วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จำเป็น-มัดมือชก สัมปทานรอบที่ 21

พวงทิพย์ ศิลปศาสตร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ในฐานะหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลบริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมที่ทำการสำรวจและผลิต พาคณะเข้าเยี่ยมชมแท่นผลิตปลาทอง กลางอ่าวไทยที่ผลิตทั้งน้ำมันดิบ...ก๊าซธรรมชาติในแหล่งเดียวกันพร้อมๆกัน

สถานการณ์พลังงานของประเทศวันนี้ ในหน้าที่กำกับ ดูแล จัดหา...เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ พวงทิพย์ ยืนยันว่า... “เราจัดหาได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้”

โดยเฉพาะ “ก๊าซธรรมชาติ” วันหนึ่งเราใช้ประมาณ 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต แต่เราสามารถผลิตได้ภายในประเทศเพียง 3,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตเท่านั้น

ส่วนที่เหลืออีก 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต เราได้มาจากพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย 700-800 ล้านลูกบาศก์ฟุต แล้วเราต้องนำเข้าก๊าซจากประเทศพม่า ราวๆ 1,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต

ปัจจุบันเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ เราต้องมีการนำเข้า “แอลเอ็นจี” หรือ “ก๊าซธรรมชาติเหลว” วันละประมาณ 200 ล้านลูกบาศก์ฟุต จึงจะเพียงพอต่อความต้องการใช้ในแต่ละวัน

“ก๊าซธรรมชาติ”...วันละ 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต เราใช้ทำอะไร? คำตอบก็คือผลิตไฟฟ้า ร้อยละ 60-70 ด้วยเหตุผลที่ว่าเชื้อเพลิงอื่น ลิกไนต์ ถ่านหิน น้ำมันเตา พลังงานหมุนเวียน มีสัดส่วนใช้ผลิตไฟฟ้าน้อยมาก

เมืองไทย...พึ่งพาก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าเยอะมาก

“ราคาก๊าซ” เป็นประเด็นปุจฉาสำคัญอีกเรื่อง คนไทยซื้อพลังงานแพงเกินจริงเมื่ออิงราคาตลาดโลก พวงทิพย์ บอกว่า ราคาก๊าซในอ่าวไทยอยู่ที่ 243 บาท เป็นราคาต่อ 1 ล้านบีทียู...อยู่ที่ราวๆ 8 เหรียญสหรัฐฯ ถ้าเราไปดูราคาก๊าซนำเข้าจากประเทศพม่าจะอยู่ประมาณ 381 บาทต่อ 1 ล้านบีทียู

ส่วนราคาแอลเอ็นจี เคาะอยู่ที่ 542 บาท

สิ่งที่จะเกิดขึ้น ถ้าต้องนำเข้าแอลเอ็นจีมากขึ้น ต้องนำก๊าซไปใช้ผลิตไฟฟ้าเป็นส่วนใหญ่ ค่าไฟฟ้าจะต้องเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เพิ่มขึ้นอีกประมาณเท่าตัว

...เป็นเหตุผลสำคัญที่เราต้องสำรวจ ผลิตปิโตรเลียมในประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อลดการนำเข้า

สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ก็คือความต้องการใช้ที่จะเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะปี 2561 ถ้าเราไม่สำรวจพัฒนาเพิ่ม เราจำเป็นต้องนำเข้าแอลเอ็นจีถึงวันละประมาณ 1,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตทีเดียว

สถานการณ์ความมั่นคงด้านพลังงานประเทศไทย หากเราไม่มีการสำรวจ...ผลิตปิโตรเลียมเพื่อเพิ่มปริมาณสำรองให้กับประเทศ ไม่นานมานี้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติโดนกลุ่มประชาชนบางกลุ่มกล่าวหาว่า สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนไทยทั้งประเทศ ด้วยการกล่าวว่า “ก๊าซธรรมชาติเราจะใช้ไปไม่เกิน 7 ปี...อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติต้องรับผิดชอบว่าทำไมต้อง 7 ปี”

พวงทิพย์ อธิบายว่า ข้อมูลปริมาณก๊าซฯสำรองที่เราบอก พิสูจน์แล้วว่ามีเงินในกระเป๋าแน่นอน คือ 90 เปอร์เซ็นต์ หารด้วยอัตราการใช้ในแต่ละปีก็จะออกมาเป็นตัวเลข 6.4 หรือประมาณ 6-7 ปี

ซึ่งหมายถึงปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่เรามีอยู่ในกระเป๋า...มั่นใจว่าจะมีแน่ๆ

ในเชิงสำรอง คาดการณ์อีกว่าจะมีอยู่ที่ระดับ 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อาจจะเพิ่มขึ้นมาเป็นปริมาณสำรองที่มั่นใจได้แน่นอนเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์อาจจะเป็นไปได้ หากมีการสำรวจหรือพัฒนาเพิ่ม

ปัญหาวันนี้...การที่บริษัทจะไปสำรวจ พัฒนาเพิ่ม จะมีภาคประชาชนต่อต้าน ไม่เข้าใจ บางคนก็อ้างว่า...การสำรวจจะทำให้ข้าวหอมมะลิกลายพันธุ์ หรือไม่ก็ยางกรีดไม่ไหล นกเขาไม่ขัน

การเปิดให้สัมปทานไปแล้ว 20 รอบ นับตั้งแต่ปี 2514 จนถึงปัจจุบัน สัมปทานครั้งสุดท้ายรอบที่ 20 ให้ไปในปี 2550 จะเห็นว่า...แหล่งปิโตรเลียมส่วนใหญ่ถูกค้นพบในสัมปทานรอบที่ 1 น่าสนใจอีกว่าแหล่งปิโตรเลียมที่ค้นพบในรอบต่อๆมาก็จะมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ

