วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ถ้าเลิกกันแล้ว ควรกลับไปรักอีกไหม

ถ้าเลิกกันแล้ว ควรกลับไปรักอีกไหม

โดย เมอร์ลิน
8 ก.พ. 2558 05:01 น.
  • Share:

ใครบอกวันวาเลนไทน์คือวันแห่งความรักก็จริงอยู่ แต่เดี๋ยวนี้วันวาเลนไทน์ไม่ได้มีไว้บอกรักคนที่เรารักหรือแอบรักเท่านั้น เพราะคู่ที่เลิฟกันอยู่แล้ว อาจย้ำเตือนถึงความรักที่มีอย่างลึกซึ้งระหว่างกันด้วยการมอบของขวัญแทนใจในวันวาเลนไทน์ก็ได้ ส่วนจะให้อะไรกันบ้าง? ดอกไม้, ช็อกโกแลตและขนมหวานได้ทั้งนั้น

แต่...แต่ปัจจุบันนี้ วันวาเลนไทน์พัฒนาไปอีกขั้นแล้วค่ะ ทว่าพัฒนาแบบนี้ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองหรือแม้แต่กับใครเลยพับผ่าสิ เนื่องจากเป็นการพัฒนาที่ถอยหลังลงคลองน่ะซี

เพราะแทนที่พอถึงวันวาเลนไทน์แล้ว คู่รักจะแสดงความหวานแหววใส่กันเพื่อต้อนรับวันแห่งความรักซะหน่อย กลายเป็นว่าวันนี้เป็นวันที่แฟน...ดั้นมาขอเลิกราจากกัน ซะนี่ โห ทำกันได้ลงคอเชียวรึ แต่ก็มีคนทำกันจริงๆแล้วจ้า ดังนั้นจึงทำให้วันวาเลนไทน์มีความหมายขึ้นมาอีกเป็นกอง แต่มีความหมายในทางลบนะ แทนที่จะมีความหมายไปในทางบวก ทว่า อย่าเพิ่งหวั่นวิตกไปท่าน เพราะคนที่ถูกบอกเลิกในวันอย่างนี้ไม่ได้มีเยอะเท่าได้ยินคนบอกรักกันแน่ๆ ท่านทั้งหลายจึงควรมองวันวาเลนไทน์ในทางที่ดีต่อไป

อย่างไรก็ตาม ใครโดนบอกเลิกในวันวาเลนไทน์ก็อย่าเพิ่งท้อแท้ใจไปซะก่อนค่ะ คิดซะแล้วกันว่า ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อยากคบกับคุณต่อไป จนเค้าเก็บไว้ไม่ไหวและบอกออกมา...ถึงแม้จะเจ็บ ปวดร้าว ระทมใจเพียงใด สักวันเจ้าความรู้สึกนี้ก็จะหายไปเอง เพราะบางคนน่ะขี้ลืมจะตาย บางทีทำอะไรไว้ไม่เกิน 5–10 นาทีก็ลืมแล้ว เพราะงี้การเป็นคนขี้ลืม จึงมีข้อดีอยู่ตรงนี้เอง คือ ช่วยทำให้ลืมเรื่องที่เลวร้ายได้ โดยมี “เวลา” ที่ผ่านเลยไปเป็นตัวช่วยอีกแรง กระนั้นบางคนบอกว่า บางอย่างอยากลืมแต่กลับจำ แต่สิ่งที่อยากจำดันกลับลืม

แล้วสมมติว่า คุณเป็นฝ่ายที่ถูกบอกเลิกในวันวาเลนไทน์ ก็อย่าเศร้าสร้อย เหงาหงอย หมดอาลัยตายอยากไปก่อนค่ะ บอกแล้วไงว่า แม้คุณจะเจ็บปวด เสียใจ แต่คงไม่ทำให้ถึงขั้นโคม่า, เจียนตายหรอกนะ อย่าไปวอรี่กับการถูกบอกเลิกหรือคุณเลิกเค้าเอง ไม่ว่าวันนั้นจะเป็นวันไหน ควรมองในด้านตรงกันข้าม เมื่อถูกบอกเลิกเมื่อไหร่ ย่อมหมายถึงคุณสามารถเริ่มต้นใหม่ได้อย่างสะดวกโยธิน อยากทำอะไรก็ทำ อยากไปไหนก็ได้

คิดดูสิว่า ดีแค่ไหนที่ต่อไปนี้ คุณ (ฝ่ายหญิง) สามารถกินอะไรก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องกลัวอ้วนเพื่อให้สวยในสายตาเค้าต่อไป ที่ทำเนี่ยเพราะหวังว่าเค้าจะได้ไม่มีกิ๊กหรือมองหญิงอื่นไง แต่ในเมื่อโบกมือบ๊ายบาย สวมคอนเวิร์สเดินกันคนละทางแล้ว คุณจึงไม่จำเป็นต้องรักษาหุ่นเพื่อเค้า (ได้สักระยะนึง) หรืออาจตลอดไปเลยก็ได้ ถ้าคุณไม่แคร์สายตาของคนภายนอกอีกต่อไป คุณจึงทานอะไรก็ได้อย่างสบายใจเฉิบ ในเมื่อไม่ต้องไป “สน” ว่า เค้าจะพอใจหรือไม่พอใจกับความอ้วน, ผอมหรือเพรียวลมของคุณแล้วนี่ เท่ากับคุณได้ประกาศอิสรภาพแล้วนะ

