอยู่ในอเมริกา เราโตแบบเท่าตัวตอนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ลอยตัวค่าเงินบาท ทำให้รายได้จากการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จากดอลลาร์ละ 25 บาท เป็น 50 บาท.

ประเทศไหนคือตลาดหลักในการส่งออกของ “บิวตี้ เจมส์”

คุณพ่อเป็นคนบุกเบิกตลาดญี่ปุ่นเป็นเจ้าแรกของเมืองไทย ลูกค้าจะมีตั้งแต่มาดามโตโยต้า, มาดามนิสสัน และมาดามมิตซูบิชิ ยุคนั้นเหมือนยุคที่เมืองไทยเริ่มบูมใหม่ๆ เศรษฐีไฮโซญี่ปุ่นจะแข่งกันเก็บเพชรพลอยเม็ดใหญ่ๆ ถ้ามาเที่ยวเมืองไทยก็ต้องพักโอเรียนเต็ล เดินช็อปปิ้งเจริญกรุง และแวะร้านบิวตี้ เจมส์ เพราะมีการบอกต่อกันว่า ร้านเรามีฝีมือด้านเพชรพลอย เมื่อคุณพ่อเห็นว่าออเดอร์เริ่มเยอะ สั่งโรงงานอื่นทำไม่ทัน จึงตัดสินใจสร้างโรงงานของตัวเอง แต่พอเกิดวิกฤติอ่าวเปอร์เซีย ในปี 1992 ทำให้ธุรกิจชะงัก และตลาดญี่ปุ่นซบเซา ประกอบกับ “คุณลุงพรศักดิ์” เสียชีวิต ทำให้คุณพ่อขาดพาร์ทเนอร์ จังหวะนั้น พี่ชายผมเพิ่งเรียนจบกลับจากอเมริกา จึงมาช่วยบุกเบิกตลาดส่งออกอเมริกา ซึ่งกำลังบูมมาก ทำให้เราได้ลูกค้าโฮลเซลรายใหญ่จากอเมริกาถึง 5 ราย.

พูดถึง “บิวตี้ เจมส์” ยุคนั้น มีชื่อเสียงโด่งดังด้านใด

เรามีชื่อเสียงเรื่องคุณภาพ และชิ้นงานที่เป็นเอกลักษณ์ คุณพ่อเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นมาสร้างสรรค์ชิ้นงานแปลกๆระดับมาสเตอร์พีซตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ผลงานภูมิใจก็มีทั้ง “ไข่คอสมอส 12 ราศี” ทำจากทองคำกว่า 10 กิโลกรัม ภายในเป็นดอกไม้สีทองประดับอัญมณี, “เรือสุพรรณหงส์จำลอง” และ “เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณจำลอง” ตกแต่งอัญมณีและทองคำประดับเพชร รวมถึง “เครื่องทรงชุดใหม่” ของพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต ทั้ง 3 ฤดู นอกจากนี้ เรายังถนัดผลงานที่เป็นพลอยสวยๆล้อมเพชร และผลงานเซ็ตติ้งแบบไร้หนามต่างๆ ในฐานะนายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยฯยุคนั้น คุณพ่อได้ริเริ่มจัดงาน “บางกอกเจมส์ แอนด์ จิวเวลรี่ แฟร์” ผลักดันเมืองไทยให้เป็นศูนย์กลางการค้าเพชรพลอยและทองคำของโลก เพื่อให้โรงงานจิวเวลรี่ที่มีอยู่หลายร้อยโรงงานในไทยได้มีสินค้าและวัตถุดิบดีๆในการผลิตสินค้าส่งออก นำรายได้มหาศาลเข้าประเทศ ในยุคนั้นจากยอดส่งออกเดิม 2 หมื่นกว่าล้านบาท สามารถกระตุ้นจนสร้างรายได้เข้าประเทศหลายแสนล้านบาท.

เคยเจอวิกฤติใหญ่ๆที่ทำให้แทบล้มทั้งยืนไหม

หลังจากผมกับพี่ชายเข้ามาทำงานที่ “บิวตี้ เจมส์” ไม่นาน ก็ต้องเจอวิกฤติใหญ่ เพราะลูกค้าโฮลเซลรายใหญ่ที่สุดในอเมริกา ซึ่งมียอดซื้อถึง 20% และ ค้าขายกันมายาวนาน 7 ปี กำลังจะล้มครืนลง! ตอนนั้นเขาติดเงินเรามากกว่า 600 ล้านบาท แม้จะมีการค้ำประกันความเสี่ยง แต่ก็ครอบคลุมไม่พอ ผมเพิ่ง อายุ 27-28 ปี พี่ชายก็อายุแค่ 30 กว่าๆ ต้องบินไปเจรจากับเจ้าของรุ่นคุณปู่โดยตรง กระทั่งเขายอมคืนเป็นอัญมณีมูลค่า 200 กว่าล้านบาท และก่อนที่ธุรกิจจะล้ม เขาก็โอนเงินสด 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มาจ่ายหนี้ที่เหลือทำให้เราแบกรับตัวเลขขาดทุนไม่กี่สิบล้านบาท จึงสามารถผ่านวิฤติมาได้ ทั้งๆที่เจ้าหนี้คนอื่นโดนหมด เขาบอกว่าพวกยูยังเด็กมาก ไม่อยากให้หมดอนาคต ที่สำคัญเขาไม่อยากให้ “บิวตี้ เจมส์” ล้มไปด้วย เนื่องจากเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมอัญมณีไทย.

