วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สังคมออนไลน์..ทำคนไทยเสี่ยงตาเสื่อม ติดจอ 7.2 ชั่วโมงต่อวัน

ทุกวันนี้ไม่ว่าจะไปทางไหน ขึ้นรถ ลงเรือ ขึ้นเครื่องบิน ช็อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่ซื้อกับข้าวในตลาด ภาพของความเป็น “สังคม ก้มหน้า” ดูเหมือนจะระบาดไปทั่ว ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ ต่างมีอุปกรณ์สำหรับการสื่อสารไม่ว่าจะเป็น มือถือ แท็บเล็ต ติดมือราวกับเป็นของที่ขาดไม่ได้ไปเสียแล้วในยุคนี้

ผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2557 โดยส่วนงานดัชนีและสำรวจ สำนักยุทธศาสตร์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระบุว่า ค่าเฉลี่ยของการใช้อินเตอร์เน็ตและระบบการสื่อสารออนไลน์ต่อสัปดาห์ของคนไทยอยู่ที่ 50.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 7.2 ชั่วโมงต่อวัน เพิ่มขึ้น 2.6 ชั่วโมงต่อวันจากปี 2556 ที่พบว่าคนไทยใช้ชีวิตติดจออยู่ที่ประมาณ 4.6 ชั่วโมงต่อวัน

นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า บอกว่า คนไข้ที่มาพบจักษุแพทย์ขณะนี้ ส่วนใหญ่มาด้วยปัญหาสายตาที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารแทบทั้งสิ้น เช่น อาการแสบตา ตาแห้ง ปวด กระบอกตา ที่น่าเป็นห่วง คือ เด็กๆ ที่พบว่ามีแนว โน้มที่จะเกิดภาวะสายตาผิดปกติเพิ่มขึ้น

“การเล่นคอมพิวเตอร์ในเด็กวัยประถม คืออายุต่ำกว่า 15 ปี เด็กจะใช้สายตามาก จะทำให้สายตาสั้นเร็วกว่าปกติ ซึ่งมีทั้งสั้นเทียมหรือสั้นชั่วคราว และสั้นถาวร โดยอัตราการเกิดปัญหาสายตาสั้นขณะนี้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว จากที่เคยพบร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 30 ของจำนวนประชากรที่สายตาสั้น” นพ.ฐาปนวงศ์บอก พร้อมกับให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ภาวะสายตาสั้นจะส่งผลให้เด็กมีปัญหาในการเรียน เด็กจะมองตัวหนังสือบนกระดานไม่ชัด ทำให้จดข้อมูลและเรียนไม่ทันเพื่อนและเกิดปัญหาเด็กเบื่อหน่ายการเรียน ไม่อยากเรียนต่อไป นอกจากนี้จะทำให้เกิดอาการปวดตา ปวดศีรษะโดยไม่รู้สาเหตุ ซึ่งเกิดเนื่องมาจากการเพ่งสายตา

ส่วนผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยทำงานตามปกติสายตาจะเริ่มยาว หากใช้สายตามากกว่าปกติจะเกิดอาการเมื่อยล้า ปวดตา ตาแดง แสบตา บางครั้งอาจเกิดอาการเวียนศีรษะโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนผู้สูงอายุวัยหลังเกษียณการเล่นไลน์หรือคอมพิวเตอร์มากๆ จะมีอาการแสบตา ตาแห้ง ปวดตา อาการจะเป็นมากกว่าผู้ที่อายุน้อย เนื่องมาจากความเสื่อมการทำงานของอวัยวะที่เกิดตามวัย พฤติกรรมการใช้สายตาเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน ในระยะยาวอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคทางสายตา ที่เรียกว่า computer vision syndrome ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตของคนทำงาน รวมทั้งกลุ่มนักศึกษา โดยพบว่าผู้ที่ต้องทำงานกับคอม– พิวเตอร์ หรือจ้องหน้าจอสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เป็นเวลานานๆ จะมีอาการคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมสูงถึง 75-90%

อาการที่พบได้แก่ การปวดตา เมื่อยล้าตา ระคายเคือง ตาแห้ง ตาแดง น้ำตาไหล ตามัวมองไม่ชัด หรือเห็นภาพซ้อนกัน รวมถึงอาการปวดศีรษะ ปวดคอ ไหล่ และหลัง อาการเหล่านี้จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อใช้เวลากับคอมพิวเตอร์นานมากขึ้น

