วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มีแต่เงื่อนไขเหนื่อยๆ

ตอกย้ำระดับสถานการณ์ที่ไม่ปกติ

กับ “แถลงการณ์ปลอม” ที่แชร์กันว่อนโลกออนไลน์ ถึงขั้นที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องมีคำสั่งด่วนให้ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกรัฐบาล ออกมาแจ้งต่อสื่อมวลชนและประชาชนว่า ตามที่มีผู้ไม่หวังดีปล่อยข้อมูลข่าวสารทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก เกี่ยวกับแถลงการณ์ของสำนักพระราชวังฉบับที่ 13

รัฐบาลขอยืนยัน เรื่องดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ

และทั้ง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กับ “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก ต่างก็ออกมาย้ำคำสั่งของหัวหน้า คสช.ให้ติดตามขบวนการปล่อยแถลงการณ์ปลอมมาดำเนินคดีให้ได้

เล่นเอานั่งไม่ติดไปตามๆกัน

ตามเหลี่ยมสถานการณ์ที่ “ปมร้อน” สามารถกระตุกรัฐบาลทหารจนสะดุ้ง

ที่สำคัญกว่านั้น โดยจังหวะมันก็เป็น 2 ช็อตต่อเนื่องกัน กับปรากฏการณ์ระเบิดสร้างสถานการณ์ที่สถานีรถไฟฟ้า หน้าห้างหรูสยามพารากอน

กระแสร้อนยังไม่จางไปจากหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์

โดยสถานการณ์ยังกรุ่นๆแบบที่ พล.อ.อุดมเดช ต้องออกโรงมาการันตี ขอให้ประชาชนใช้ชีวิตปกติ อย่าแตกตื่น เพราะเจ้าหน้าที่วางกำลังดูแลรักษาความปลอดภัยให้อยู่

ขณะที่ “บิ๊กตู่” ก็ต้องโดดออกมาช่วยการันตี ขอให้เชื่อมั่นรัฐบาลชุดนี้ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และขอให้สื่อมวลชนอย่าขยายความการใช้ความรุนแรง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย

ที่แน่ๆ หัวหน้า คสช.ปฏิเสธเสียงแข็ง รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้สร้างสถานการณ์เพื่อเป็นข้ออ้างในการคงประกาศใช้กฎอัยการศึก รวมทั้งไม่เกี่ยวกับประเด็นการแต่งตั้งโยกย้ายทหารแต่อย่างใด

“ตัดชนวน” ไม่ต้องโยงปม “น้องในไส้” กับ “น้องในทีม”

ในจังหวะที่แนวทางการสอบสวนในเบื้องต้นของตำรวจก็พุ่งเป้าผู้ก่อการระเบิดสร้างสถานการณ์ น่าจะเป็นเครือข่ายเดียวกันกับขบวนการแนวร่วมคนเสื้อแดงที่เขตมีนบุรี

โดยแรงจูงใจที่ฟันธงเลยว่า มาจากปมทางการเมือง

ทั้งหมดทั้งปวง ตามท้องเรื่องที่โยงใยกันอยู่ ทั้งแรงสะท้อนทางการเมืองจากฝ่ายต้าน ไหนจะศึกในหมู่ท็อปบูตที่ขบเกลียวอำนาจในฝ่ายเดียวกัน

เงื่อนไขสถานการณ์ภายในประเทศที่เพิ่มขีดระดับความเข้มข้นขึ้นทุกขณะ

ขณะที่แรงเสียดทานจากภายนอกก็ส่อแววจะลุกลามใหญ่ กับจังหวะที่พี่เบิ้มสหรัฐอเมริกา เข้ามาแสดงท่าทีถือหางอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กดดันให้รัฐบาลยกเลิกกฎอัยการศึก

ลามไปถึงการเปิดศึก “ชาตินิยม”

ตามจังหวะโต้กลับแบบไม่ยั้ง ทั้งรัฐบาลที่แอ็กชั่นผ่านกระทรวงการต่างประเทศ อีกด้านก็เป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่แสดงอาการไม่พอใจอย่างแรง

แท็กทีมสวนหมัดกลับแบบไม่กลัวศักดิ์ศรีพญาอินทรี

จริงอยู่ ณ นาทีนี้ยังไม่มีผลอะไรชัดเจนจากปรากฏการณ์ “โลกล้อมประเทศไทย”

แต่ถึงจังหวะถ้าสหรัฐฯออกฤทธิ์เดชขึ้นมาจริงๆ มันก็จะสะเทือนไปถึงภาวะเศรษฐกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้ ภายใต้เงื่อนไขบังคับที่เศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งพาการส่งออก

ผูกติดอยู่กับเศรษฐกิจโลกถึงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

แค่โดนบีบนิ่มๆจากมาตรการกีดกันทางการค้าก็หน้าดำหน้าเขียวแล้ว

ยิ่งเป็นอะไรที่ประเมินตามข้อมูลล่าสุดของนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ออกมาสะกิดให้ติดตามอัตราเงินเฟ้อ หากติดลบต่อเนื่อง 6 เดือนจะเข้าขั้นภาวะเงินฝืดได้

ไม่มีอะไรเป็นใจ สถานการณ์รัฐบาลทหารมีแต่จะเหนื่อยหนักขึ้น.

ทีมข่าวการเมือง

3 ก.พ. 2558 23:27 3 ก.พ. 2558 23:27 ไทยรัฐ