วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เคาะเศรษฐกิจไทยโต 4.2% เจพีมอร์แกนคาด ธปท.ลดดอกเบี้ย 0.25

นายเบนจามิน ชาทิล นักวิจัยด้านนโยบายและเศรษฐกิจ กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชีย บริษัทเจพีมอร์แกนเปิดเผยว่า มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้ ยังมีความไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับนโยบายและการใช้จ่ายของภาครัฐอย่างมีนัยสำคัญ โดยประเมินว่าจีดีพีไทยปีนี้จะกลับมาโตได้ที่ 4.2%

ตัวเลขนี้ยังไม่นับรวมการลงทุนภาครัฐในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยนับเพียงการใช้จ่ายงบประมาณระยะสั้นของภาครัฐที่สามารถทำได้ทันที เช่น โครงการขุดลอกคูคลอง สร้างและซ่อมแซมถนน แต่หากงบฯส่วนนี้ใช้ได้ไม่ตามเป้าก็อาจทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้ไม่ถึง 4.2% แต่หากปีนี้มีเม็ดเงินจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่เข้ามาก็จะมีผลให้เศรษฐกิจ ไทยโตได้มากกว่า 4.2% เช่นกัน ส่วนการส่งออกของไทยปีนี้นั้นจะเติบโตกว่า 2 ปีที่ผ่านมา แต่คงโตได้ ไม่มากนัก โดยการส่งออกบางส่วนได้รับแรงกระตุ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะที่ดุลบัญชี เดินสะพัดจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลง โดยจะได้เห็นการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้ นอกจากนี้ อุปสงค์ภายในประเทศจะได้ประโยชน์จากภาวะสินเชื่อ ที่เข้มงวดน้อยลง แต่แผนการใช้จ่ายของภาครัฐถือเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากกว่า ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานและภาคการเงินของไทยยังคงมีความแข็งแกร่ง

นายชาทิลยังกล่าวถึงอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ และปรับตัวลง 2 เดือนติดต่อกันมานี้ว่า ไม่น่าห่วงเพราะเงินเฟ้อที่ลดลงเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ลดลง ไม่ได้เกิดจากการใช้จ่ายที่ลดลง แต่อย่างไรก็ตาม มองว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้น หากประเทศไทยต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขัน เพราะช่วงที่ผ่านมาธนาคารกลางกว่า 20 ประเทศทั่วโลกได้ผ่อนคลายนโยบายการเงิน ดังนั้น เจพี มอร์แกน เชื่อว่า ธปท.มีโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย นโยบายปีนี้ลง 0.25% แต่การลดดอกเบี้ยนโยบายไม่น่ามีผลกระตุ้นเศรษฐกิจมาก เพราะธนาคารพาณิชย์คงไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตาม ธปท.ในทันที นอกจากนี้ ยังประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้จะต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายหรือ target infration ที่ ธปท.ได้กำหนดไว้ที่ระดับ 1% ซึ่งนับเป็นการพลาดเป้าหมายครั้งแรกในรอบ 15 ปีของ ธปท.

นายชาทิลยังประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในกลางปีนี้ ส่วนจะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินทุนไหลเข้า-ออกในไทยและเอเชียอย่างไรนั้น นายชาทิลกล่าวว่าจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ของตลาดอยู่แล้ว จึงไม่น่าส่งผลกระทบให้เกิดการตื่นตระหนก ที่จะทำให้เงินทุนไหลออกอย่างรุนแรง ประกอบกับขณะนี้เงินต่างชาติถือพันธบัตรและหุ้นในเอเชียรวมทั้งไทยไม่มาก

ด้าน ม.ล.ชโยทิต กฤดากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ เจพีมอร์แกน ประเทศ ไทย กล่าวว่า กระแสการควบรวมกิจการและการออกไปซื้อกิจการในต่างประเทศของธุรกิจไทยยังคงมีต่อเนื่อง เพื่อสร้างเครือข่ายในระดับนานาชาติ และเพื่อออกไปครองส่วนแบ่งตลาดในต่างประเทศ โดยกลุ่มธุรกิจไทยที่มีศักยภาพในการซื้อกิจการ และเป็นผู้นำในตลาดโลกคือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค และธุรกิจพลังงาน ในทางกลับกันประเทศไทยยังเป็นจุดหมายของบริษัทข้ามชาติในการเข้ามา ซื้อกิจการและเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานหรือศูนย์กลางการขยายธุรกิจออกไปยังประเทศในเอเชียและลุ่มน้ำโขง ที่เศรษฐกิจกำลังมีการเติบโตอย่างมาก โดยปีนี้จะ ได้เห็นดีลที่เจพีมอร์แกนเป็นที่ปรึกษา ทั้งการที่ธุรกิจไทยออกไปซื้อกิจการในต่างประเทศ และกลุ่มทุนข้ามชาติจะเข้ามาซื้อกิจการในไทย นอกจากนี้ เจพีมอร์แกนยังสนับสนุน นโยบายรัฐบาล ในการแก้ไขกฎหมายและปรับปรุงภาษี เพื่อดึงดูดให้บริษัทระดับโลกมาใช้ไทยเป็นศูนย์กลางหรือที่ตั้งสำนักงานในภูมิภาคนี้ เพื่อให้การทำธุรกรรมการเงินและการซื้อขายมาผ่านที่ประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ไทยได้ประโยชน์อีกมาก.

นายเบนจามิน ชาทิล นักวิจัยด้านนโยบายและเศรษฐกิจ กลุ่มประเทศเศรษฐกิจ เกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชีย บริษัทเจพีมอร์แกนเปิดเผยว่า มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้ ... 6 ก.พ. 2558 00:39 6 ก.พ. 2558 00:40 ไทยรัฐ