ทั้งนี้ อาการปวดตาและเมื่อยล้าตา เกิดจากการใช้กล้ามเนื้อตาในท่าซ้ำๆ เดิมเป็นเวลานานจนเกินความอดทนของกล้ามเนื้อตา เนื่องจากเวลามองคอมพิวเตอร์เราจะต้องใช้กล้ามเนื้อตาเพื่อดึงให้ตาขยับเข้าใกล้กันเพื่อมองภาพใกล้ และต้องเพ่งมากขึ้นเพื่อปรับโฟกัสของภาพให้ชัดขึ้นด้วย นอกจากนี้ เวลามองคอมพิวเตอร์เรายังต้องกลอกตาไปมาเพื่ออ่านข้อความ ทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานตลอดเวลาพร้อมๆกัน จึงเกิดการอ่อนล้าได้ โดยเฉพาะหากใช้สายตาต่อเนื่องนานกว่า 3 ชั่วโมงโดยไม่พักเลย จะทำให้เห็นภาพมัวหรือซ้อนได้ ปวดเบ้าตา และอาจมากจนปวดศีรษะร่วมด้วยก็ได้

การแก้ไขปัญหาการใช้สายตามากเกินไป มีทั้งการแก้ไขตามอาการที่เกิดขึ้น เช่น หากมีอาการตาแห้งสามารถป้องกันได้ด้วยการกะพริบ ตาบ่อยๆ ใช้น้ำตาเทียมก่อนการทำงาน พักสายตามองไกลเป็นระยะๆ ตั้งคอมพิวเตอร์ให้ตรงกับระดับสายตาหรือหากต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือใช้สมาร์ทโฟน ควรหมั่นพักสายตา และกะพริบตาบ่อยๆ อย่างน้อย 10-15 ครั้งต่อนาที รวมถึงนั่งทำงานในที่มีแสงสว่างเพียงพอ ปรับขนาดตัวหนังสือให้อ่านง่าย ไม่เล็กเกินไป เป็นต้น

นอกจากแก้ไขอาการที่เกิดขึ้นแล้ว การป้องกันและถนอมสายตาอาจทำได้โดยการใส่ใจดูแลสุขภาพตาด้วยการเสริมสุขภาพดวงตาจากภายในด้วยอาหารที่มีผลต่อสุขภาพสายตา เช่นผักสด หรือผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ เช่น บิลเบอร์รี่ แบล็กเคอร์แรนต์ อาซาอิเบอร์รี่ ที่มีการวิจัยแล้ว พบว่ามีสารที่ชื่อว่า แอนโธไซยานิน (An– thocyanin) ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีในกลุ่มเฟลโวนอยด์ที่พบมากในบิลเบอร์รี่ สามารถช่วยบำรุงและปกป้องดวงตาได้ และช่วยลดอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นที่เซลล์ของดวงตา จึงช่วยป้องกันเลนส์และจอประสาทตาจากการถูกทำลาย ลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะต้อกระจกและโรคจอประสาทตาเสื่อม ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของเส้นเลือดฝอยและเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดฝอยที่ตา ทำให้ดวงตาได้รับสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงได้ดี พร้อมกับลดการเกิดเส้นเลือดฝอยที่ผิดปกติในจอประสาทตา ซึ่งเป็นสาเหตุให้การมองเห็นภาพแย่ลงช่วยคลายความเหนื่อยล้าของดวงตา (Asthenopia) ช่วยให้ดวงตาแข็งแรง

มีงานวิจัยในต่างประเทศ พบว่าเนื้อเยื่อใกล้จอรับภาพจะดึงสารสีม่วงที่พบในบิลเบอร์รี่มาใช้เพื่อช่วยให้สามารถมองเห็นในที่มีแสงสลัวได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ ในบิลเบอร์รี่ยังอุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ต่างๆที่ช่วยถนอมสุขภาพดวงตา เช่น วิตามินเอ ที่เสริมประสิทธิภาพในการมองเห็นในที่ที่มีแสงน้อยได้ดี ช่วยให้เยื่อบุของนัยน์ตาแข็งแรง วิตามินซีและวิตามินอี มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยเสริมประสิทธิภาพในการป้องกันภาวะเสื่อมของดวงตาและช่วยชะลอความแก่อีกด้วย

และนอกจากการบำรุงสุขภาพตาแล้ว สุขภาพร่างกายก็สำคัญ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดที่ดวงตาดีขึ้น หากต้องออกแดด หรือขับรถควรสวมแว่นกันแดด และควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจเช็กสุขภาพดวงตาปีละครั้ง หากมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็น ตาแดง ปวดตา หรือเคืองตา ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที.

6 ก.พ. 2558 12:55 ไทยรัฐ