วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


ตรวจการบ้าน สปช. ปฏิรูปสื่อไปถึงไหน?

นับจากวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2557 นับถึงวันนี้แล้ว ก็ครบ 4 เดือนเต็ม น่าจะเป็นเวลาเพียงพอที่จะลงไป “ตรวจการบ้าน” หรือติดตามการทำงานของ สปช.บางคณะ โดยเฉพาะ “การปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชน” ซึ่งเป็น 1 ในเป้าหมายที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติตั้งธงไว้ให้มีการปฏิรูป

แต่เมื่อมีการประชุม สปช.เพื่อแบ่งงานการปฏิรูปด้านต่างๆ ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศขึ้น โดยมี สปช.เข้าร่วมเป็นกรรมาธิการ 21 คน โดยเป็น สปช.ที่มาจากการสรรหาในสายสื่อสารมวลชนจำนวน 14 คน นอกนั้นมาจาก สปช.จังหวัด และ สปช.สายอื่นๆ


การแบ่งงานใน สปช.มีการเลียนแบบสภาผู้แทนราษฎรคือ เปิดโอกาสให้ สปช. 1 คนสามารถเป็นกรรมาธิการได้ 2 คณะ ดังนั้น การทำงานของ สปช. และคนต้องแบ่งภาคไปประชุมในคณะกรรมาธิการชุดอื่นๆ ด้วย ขณะเดียวกัน ก็มีการตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมา เพื่อช่วยการทำงานของ สปช. ซึ่งบุคคลที่เข้ามาเป็นกรรมาธิการส่วนใหญ่มักเป็นไปตามโควตาของกรรมาธิการแต่ละคนเป็นผู้เสนอ

ดังนั้น คนที่มาเป็นกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการด้านสื่อสารมวลชนฯ จึงประกอบไปด้วยคนที่รู้ และเข้าใจสื่อมวลชนบ้าง ไม่รู้บ้าง คละเคล้ากันไป

จากข้อมูลในเว็บไซต์ของรัฐสภา พบว่าคณะกรรมาธิการการสื่อสารมวลชนฯ มีการประชุมไปแล้วรวม 14 ครั้ง มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการรวม 4 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาข้อเสนอร่างรัฐธรรมนูญด้านสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะอนุกรรมาธิการการปฏิรูปการกำกับดูแลกิจการสื่อ กิจการโทรคมนาคมและกิจการสารสนเทศ คณะอนุกรรมาธิการการปฏิรูปการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำกับดูแลและรู้เท่าทันสื่อ และคณะอนุกรรมาธิการการปฏิรูปสิทธิเสรีภาพ จริยธรรมและการกำกับดูแลกันเองของสื่อ

หากพิจารณาจากอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมาธิการแต่ละชุดแล้ว ชุดแรกน่าจะหมดภาระหน้าที่ไปแล้ว คงเหลือ 3 ชุดหลังที่หากพิจารณาจากงานที่จะทำจริงๆ คณะอนุกรรมาธิการการปฏิรูปการกำกับดูแลกิจการสื่อ กิจการโทรคมนาคม และกิจการสารสนเทศ จะมุ่งเน้นการกำกับดูแลสื่อผ่านองค์กรของรัฐ หรือผ่านคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในปัจจุบัน หรือที่เรียกกันว่า “การกำกับดูแลร่วม”

ส่วนคณะอนุกรรมาธิการการปฏิรูปการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำกับดูแลและรู้เท่าทันสื่อ จะเน้นงานด้านการส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลการทำงานของสื่อมวลชน และคณะอนุกรรมาธิการการปฏิรูปสิทธิเสรีภาพ จริยธรรมและการกำกับดูแลกันเองของสื่อ จะเน้นที่การกำกับดูแลกันเองของสื่อมวลชน

เมื่อเจาะลึกลงไปที่การทำงานของคณะอนุกรรมาธิการ 3 คณะหลัง จะพบว่าคณะอนุกรรมาธิการการปฏิรูปการกำกับดูแลกิจการสื่อ กิจการโทรคมนาคม และกิจการสารสนเทศมีการประชุมไปแล้ว 4 ครั้ง มีการตั้งคณะทำงานย่อยออกมาอีก 3 คณะคือ คณะทำงานปฏิรูปสื่อเพื่อความมั่นคงและความปลอดภัยสาธารณะ คณะทำงานปฏิรูปการกำกับดูแลสื่อภาครัฐ และคณะทำงานปฏิรูปการศึกษาการปฏิรูปสื่อสิ่งพิมพ์

