วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไอเอสโหดเผานักบินทั้งเป็น ดึงจอร์แดนเข้าวังวนสงคราม

ปลอบขวัญ–กษัตริย์อับดุลลาห์ ที่ 2 ประมุขจอร์แดน (ซ้าย) โอบกอดปลอบขวัญบิดาของเรืออากาศโท มาอัซ อัล–คาสซาสเบห์ นักบินขับไล่เอฟ–16 ที่เมืองคารัคในจอร์แดน หลังคาสซาสเบห์ถูกเผาทั้งเป็น (เอเอฟพี)

การโพสต์วีดิโอ “ฆ่าตัดคอ” ตัวประกันชาวญี่ปุ่น 2 คน ว่า“โหดเหี้ยม” สุดบรรยายแล้ว แต่การ “เผาทั้งเป็น” นักบินจอร์แดน ของกองกำลัง “รัฐอิสลาม” (ไอซิล ไอซิส หรือไอเอส) เหี้ยมโหดป่าเถื่อนยิ่งกว่า

วีดิโอยาว 22 นาที แสดงเหตุการณ์เรืออากาศโท มาอัซ อัล-คาสซาสเบห์ นักบินขับไล่เอฟ-16 วัย 26 ปี ถูกเผาทั้งเป็นในกรงเหล็ก ทำให้ชาวโลก โดยเฉพาะฝ่ายพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯ ที่ร่วมยุทธการโจมตีทางอากาศถล่มไอเอสในอิรักและซีเรีย “ช็อก” ตกตะลึงจังงัง ไม่คิดไม่ฝันว่ามนุษย์จะทำกับมนุษย์ด้วยกันได้ปานนี้

นั่นแสดงว่าไอเอสได้ “ยกระดับ” การต่อสู้ โดยไม่เลือกวิธีการที่ใช้แล้ว และใช้สื่อทางอินเตอร์เน็ตเป็น “เครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ” ชั้นเยี่ยม เพื่อสร้างความหวาดกลัวและเจ็บปวดให้ศัตรูมากที่สุด

ไอเอสยังหวังสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชนในชาติพันธมิตร ซึ่งมีทั้งสนับสนุนและต่อต้านรัฐบาลของตนในการทำสงครามกับไอเอส โดยเฉพาะโลกอาหรับและมุสลิม และเป็นการส่งสารว่า ถึงแม้จะเป็นคนมุสลิมด้วยกัน แต่ถ้าไปอยู่ข้างพันธมิตรตะวันตก จะถูกล้างแค้นแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ไม่มีเว้น

ในวีดิโอ ไอเอสนำภาพเหตุการณ์โจมตีทางอากาศโดยพันธมิตรมาอ้าง “ความชอบธรรม” ในการเผานักบินจอร์แดนทั้งเป็น โดยเปรียบเทียบว่าไม่ต่างจาก “อัคคีจากฟ้า” ที่เครื่องบินเอฟ-16 ของพันธมิตร รวมทั้งที่คาสซาสเบห์ขับไปถล่มไอเอสจนบ้านเมืองลุกเป็นไฟ ก่อนถูกยิงตกและถูกจับเมื่อ 24 ธ.ค.ปีที่แล้ว

การเผาศัตรูทั้งเป็น ยังบ่งชี้ให้เห็นว่า ไอเอสพยายามคิดค้นวิธีสังหารเหยื่อแบบใหม่ๆ เพื่อแย่งพื้นที่สื่อและดึงดูดความสนใจของชาวโลกมากยิ่งขึ้น เพราะการฆ่าตัดคอเหยื่อหลายราย รวมทั้งชาวญี่ปุ่น 2 ราย และชาวตะวันตก 5 รายก่อนหน้านี้ อาจเป็นเรื่องเก่าที่ผู้คนชักเริ่มชินแล้ว

ดังนั้น น่ากลัวว่าครั้งต่อไป ไอเอสจะใช้วิธีใหม่ที่โหดเหี้ยมและช็อกโลกยิ่งขึ้น!

การฆ่าตัดคอและเผาทั้งเป็นศัตรูในอุ้งมือ แม้จะสร้างความฮึกเหิมสะใจให้พวกไอเอสและกลุ่มแนวร่วมหัวรุนแรงต่างๆ แต่ในอีกด้าน จะส่งผลร้ายต่อไอเอสอย่างมหันต์ เพราะถูกประชาคมโลก รวมทั้งโลกอาหรับมุสลิมรุมประณามอย่างรุนแรง เห็นว่าพวกไอเอสโหดร้ายป่าเถื่อนเกินมนุษย์ ไม่ต่างจาก “ปีศาจ” ไปแล้ว