แต่สาวบางคนกลับไม่เข็ดกับการหาคนรักใหม่นะฮ้า เนื่องจากบางท่านยึดถือคติที่ว่า ถึงแม้จะเลิกรากับใครต่อใครไปกี่ครั้งก็ตาม ถึงไง “รักแท้” ก็ยังรอเธออยู่...ฮั่นแน่ ขอให้หาคนนั้นให้เจอเถอะ บางทีความรักครั้งใหม่อาจไม่ทำให้เธอเจ็บปวดใจต่อไปแล้วก็ได้ อ่ะ ถ้าไม่ลองคบใครใหม่แล้วจะรู้ได้ไงว่าใครเหมาะสมกับเราหรือไม่? อย่างนี้ต้องลองคบกันก่อนสถานเดียว ไม่งั้นต่อให้มองตาก็ไม่มีวันรู้ใจแน่นอน

ทีนี้คำถามจึงมีต่อไปค่ะว่า หากคุณกับอดีตแฟนได้เลิกรากันอย่างเป็นทางการไปแล้วเนี่ยนะ แต่เมื่อผ่านไปสักระยะนึง เค้ากลับหวนมาจะขอคืนดีกับคุณเพื่อให้ทั้งคู่กลายเป็นแฟนกันอีกครั้ง คุณจะรับเค้ากลับมาเป็นแฟนไหม? อื้อหือ กรณีนี้สำหรับบางคนก็ตัดสินใจยากเอาการอยู่ ดังนั้น ข้อแนะนำได้แก่...

1.ถามใจตัวของคุณเองก่อนดีไหม ว่ายังรักและยังอยากคบกับเค้าต่อไปไหม?

ที่ให้ถามใจตัวเองก่อน เพราะบางคนคิดว่า ยังรัก แต่ถ้าให้กลับไปคบอีกคงเป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะคุณเห็นทั้งนิสัยที่แสนดีและแสนเฮงซวยของเค้าแล้วนี่ แถมยังรู้ซึ้งด้วยว่าคงไม่สามารถอยู่กันได้อีก เนื่องจากเดี๋ยวก็ออกมาเป็นอีหรอบเดิม คือถ้าเค้าไม่พอใจอะไรเธอขึ้นมา เค้าก็ขับไล่ไสส่ง และขอเลิกกับเธออีก แต่พอหายโกรธแล้วก็ตามมาง้อ เฮ่อ.......สาวรายนี้บอกเบื่อแล้วกับคนแบบนี้ สู้ไปหาใหม่นิสัยดีกว่านี้ดีก่าเนอะ

2.การเลิกกันครั้งนั้น มีเหตุผลที่ดีในการเลิกคบหรือเลิกรากันหรือเปล่า?

จำได้ไหม เลิกกันตอนโน้นน่ะ เลิกด้วยเหตุผลใด? เพราะเค้าเจ้าชู้, แอบมีกิ๊ก, มีอีหนูซุกอยู่ที่ไหนหรือเปล่า? ถ้าเป็นเหตุผลนี้ละก็ ถึงกลับมาคบกันอีก เค้าคงไม่เลิกเจ้าชู้หรอก เพราะมันอาจติดเป็นสันดาน เอ้ย นิสัยของเค้าไปแล้ว แต่ถ้าตอนโน้นเลิกกันเพราะเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น เล่นแกล้งกันแล้ว คุณดันพลาดไปตบหน้าเค้าเข้า หรือเค้าแกล้งแหย่คุณแรงเกินไป ทำให้ทั้งเค้าและคุณไม่พอใจ อย่างนี้จิ๊บจ๊อย ยังพอจะกลับไป คืนดีกันได้ เป็นต้น

3.ท่านว่า รองเท้าน่ะเปลี่ยนได้ แต่คนเราเปลี่ยนไม่ได้ นั่นหมายความว่า มนุษย์เราไม่ใช่สิ่งของนะ จะได้เปลี่ยนขนาด, เปลี่ยนสีหรือเปลี่ยนอะไรได้ตามใจชอบ ดังนั้นถ้าเค้าไม่เปลี่ยนนิสัยเกเรกับคุณแล้วไซร้ คงยากที่จะกลับไปคบกันใหม่ แม้คุณยังอาลัยอาวรณ์เค้าอยู่ก็ตาม บางทีอยู่ห่างกันยังง่ายกว่าอยู่ด้วยกันซะอีก.

@@@

เมอร์ลิน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้