วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
แถลงการณ์เก๊ ทำในประเทศ

แถลงการณ์เก๊ ทำในประเทศ

  • Share:

ราบ11คุมเข้มมือโพสต์-ห้ามเยี่ยม

คดีปลอมแถลงการณ์สำนักพระราชวัง ตำรวจขยายผลเส้นทางการส่งข้อมูลย้อนไปถึงต้นทางที่เผยแพร่ พบถูกจัดทำขึ้นในประเทศไทยทั้งหมด ด้านทนาย นปช.โวย หลังวืดเข้าเยี่ยมมือโพสต์หมิ่นที่ราบ 11 บอกทหารไม่ให้พบ อ้างคุมตัวตามกฎอัยการศึก 7 วัน ขณะที่ ตู่-จตุพร รับในรายการทีวี “กฤษณ์ บุดดีจีน” เป็นคนเสื้อแดง แต่ไม่ใช่คนทำแถลงการณ์ เป็นแค่คนแพร่ แต่รัฐกลับทำเหมือนเป็นอาชญากร ด้าน “บิ๊กต๊อก” ยัน รัฐบาลดำเนินการด้วยความ ยุติธรรมไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด เหตุต้องดำเนินคดี เพราะหลังจากมีการเผยแพร่ ตรวจสอบพบไอพีแอ็ดเดรสอยู่ที่คอมพิวเตอร์บ้านผู้ต้องหา

ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารบุกจับนายกฤษณ์ บุดดีจีน วัย 26 ปี อาชีพนักดนตรี และ เป็นแนวร่วม นปช.เพชรบูรณ์ ต้นตอแพร่แถลงการณ์ปลอมของสำนักพระราชวัง ได้ที่บ้านพัก ใน อ.เมืองเพชรบูรณ์ พร้อมของกลาง คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต ซีดีปลุกระดมเสื้อแดง 10 แผ่น หนังสือยมทูตแห่งค่ายนาซี 1 เล่ม ก่อนคุมตัวเข้าสอบเค้นที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ตามกฎอัยการศึก รับสารภาพเป็นคนโพสต์ประกาศสำนักพระราชวังปลอม และข้อความไม่บังควร ลงในเฟซบุ๊กของตัวเองในชื่อ NESS OISHII หลังได้รับข้อมูลมาอีกทอด เบื้องต้นโดน 2 ข้อหา หมิ่นสถาบันฯ-พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ขณะที่ตำรวจเร่งขยายผลหาผู้อยู่เบื้องหลัง โดยคาดว่าเอกสาร น่าจะออกมาจากลุ่ม นปช.ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 5 ก.พ. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เราเข้าใกล้จุดที่จะไปเอาเครื่องคอมพิวเตอร์มาวิเคราะห์ เพื่อจะหาว่าใครเป็นคนทำ เพราะเท่าที่ตรวจสอบน่าจะเป็นการทำในเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ใช่กระดาษ หรืออาจจะทำจากกระดาษแล้วสแกนลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ เชื่อว่าน่าจะมีการตัดต่อ เพราะการทำในเครื่องจะล้างไม่หมด ทำให้สามารถดึงข้อมูลมาจากในชิป ต้องใช้เวลาในการเอาชิปออกมาอ่าน กรณีนี้ต้องใช้เวลาอีกหน่อย ขณะนี้เราเจอแล้วว่าจุดการส่งข้อความอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามาจากเครื่องไหน ใครเป็นคนทำ ครั้งนี้เข้าใกล้คนที่เป็นคนทำมากที่สุดเท่าที่เคยทำมา เรื่องต่างๆเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากเรื่องการเมืองเกือบทั้งหมด มาจากกลุ่มที่มี ความคิดซีกหนึ่งจากการเมือง ส่วนผู้ต้องหาขณะนี้อยู่ในการควบคุมภายใต้กฎอัยการศึก คาดว่าน่าจะออกหมายจับได้ในเร็วๆนี้ จากนั้นจะนำตัวมาควบคุมตาม ป.วิ.อาญา

ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ใน ฐานะโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า นายกฤษณ์ยังอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ เพื่อดำเนินการในขั้นตอนการสอบสวนซักถามอาจใช้เวลาระยะหนึ่งไม่เกิน 7 วัน เนื่องจากเป็นคดีที่ละเอียดอ่อน มีผลกระทบต่อจิตใจคนไทย เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังและใช้เวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างถี่ถ้วนเพื่อให้ได้ตัวผู้ที่กระทำผิด และผู้เกี่ยวข้องมาเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ส่วนสถานที่ควบคุมนั้น ยังไม่มีข้อมูล ถือเป็นเรื่อง เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ แต่มั่นใจทางเจ้าหน้าที่จะดูแลให้อย่างเหมาะสม เหมือนกรณีอื่นๆ อีกทั้งถ้ายังไม่มีการแจ้งข้อหาใดๆจะไม่มีการปฏิบัติต่อผู้ถูกควบคุมในลักษณะของผู้ทำความผิด ตามแนวทางปกติที่ผ่านมา