บทเรียนครั้งนั้นทำให้ต้องปรับกลยุทธ์ธุรกิจใหม่หมดเลยไหม

อย่างแรกทำให้เรียนรู้ว่า ต้องหมดลมหายใจเท่านั้นถึงจะหมดวิกฤติ ฉะนั้น เมื่อเจอวิกฤติต้องผ่านพ้นให้ได้! หลังจากนั้น เราเจอวิกฤตการณ์อีกหลายครั้งและผ่านพ้นมาได้หมด ทั้งวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์, ช่วงที่ราคาทองคำพุ่งสูงและช่วงที่ค่าเงินบาทผันผวน สิ่งเหล่านี้ทำให้เราปรับตัวหันมามองหา ลูกค้าหลากหลายขึ้น ไม่ผูกติดกับใครมากเกินไป เพราะถึงเวลาเขาล้มครืน เราจะพลอยล้มไปด้วย “บิวตี้ เจมส์” ยุคนี้ จะส่งหมดทุกตลาด โดยแบ่งเซ็คเมนต์ ตลาดเป็นอเมริกา 40% ยุโรป 20% ญี่ปุ่น 20% ไทย 8% ที่เหลือเป็นตะวันออก กลางและอื่นๆ เราปรับตัวมา 10 ปีแล้ว ทุกวันนี้ทำธุรกิจจะ เตรียมแผน 1-2-3-4 เผื่อไว้ เพราะอะไรๆก็ไม่แน่นอน พยายามแยกรายย่อยเยอะขึ้น มูลค่าตั้งแต่ 1-10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อลดความเสี่ยง.

แนวโน้มของตลาดอัญมณีโลกอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง

อุตสาหกรรมอัญมณียังโตต่อเนื่องครับ โดยเฉพาะตลาดไฮเอนด์ มีความต้องการสูงที่จะครอบครองเพชรพลอยสวยๆ หายาก เฉพาะปีที่แล้วเราได้ออเดอร์จากลูกค้าโฮลเซลที่นิวยอร์ก สั่งทำจิวเวลรี่เซ็ตใหญ่ๆ ถึง 47 เซ็ต มูลค่าเซ็ตละ 1-10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อกระจายไปขายตามแบรนด์จิวเวลรี่ทั่วโลก กระนั้น ถึงเราจะส่งออกเป็นหลัก แต่เวลาเจออัญมณีสวยๆหายาก ผมมักเก็บให้ลูกค้าคนไทยก่อนเสมอ ไม่อยากให้หลุดออกไปนอกประเทศ สำหรับผม การซื้อเพชรพลอยถือเป็นการลงทุนที่ได้ความรื่นรมย์ด้วย ผมจะบอกกับลูกค้าตลอดว่าช่วงนี้เอ็นจอยน้อยไปนิดหนึ่งนะครับ ชิ้นนี้ถ้าซื้อตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว ป่านนี้กำไรมหาศาล!

ในฐานะเสาหลักของอุตสาหกรรมอัญมณีไทย อยากฝากอะไรถึงรัฐบาลไหมคะ

อยากให้ภาครัฐลดกำแพงภาษีทุกอย่าง โดยเฉพาะยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบต่างๆ เพื่อเปิดทางให้วัตถุดิบจากทั่วโลกหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย ทำให้อุตสาหกรรมอัญมณีไทยกลายเป็นศูนย์กลางการเทรดเพชรพลอยใหญ่ที่สุดของโลกจริงๆ เหมือนยุคที่รัฐบาลยกเลิกเก็บภาษีนำเข้าทองคำ ทำให้ยอดส่งออกสินค้าทองคำ เพิ่มขึ้นจากปีละไม่กี่หมื่นล้านบาท เป็นแสนล้านบาท ถ้าทำได้จริง ผมเชื่อว่าภายในเวลา 5 ปี อุตสาหกรรมอัญมณีไทยจะก้าวกระโดดจากอันดับสี่ ขึ้นเป็นธุรกิจส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ! ทุกวันนี้เราโปรโมตงาน “บางกอกเจมส์ แอนด์ จิวเวลรี่ แฟร์” เป็นเขตปลอดภาษีก็จริง แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว เวลานายกสมาคมอัญมณีฯอินเดียเดินทางมาค้าขายเมืองไทย กลับถูกจับแก้ผ้าตรวจหมด เจอแบบนี้เขาก็หนีไปที่อื่นแล้ว! ถ้าเป็นไปได้อยากให้โปรโมตอุตสาหกรรมอัญมณีไทยเป็น “อะเมซซิ่งไทยแลนด์ : แลนด์ ออฟ จิวเวลรี่” เพื่อเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักในการสร้างรายได้เข้าประเทศ เรามีของดีที่สุดอยู่แล้ว ต้องสนับสนุนครับ! แค่นักท่องเที่ยว 26 ล้านคน ซื้อจิวเวลรี่อย่างน้อยคนละชิ้น จะสร้างงานสร้างรายได้ให้ประเทศขนาดไหน รัฐไม่ต้องกลัวจะเสียรายได้จากภาษีนำเข้า เพราะสุดท้าย ถ้าอุตสาหกรรมอัญมณีคึกคัก รัฐก็มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเก็บภาษีเงินได้อยู่แล้ว.

ทีมข่าวหน้าสตรี

โด่งดังทั่วโลกในฐานะผู้ส่งออกเครื่องประดับอัญมณีรายใหญ่ที่สุดของเมืองไทย สร้างรายได้เข้าประเทศปีละนับหมื่นล้านบาท สำหรับ “บิวตี้ เจมส์” โดยฝีมือปลุกปั้นของสองพี่น้องตระกูลศรีอรทัยกุล “พรศักดิ์ และพรสิทธิ์” 7 ก.พ. 2558 13:19 7 ก.พ. 2558 13:26 ไทยรัฐ