ต่อไปไอเอสอาจต้องสู้กับทั้งโลก พันธมิตรตะวันตกนำโดยสหรัฐฯ ไม่อยู่เฉยๆแน่ ต้องเร่งผนึก กำลังกันบดขยี้ไอเอสถึงที่สุด ส่วนชาวมุสลิมสายกลางหรือฝ่ายที่ยังลังเลไม่เข้าข้างฝ่ายใดก็จะหนีห่างไอเอสมากขึ้น

ขณะที่ “จอร์แดน” ซึ่งมีกษัตริย์อับดุลลาห์ ที่ 2 เป็นประมุข ถูกกดดันให้จัดการกับไอเอสหนักยิ่งขึ้น ถึงแม้เดิมทีจะมีทั้งฝ่ายสนับสนุนและต่อต้านการทำสงครามกับไอเอส โดยฝ่ายหลังชี้ว่าจะเป็นการรับใช้ชาติตะวันตก

หลังคาสซาสเบห์ถูกเผาทั้งเป็น จอร์แดนรีบตอบโต้ด้วยการแขวนคอนักโทษประหารจากกลุ่มอัล-เคดาในอิรัก ซึ่งเป็นต้นกำเนิดไอเอส 2 คน

คือนางซาจิดา อัล-ริชาวี ผู้ร่วมทีมก่อเหตุระเบิดพลีชีพโรงแรมในกรุงอัมมานในปี 2548 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 60 ศพ และนายซิอัด อัล-คาร์โบลี ผู้ก่อเหตุสังหารชาวอิรักในปี 2550

จากนั้น จอร์แดนก็ส่งฝูงบินรบหลายสิบลำไปโจมตีที่มั่นไอเอสทั้งในซีเรียและอิรัก และ ประกาศกร้าวว่านี่แค่เริ่มต้น จะโจมตีต่อเนื่องไล่ล่าล้างบางไอเอสไม่ว่าหลบอยู่ที่ไหน

ต่อไปจอร์แดนจะรับบทบาทหลักในการสู้รบกับไอเอส ขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตกจะจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้จอร์แดนมากขึ้น

จอร์แดนมีพรมแดนติดกับอิรักและซีเรีย รวมทั้งบริเวณเขตยึดครองของไอเอส และต้องแบกรับภาระผู้ลี้ภัยจากสงครามกลางเมืองซีเรียแล้วนับล้านคน จอร์แดนยังร่วมมือกับสหรัฐฯ ฝึกอบรมให้กลุ่มกบฏซีเรียที่ฝักใฝ่ตะวันตกที่ต่อสู้เพื่อโค่นล้มรัฐบาลประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาดด้วย

จอร์แดนเป็นชาติที่ 2 ในตะวันออกกลางถัดจากอียิปต์ที่ทำข้อตกลงสันติภาพกับ “อิสราเอล” ศัตรูคู่แค้นของโลกอาหรับในปี 2537 ทุกวันนี้ทั้ง 2 ชาติซึ่งมีพรมแดนติดกันยังสานสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดแบบเงียบๆ โดยแบ่งปันข่าวกรองเกี่ยวกับภัยคุกคามร่วมกัน รวมทั้งเรื่องกลุ่มไอเอส กลุ่มฮามาสในปาเลสไตน์ และกลุ่มกบฏในซีเรีย อิสราเอลยังให้ความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีต่างๆ แก่จอร์แดนด้วย

จอร์แดนมีประชากรราว 6 ล้านคน โดยกว่าร้อยละ 50 เป็นชาวปาเลสไตน์ จึงทำให้จอร์แดนมีบทบาทสำคัญพิเศษในการเมืองปาเลสไตน์ โดยเป็นผู้สนับสนุนการเจรจาสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่เข้มแข็ง ทั้งยังเป็นผู้สนับสนุนประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาส แห่งปาเลสไตน์ คู่แข่งของกลุ่มฮามาส บ่อยครั้งที่จอร์แดนรับบทเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์และกลุ่มฮามาสในช่วงวิกฤติ

จอร์แดนยังเคยควบคุม “นครเยรูซาเล็มตะวันออก” ก่อนถูกอิสราเอลยึดไปในสงครามตะวันออกกลางปี 2510 แต่ภายใต้ข้อตกลงสันติภาพปี 2537 ระบุให้จอร์แดนยังเป็น “ผู้อารักขา” สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ของชาวมุสลิมในเยรูซาเล็มตะวันออกอยู่

การเผานักบินทั้งเป็นของกลุ่มไอเอส บีบบังคับให้จอร์แดนซึ่งพยายามวางตัวเป็นผู้ส่งเสริมสันติภาพในตะวันออกกลาง กลายเป็น “หัวหอก” ทำสงครามเสียเอง และอาจเผชิญภัยก่อการร้ายมากขึ้น

นับจากนี้ไป...แผ่นดินจอร์แดนคงไม่สงบสุขเหมือนเดิมอีกแล้ว!

บวร โทศรีแก้ว

7 ก.พ. 2558 09:56 ไทยรัฐ