วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ครบ 1 ปี ย้อนรอย'บิ๊กตู่'ดับกระแสปฏิวัติไร้ผู้ใหญ่มาบังคับกดดัน

“มีคนส่งจดหมายเรียกร้องมาที่กองทัพบกเยอะ ผมจึงให้สำนักงานเลขานุการกองทัพบกชี้แจงกลับไปขอบคุณทุกความคิดเห็นที่เป็นห่วงกองทัพ กองทัพเป็นของประชาชนทุกคน อยากให้ทุกคนรักทหารบ้าง หรือถ้าจะเกลียดทหาร หรือไม่ชอบทหารบ้างก็ไม่เป็นไร แต่อย่าหยาบคายกับทหาร เพราะถือว่า เป็นการไม่ให้เกียรติกัน ผมรับราชการทหารมา 30 กว่าปี ดูแลประเทศชาติมาเยอะ ผ่านศึกสงครามชายแดนมาพอสมควร แต่จะมาด่าผมหรือทหารเป็นหมูเป็นหมา มันไม่ใช่ กรุณาให้เกียรติกัน เมื่อท่านไม่ให้เกียรติผม ผมก็ไม่ให้เกียรติท่าน ดังนั้น ช่วยกันรักษากฎหมายเท่าที่สามารถทำได้ให้มากที่สุด และให้ความเป็นธรรมกับทุกส่วน ฝากให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหาร และอย่าขาดความเชื่อมั่นในเจ้าหน้าที่” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ส่วนกรณีที่ พล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีต ผบ.สส., พล.อ.วิมล วงศ์วานิช อดีต ผบ.ทบ. และอดีตนายทหารระดับสูง จัดตั้งกลุ่มรัฐบุคคลเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ" ท่านเกษียณอายุไปแล้ว คงนัดเจอกันบ้าง เพราะห่วงใยชาติบ้านเมือง แต่ไม่ได้มายุ่งเกี่ยวอะไรกับพวกตน ไม่ได้มาสั่งอะไร มีแต่ให้กำลังใจ ท่านก็แค่นั่งกินกาแฟ และแสดงความคิดเห็น อาจไม่รู้จะคุยอะไรกันจึงคุยเรื่องบ้านเมือง เรื่องกองทัพบ้าง ส่วนจะพูดอะไรเป็นความคิดเห็นของท่าน ทุกท่านหมดหน้าที่จากกองทัพไปแล้ว คิดว่าคงไม่มาสั่งอะไรใคร แต่ความคิดของคนห้ามกันไม่ได้ ตราบใดที่บ้านเมืองยังไม่สงบ ทุกคนมีสิทธิ์คิด แต่ปัญหาคือ จะทำอย่างไรให้ถูกต้องเหมือนกองทัพบก ที่พยายามทำให้ถูกต้อง"

คำสัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2557 ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ซึ่งในขณะนั้น "บิ๊กตู่" ยังดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) มีหน้าที่คุมกำลังทหารในกองทัพ ดูแลความมั่นคงของประเทศ และประชาชน ทั้งยังยืนยัน ให้ยึดกติกาของประเทศ

“ใครจะมากดดัน ไม่มีผู้ใหญ่ที่ไหน อย่าพูดให้เสียหาย โตมาจนถึงบัดนี้คงไม่มีใครมาบังคับ เพราะทำงานด้วยระบบและกติกา คงไม่ฟังอะไรที่นอกเหนือจากกติกาของกองทัพบก ดังนั้น ไม่มีใครชักจูงได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

จากวันนั้นจนมาถึงวันนี้ ครบรอบ 1 ปีพอดี วันที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมีภาระอันใหญ่หลวงในการบริหารประเทศ ทั้งต้องกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศไทยว่า แท้จริงแล้วต้องการให้เดินไปในทิศทางใด ในการที่จะนำไทยกลับเข้าสู่การเลือกตั้งคืนประชาธิปไตยที่แท้จริงให้กับประเทศ ตามโรดแม็ป 3 ขั้นที่ คสช.ได้ประกาศไว้

แน่นอนว่า ระหว่างทางที่เดินไปสู่เป้าหมายของรัฐบาลและคสช.นั้น ทราบดีแต่แรกแล้วว่าไม่มีทางที่หนทางจะ "โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ" มันต้องเจอกับขวากหนามอุปสรรค ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง เป็นธรรมดา ตามสัจธรรม โลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ” 