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.หลังนายกฤษณ์ บุดดีจีน ถูกจับกุม โดยเมื่อเวลา 10.00 น.วันเดียวกัน นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่าได้รับมอบหมายจากนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เพื่อให้การช่วยเหลือทางด้านคดีแก่นายกฤษณ์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานกับ พ.อ.สุชาติ พรมใหม่ ผบ.ร.11 รอ. ว่าจะให้ตนและทีมทนายเข้าไปใน ร.11 รอ.ได้หรือไม่ เพราะตนในฐานะทนายความ หากมีการสอบสวนก็ต้องเข้าร่วมสอบสวนด้วย

ต่อมาเวลา 13.00 น. หลังจากนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ นปช. เดินทางเข้าพบนายทหารพระธรรมนูญที่ ร.11 รอ.ได้ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่าได้รับการประสานจากญาติของนายกฤษณ์ เนื่องจากเห็นว่านายกฤษณ์ไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงประสานนายทหารพระธรรมนูญขอพบนายกฤษณ์ แต่ไม่ได้รับอนุญาต โดยนายทหารพระธรรมนูญระบุว่า นายกฤษณ์ถูกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก 7 วัน พร้อมย้ำว่าสถานการณ์ขณะนี้อยู่ในช่วงการประกาศกฎอัยการศึก ถือเป็นกฎหมายหลักที่บังคับใช้ จึงขอเรียกร้องผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายว่า แม้จะบังคับใช้กฎอัยการศึก แต่ผู้ต้องหาต้องได้รับการคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชนและตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทั้งนี้จากการตรวจสอบ พบว่าเจ้าหน้าที่ทหารไม่ได้นำตัวนายกฤษณ์ไปขึ้นศาลทหาร กรมพระธรรมนูญข้างกระทรวงกลาโหม เนื่องจากหมดเวลาราชการ คาดว่านายกฤษณ์ยังถูกควบคุมตัวอยู่ใน ร.11 รอ.

วันเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวในรายการมองไกล ทางสถานีโทรทัศน์ พีซทีวี กระบอกเสียงของคนเสื้อแดงว่า นายกฤษณ์ บุดดีจีน เคยเจอกันที่งานศพ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ยอมรับว่าเป็นคนเสื้อแดงจริง มอบหมายให้ทนายนปช. เดินทางไปที่ ร.11 รอ. เพื่อช่วยเหลือต่อสู้คดี เพราะไม่ใช่คนเขียนแถลงการณ์ฯ การปลอมครั้งนี้มีความจงใจปล่อยเข้ามาในโลกไซเบอร์ มีคนหลงไปแชร์ต่อมากมาย ผลลัพธ์ของการแชร์เอกสารชิ้นนี้ ระหว่างเว็บไซต์ข่าวแห่งหนึ่งกับนายกฤษณ์ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เว็บไซต์นี้แค่ไปชี้แจง และขอโทษกับ สน.ชนะสงคราม ทุกอย่างจบ แต่กับคนเสื้อแดงนั้นถูกปฏิบัติเหมือนเป็นอาชญากร เหมือนจะผลักว่าเป็นฝีมือคนเสื้อแดง เหมือนตอนทำผังล้มเจ้าปี 2553

นายจตุพรกล่าวต่อว่า คนไทย 67 ล้านคน เป็นพสกนิกรเหมือนกันทุกคน ถ้าจงรักภักดีจริงต้องไม่เอาสถาบันมาทำให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง อยากสื่อสารแบบตรงไปตรงมาว่าที่กำลังทำกันอยู่นั้นเพื่ออะไร ปรองดองหรือ ตนไม่เชื่อ หรือจะให้ออกไปเคลื่อนไหวต่อสู้ข้างนอก พวกเราใจนักเลงพอ ไม่ใช่ปากลูกผู้ชายใจยิ่งกว่าใส่ผ้าถุง นปช.ชัดเจนว่าเราจะแสดงความคิดเห็นในที่ตั้ง ไม่เป็นอุปสรรคระหว่างกัน เรามีเกียรติยศ แต่วิธีการที่ทิ่มแทงกันอย่างไม่หยุดเพื่อหาเรื่อง คนเราเมื่อถึงเวลามันไม่ทนให้ถูกกระทืบอยู่ฝ่ายเดียว แต่เวลานี้ตนท่องคำของท่านพุทธทาส คือ “โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า” วิธีนี้ไม่ใช่การสร้างความปรองดอง แต่กลับมาสร้างความหายนะ อยู่ดีๆกันไม่เป็นใช่ไหม

ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ส่งทนายความเข้าช่วยเหลือทางคดีแก่นายกฤษณ์ บุดดีจีน ว่า ทั้งรูปถ่ายคู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และแกนนำ นปช. แสดงให้เห็นว่านายกฤษณ์ไม่ใช่คนเสื้อแดงที่ร่วมชุมนุมธรรมดาทั่วไปตามที่นางธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตประธาน นปช.ระบุ แต่เป็นบุคคลสำคัญที่เป็นเนื้อแท้กับแกนนำ นปช.และพรรคเพื่อไทย ไม่เช่นนั้น นปช.คงไม่ออกมายอมรับพร้อมส่งทนายเข้าช่วยเหลือ เพราะที่ผ่านมา ถ้าไม่ใช่คนสำคัญจริงจะไม่ยอมออกหน้า คิดว่าครั้งนี้มีเหตุผลในการส่งทนายเข้าช่วยอยู่ 2 ประการ คือ 1.อยากร่วมรับฟังการสอบสวน เพื่อป้องกันการซัดทอดขยายผลมาถึงตัว 2.เพื่อไม่ให้เกิดภาพการลอยแพหรือตัดหางปล่อยวัด ทิ้งเพื่อนร่วมอุดมการณ์ไว้ในคุก แล้วตัวเองเสวยสุข