ขณะที่คณะอนุกรรมาธิการการปฏิรูปการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำกับดูแลและรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งน่าจะต้องมีการประชุมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ปรากฏว่าในเว็บไซต์รัฐสภาระบุถึงการนัดประชุม และสรุปผลการประชุมในนัดแรกที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2558 เท่านั้น ทำให้ไม่มีการรายงานความคืบหน้าต่อสาธารณะว่าทำงานไปถึงไหนแล้ว

สำหรับคณะอนุกรรมาธิการการปฏิรูปสิทธิเสรีภาพ จริยธรรมและการกำกับดูแลกันเองของสื่อนั้น มีการประชุมไปแล้ว 5 ครั้ง มีการศึกษากรอบความคิดของการสื่อสารที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง (Hate Speech) ศึกษารูปแบบการกำกับดูแลกันเองของสื่อโดยองค์กรวิชาชีพ และศึกษาเสรีภาพและจรรยาบรรณของสื่อโฆษณา

คณะอนุกรรมาธิการทั้ง 3 ชุดมีกรอบระยะเวลาทำงาน 90 วันนับจากวันที่ 26 ธันวาคม 2557 ซึ่งเป็นวันที่คณะกรรมาธิการฯ มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการ แต่อาจมีการขยายกรอบระยะเวลาได้ หากดำเนินการไม่เสร็จในช่วงปลายเดือนมีนาคม ซึ่งจะเป็นช่วงที่ครบกำหนดการทำงานของอนุกรรมาธิการ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้จัดให้มีการรับความคิดเห็นในหลายประเด็น อาทิ การที่จะมีองค์กรกลางเข้ามาเป็นร่มใหญ่ในการกำกับดูแลสื่อ การกำกับควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพสื่อที่ละเมิดจริยธรรมควรทำอย่างไร และควรมีกฎหมายในการกำกับดูแลสื่อหรือไม่ ฯลฯ โดยเชิญนักวิชาการ และผู้แทนจากองค์กรวิชาชีพต่างๆ มาร่วมกว่า 30 คน แต่มีเวลารับฟังความคิดเห็นเพียง 3 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ในการประชุมรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว จะเปิดโอกาสให้แต่ละคนแสดงความคิดเห็นเพียงคนละ 4-5 นาที เว้นแต่คนที่ดัง เป็นคนมีชื่อเสียงเพราะปรากฏตัวในสื่อบ่อย หรือคนที่เคยเป็นกรรมการสรรหา สปช. ก็จะได้รับโอกาสให้พูดมากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งการรับฟังความคิดเห็นในลักษณะนี้ ถือเป็นเพียง “พิธีกรรม” หรือให้ได้ชื่อว่ามีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว

จากสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ของการทำงานในคณะกรรมาธิการการปฏิรูปสื่อสารมวลชนฯ สปช. ถือว่า เป็นไปค่อนข้างล่าช้า และเน้นพิธีกรรมมากกว่าเนื้อหาในการปฏิรูป ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติของการทำงานในรูปแบบของราชการ ทั้งที่ สปช.แต่ละคนจะมีผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยฯ อีกรวม 5 คน แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้การทำงานเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และคล่องตัวมากนัก

ดังนั้น ใครที่ต้องการเห็นการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น หรืออยากเห็นการปฏิรูปสื่อให้ตอบสนองการปฏิรูปประเทศไทย ก็อาจจะต้องทำใจกันไว้บ้าง เพราะข้อจำกัดในเรื่องคนก็ดี ข้อจำกัดในเรื่องระบบการทำงานก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นข้อจำกัดที่จะทำให้การปฏิรูปสื่อครั้งนี้ ไม่ประสบความสำเร็จ

จริงๆ แล้ว คนที่จะทำหน้าที่ปฏิรูปสื่อได้ดีที่สุด คงไม่ใช่ สปช.หรือเทวดาที่ไหน แต่ก็คือ ประชาชนคนรับสารจากสื่อนั่นเอง ที่จะสามารถช่วยปฏิรูปสื่อได้ผลอย่างจริงจัง...

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
Twitter: @chavarong
chavarong@thairath.co.th

นับจากวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2557 นับถึงวันนี้แล้ว ก็ครบ 4 เดือนเต็ม 6 ก.พ. 2558 11:09 6 ก.พ. 2558 15:18 ไทยรัฐ