ที่ผ่านมา ก็เห็นชัดแล้วว่า ถึงอย่างไร คสช.-รัฐบาล ก็ต้องเจอกับคลื่นใต้น้ำจากฝั่งตรงข้าม หรือผู้มีแนวคิดทางการเมืองที่ไม่เห็นด้วยมาเป็นระยะโดยตลอด แค่กรณีการสร้างกระแสตั้งข้อสงสัยว่า ทหารเข้ามาควบคุมอำนาจบริหารประเทศทำเพื่อชาติจริงหรือไม่ หรือท้ายสุดเข้าควบคุมอำนาจจะเสียของอีก หรือเป็นได้แค่สมบัติผลัดกันชม จนไม่สามารถเดินหน้าไปสู่การปฏิรูปประเทศขนานใหญ่ได้ 

ต้องยอมรับว่า มาจนถึงวันนี้ก็ยังมีกลุ่มบุคคลที่อย่างไร ก็ไม่ชอบทหารอยู่ดี ทั้งที่ไม่ชอบจริงๆ เพราะติดภาพเก่าๆ ของทหารในยุคปี 2516-2519-2535 หรือจะเป็นอย่างกลุ่มหลังที่หวังใช้สถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น การบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาล โดยเฉพาะช่วงนี้ที่มีการเน้นเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชนเป็นส่วนใหญ่ อาจหวังใช้เป็นหัวเชื้อโจมตีเพื่อให้เกิดการลุกฮือของประชาชนกลุ่มไม่พอใจ เพื่อหนทางที่สดใสในการกลับเข้ามาเกาะกุมอำนาจรัฐได้อีกครั้งเมื่อโอกาสนั้นมาถึง หรือเมื่อประเทศกลับเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งอีกครั้งในต้นปี 2559 ตามโรดแม็ป ที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศเอาไว้ในการประชุมแม่น้ำ 5 สาย ที่สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดีรังสิต ดังนั้น คสช.-รัฐบาล จึงต้องควรระมัดระวัง  

แต่โชคดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.ที่ผ่านมา ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า อย่างน้อยรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาในประเทศที่หมักหมมมานานนับ 10 ปีจริง แม้จะทำไม่ใช่ทั้งหมด แต่เรื่องสำคัญๆ คือ การเอาจริงเอาจังพวกทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้ออกมารณรงค์ไว้ก่อนหน้า หรือกรณีแสดงความตั้งใจในการทำงาน ซึ่งบิ๊กตู่ได้แสดงให้ประชาชนเห็น จนสามารถทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อใจ ส่งผลให้รัฐบาลสามารถฟันฝ่าบริหารราชการแผ่นดินมาถึงวันนี้ได้

สิ่งที่ตอกย้ำจริงๆ ก็คือ ไม่ว่าประเทศจะปกครองด้วยระบบใด สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ต้องได้คนดี และส่งเสริมคนดีให้คนดีเข้ามามีอำนาจทำงานเพื่อบ้านเมือง และต้องไม่ยึดติดรูปแบบประชาธิปไตย คือ การเลือกตั้งเท่านั้น เพราะสิ่งนั้นมันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยเท่านั้น หากได้อำนาจมาแต่นำไปทำแต่ประโยชน์ตนเอง และพวกพ้องโดยไม่นึกถึงประชาชน นั่นก็ไม่น่าใช่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แน่  

ดังนั้น คนที่น่าทราบถึงเหตุผลการที่ทหารต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองดีที่สุด ไม่น่าจะเป็นใครที่ไหน ก็ตัว "บิ๊กตู่" เองนั่นล่ะ รู้ดีว่าที่ต้องเสี่ยงชีวิตเข้ามาผ่าทางตันเข้าบริหารประเทศไทยในวันนี้ อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงกันแน่ ระหว่างอยากได้อำนาจเพื่อแก้ปัญหาทำงานให้ประเทศจริงอย่างที่ประกาศไว้ หรือแค่อยากได้อำนาจและใช้มันเพื่อตัวเองและพวกพ้องเท่านั้น "ระยะทางพิสูจน์ม้ากาลเวลาพิสูจน์คน"   

คนที่ทราบถึงเหตุผลการที่ทหารต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองดีที่สุด ไม่น่าจะเป็นใครที่ไหน ก็ตัว "บิ๊กตู่" เองนั่นล่ะ รู้ดีว่าที่ต้องเสี่ยงชีวิตเข้ามาผ่าทางตันเข้าบริหารประเทศไทยในวันนี้ อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงกันแน่ 4 ก.พ. 2558 23:03 ไทยรัฐ