อีกด้านหนึ่ง ที่กระทรวงยุติธรรม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า การดำเนินคดีนายกฤษณ์ บุดดีจีน ผู้ต้องหาตามความผิด หมิ่นสถาบันและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ นั้นยืนยันว่า รัฐบาลดำเนินการด้วยความยุติธรรมไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด ใช่หรือไม่ใช่ นปช. ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะหลังจากมีการเผยแพร่ได้ตรวจสอบพบไอพีแอ็ดเดรสอยู่ที่คอมพิวเตอร์บ้านผู้ต้องหา เบื้องต้นทราบว่าเป็นแค่คนโพสต์หรือแชร์ต่อ ยังไม่ใช่คนที่ผลิตหรือทำเอกสารปลอม เลยนำตัวผู้ต้องหามาสอบ หาความเชื่อมโยงว่าได้ข้อมูลมาจากไหน เพื่อสาวต่อไปหาคนทำและต้นตอทำข้อมูล

รมว.ยุติธรรมกล่าวต่อว่า ขณะนี้คณะทำงานเพื่อดำเนินการติดตามผู้กระทำผิดมาตรา 112 กำลังดำเนินการให้กระทรวงการต่างประเทศทำข้อมูลชี้แจงไปยังประเทศที่มีผู้ต้องหาคดี 112 พำนักอยู่ ให้ประเทศดังกล่าวได้ทราบถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น และกลุ่มคนเหล่านั้นยังเคลื่อนไหวอยู่ตลอด จะได้รู้ว่าคนในประเทศไทยรู้สึกอย่างไรในเรื่องดังกล่าว โดยฝ่ายที่มีหน้าที่ปราบปรามต้องไปสืบสวนหาข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลนั้น ว่าอยู่ประเทศดังกล่าวแน่นอน มีหลักฐานยืนยันชัดเจน พร้อมทั้งรายละเอียดเคลื่อนไหวผ่านระบบโซเชียลมีเดีย ว่ามีไอพีแอ็ดเดรสอยู่ในประเทศนั้นๆและช่วงเวลาใดบ้าง

“เบื้องต้นได้ออกหมายจับบุคคลที่เคลื่อนไหวในต่างประเทศ 40 คน หลังจากนี้คณะทำงานและกระทรวงการต่างประเทศต้องดำเนินการหาข้อมูลและชี้แจงไปประเทศที่กลุ่มผู้ต้องหาพำนักอยู่ ความคาดหวังของตนที่จะนำคนทั้ง 40 คน ตามหมายจับมาดำเนินการในเวลาอันใกล้นั้น คงเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากมีอุปสรรคเรื่องกฎหมายการแลกเปลี่ยนหรือส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย รวมทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชน ความแตกต่างในเรื่องกฎหมายของสองประเทศ แต่คาดหวังให้ประเทศเหล่านี้ตระหนักว่าต้องควบคุมคนเหล่านี้ไม่ให้เคลื่อนไหวใดๆได้อีก” พล.อ.ไพบูลย์กล่าว

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ร้านขายก๋วยเตี๋ยวของนายดนุพล บุดดีจีน อายุ 55 ปี เลขที่ 129 ถนนสามัคคีชัย ต.ในเมือง อ.เมืองเพชรบูรณ์ บิดานายกฤษณ์ผู้ต้องหาคดีนี้ โดยนายดนุพล กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า มีลูกทั้งหมด 7 คน ในจำนวนนี้ยังเรียนหนังสืออยู่ 3 คน จะต้องทำมาหากินเลี้ยงภรรยาและครอบครัว หลังลูกชายถูกจับกุมและเป็นข่าวแพร่กระจายออกไป ทำให้ร้านก๋วยเตี๋ยวของตนได้รับผลกระทบมาก ปกติช่วงเที่ยงจะมีลูกค้ามาอุดหนุนแน่นร้าน แต่วันนี้บางตาจนแทบไม่มี ไม่รู้จะไปทำมาหากินอะไรได้อีก สิ่งที่นายกฤษณ์ลูกชายทำลงไป ตนไม่ได้รับรู้อะไรด้วยเพราะมัวแต่ทำมาหากิน ยืนยันว่าตนและภรรยาเคารพรักในหลวงเหมือนคนไทยทุกๆคน เรื่องที่เกิดกับลูกชายคงปล่อยให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองดำเนินการ ไม่ขอพูดอะไรอีก แต่ขอความเห็นใจในการประกอบอาชีพค้าขายต่อไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้