ปัจจุบันปี 2558 แทบจะไม่พบแหล่งใหม่ ปริมาณที่พบส่วนใหญ่ก็จะเป็นก๊าซธรรมชาติมากกว่าน้ำมันดิบ อัตราส่วน 70 ต่อ 30 และในสัมปทานรอบที่ 18, 19, 20 สำรวจพบปิโตรเลียมน้อยมาก...น้อยลงเรื่อยๆ

ในภาพรวมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม พวงทิพย์ ศิลปศาสตร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ย้ำว่า นอกจากการลดการนำเข้าแล้ว สิ่งที่ประเทศจะได้ก็คือรายได้ของรัฐที่มาสู่ประเทศชาติ

ปี 2556 เรามีรายได้จากการประกอบกิจการปิโตรเลียม 207,500 ล้านบาท มาจากการจัดเก็บค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ

นับมาตั้งแต่ปี 2539-2556 เม็ดเงินก้อนนี้ถูกจัดสรรไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. อบจ. ในพื้นที่ที่มีการผลิตปิโตรเลียม เป็นเงิน 30,860 ล้านบาท

ประเด็นสำคัญคือ...ผลประโยชน์ประเทศชาติ กำกับดูแลอย่างเป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้

ไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เสริมว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานและอนาคตก็ยังต้องนำเข้า การผลิตปิโตรเลียมที่เห็นในอ่าวไทยเป็นการช่วยประเทศในการลดการนำเข้า พึ่งพาตนเอง ส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงาน สร้างงาน

ประเด็นที่พูดถึง พลังงานไทยมีมาก...น้อย? ในฐานะที่ปฏิบัติงานในพื้นที่มานานกว่า 50 ปี ยืนยันว่าปริมาณสำรองที่พิสูจน์ทราบแล้วมีอย่างจำกัดจริง ในอัตราการใช้ปัจจุบัน...ก็อยู่ได้ไม่เกิน 7 ปี

การสำรวจเพิ่มเติม แหล่งปลาทอง...อัตราลดลงของแต่ละหลุมอยู่ที่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ความเป็นจริงอายุหลุมก็จะอยู่ได้แค่ 2-3 ปี การพัฒนาแหล่งใช้เวลานาน...เฉพาะการสำรวจใช้เวลา 3-6 ปีเป็นอย่างน้อย ในแหล่งที่ไม่เคยเข้าไปเลยอาจจะนานกว่านั้น กว่าจะวางแผนผลิต ลงมือผลิตขุดเจาะก็เกือบ 10 ปี

ไพโรจน์ บอกว่า สัมปทานรอบต่างๆจะถูกกำหนดให้เวลาการเปิดสำรวจเพิ่มเติมที่เหมาะสมกับศักยภาพและอัตราการลดลงของแหล่ง เป็นสิ่งที่ถูกต้องในการวางแผนระยะยาวเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน

เชื่อว่า...เป็นความคาดหวัง เป็นยุทธศาสตร์สำคัญด้านพลังงานประเทศไทย

ประเด็นสัมปทานรอบใหม่...รอบที่ 21 เป็นประเด็นข้อเรียกร้องสำคัญที่กลุ่มผู้เรียกร้องความชอบธรรม ปฏิรูปพลังงานไทย เดินหน้าทักท้วงขอให้ “หยุด”...เพราะยังมีความเคลือบแคลงสงสัยในข้อมูลความเป็นจริง

อาทิ ตัวเลขที่ยังไม่ตรงกัน ปริมาณนำเข้าก๊าซฯ ความจริงนำเข้าเพียง 20 เปอร์เซ็นต์...ลดลงจาก 27 เปอร์เซ็นต์ในปี 2549 ในประเด็นการพบปริมาณสำรองที่ผลิตได้น้อย เนื่องจากสัมปทานรอบ 19 ในปี 2548 เพิ่งเข้าสู่ช่วงผลิตในปีนี้ ส่วนรอบ 20 ในปี 2550 ยังอยู่ในช่วงพัฒนา จึงยังไม่ควรรวมเข้ามา

แล้วก็มาถึง...ประเด็นก๊าซส่วนใหญ่ถูกใช้ผลิตไฟฟ้าปีละ 1 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ภาคประชาชนแย้งว่า...ตัวเลขน่าจะเพียงพอ ในเมื่อเรามีกำลังผลิตก๊าซธรรมชาติได้วันละ 4,084 ล้านลูกบาศก์ฟุต คูณ 365 วันก็เท่ากับปีละ 1.45 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต...มากกว่าความต้องการผลิตไฟฟ้าเกือบเท่าตัว

เหตุผลก๊าซฯไม่เพียงพอ เพราะจัดสรรไม่ถูกต้อง?...ไม่เป็นธรรม? จัดสรรให้ธุรกิจปิโตรเคมีมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดมาหลายปีหรือเปล่า? นับรวมไปถึงผลประโยชน์...รายได้เข้ารัฐที่เสียเปรียบ ไม่สอดคล้อง

ทุกฝ่ายมีเป้าหมายทำเพื่อผลประโยชน์ประเทศชาติ ทางออกสัมปทานรอบที่ 21 น่าจะมี...อย่างน้อยๆประชาชนทั้งประเทศก็จะได้รู้ แท้จริงแล้ว...เป็นความ “จำเป็น” หรือ...“มัดมือชก”.

5 ก.พ. 2558 10:20 5 ก.พ. 2558 10:25 ไทยรัฐ