วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปตท.ฝากการบ้านรัฐบาล ประหยัดนำเข้าน้ำมันช่วยสินค้าเกษตรอย่างไร

ปตท.ร่วมเวที “เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม” พบโลกกำลังวิตกปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน ขณะที่ผู้ใช้ได้ประโยชน์ ฝากรัฐบาล คิดต่อเงินที่ประหยัดได้จากราคาน้ำมันลด ช่วยเหลืออุ้มชูสินค้าเกษตรให้ปรับราคาขึ้นได้อย่างไร

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยสาระสำคัญภายหลังเดินทางเข้าร่วมประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม เมื่อช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่า โลกกำลังวิตกปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะวิกฤตการณ์น้ำมัน และการล้มละลายทางเศรษฐกิจของบางประเทศในยุโรป

ทั้งนี้หลังจากที่ใช้เวลาในการแก้ไขปัญหามานานพอสมควร แต่ท้ายที่สุด กรีซซึ่งอยู่ในกลุ่ม PIGS ได้แก่ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ และสเปน ก็ไม่สามารถทนแรงกดดันจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และมาตรการรัดเข็มขัดจากหลายประเทศได้ จำต้องประกาศยกเลิกการใช้มาตรการต่างๆพร้อมขอออกจากโปรแกรมของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กับ อีซีบี ซึ่งอาจจะสร้างปัญหาให้แก่ยุโรปโดยรวม โดยเฉพาะประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อย่าง เยอรมนี และฝรั่งเศส

ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ก็ประกาศยกเลิกการตรึงค่าเงินฟรังก์สวิสกับยูโร หลังจากที่เงินยูโรอ่อนค่าลง และมีผลทำให้เงินฟรังก์สวิสไม่มีเสถียรภาพ และต้องอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เงินเยนและเงินสกุลอื่นๆด้วยการแข็งค่าขึ้นของเงินฟรังก์สวิส อาจจะหยุดการขาดทุนต่อเนื่องได้ แต่ผลจากที่ขาดทุนก่อนหน้าย่อมทำให้เศรษฐกิจสวิสได้รับผลกระทบตามยุโรปไปด้วย

“การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ธนาคารโลกเคยประเมินไว้ว่า น่าจะเติบโตได้ในระดับ 4.0-4.5% อาจจะเหลือแค่ 3.5% หรือต่ำกว่านั้นได้ เมื่อเศรษฐกิจยุโรปยังเปราะบาง การค้าขายของเอเชีย รวมถึงประเทศไทยก็คงจะลำบาก แม้ว่าสหรัฐฯจะเริ่มฟื้นตัวได้บ้าง แต่ตลาดจีน ญี่ปุ่น ก็ยังแย่อยู่”


นายไพรินทร์ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำมันดิบในตลาดโลกว่า ประเด็นนี้มีการพูดกันอย่างกว้างขวางในบรรดาประเทศผู้เข้าร่วมประชุม โดยเฉพาะประเทศผู้ผลิตและนำเข้าน้ำมันว่า ใครจะเป็นประเทศสุดท้ายหรือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ลาหลังหัก

“จริงๆโลกเจอวิกฤติน้ำมันมาหลายครั้ง อย่างในปี 2008 หรือ 2551 ที่ราคาวิ่งขึ้นไปสูงเกินกว่า 140 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล แล้วดิ่งลงทันทีในช่วงครึ่งหลังของปี ที่ระดับ 37 เหรียญต่อบาร์เรลเรามีการคุยกันว่า ถ้าโอเปกยังคงประสงค์จะไล่กุ๊ยออกจากตลาด คือไม่ปรับลดการผลิตน้ำมันลง ด้วยเหตุผลเพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดี น้ำมันมีปริมาณมาก มันก็อาจจะทำให้หลายประเทศสั่นสะเทือนได้อย่างเช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งรัฐเคยอุดหนุนน้ำมันแก่ประชาชน วันนี้ทำไม่ได้แล้ว แต่จะแก้ไขอย่างไร ยังหาทางออกกันอยู่”

อย่างไรก็ตาม แม้หลายประเทศในโลกที่ผลิตน้ำมันได้ ทั้งรัสเซีย ไนจีเรีย น้ำมันใต้ทะเลอย่างแคนาดา แองโกลา หรือแม้แต่ เชลล์ออยล์ของสหรัฐฯ ซึ่งบริษัทใหญ่ๆอาจมีอันต้องล้มหายตายจากไป แต่อย่าลืมว่า โลกอาหรับ หรือแม้แต่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งล้วนแต่ใช้ราคาขายของน้ำมันดิบมาเป็นงบประมาณแผ่นดิน “ที่สุดก็จะต้องกระเบียดกระเสียร เพราะอย่าลืมนะ ราคาน้ำมันหายไปมากกว่าครึ่ง นั่นแปลว่า งบประมาณหายไปครึ่งหนึ่ง หรือมากกว่าครั้งหนึ่งเหมือนกัน และการใช้จ่ายที่เคยฟุ่มเฟือยก็คงจะทำไม่ได้อีกแล้ว”

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.กล่าวด้วยว่า ท้ายที่สุด คนที่กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หลังลาหักก็อาจจะเป็นซาอุดีอาระเบียแทน เพราะถ้าทั้งโลกอยู่ไม่ได้ คุณจะอยู่กันอย่างไร แม้ว่าอาจจะมีการประเมินว่า ราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นอีกในปีสองปีหน้าไปอยู่ที่ 60 เหรียญต่อบาร์เรลก็ตาม แต่ก่อนจะถึงวันนั้น อะไรจะเกิดขึ้น

สำหรับบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ทั้งในสหรัฐฯ และจีน ต่างก็ประสบปัญหาจากวิกฤติราคาน้ำมันปรับลดลงเช่นกัน โดยเมื่อเดือน ก.ค.57 ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ระดับ 109 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล และเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.57 ราคาน้ำมันดิบดูไบ ได้ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 57 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งการปรับลดลงของราคาน้ำมันดิบดังกล่าว ได้ส่งผลต่อราคาหุ้นพลังงานในตลาดโลกด้วย เช่น เอ็กซอน ราคาหุ้นปรับลดลง 8% บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ลดลง 30% เชฟรอนลดลง 13% ไซโนเปค ลดลง 14% บีพี ลดลง 20% สแตทออยล์ ลดลง 30% เป็นต้น ซึ่งในส่วนของ ปตท.สผ.นั้น ปตท.ก็คงจะให้การช่วยเหลือการลงทุน เนื่องจากเป็นการลงทุนตามนโยบายของ ปตท. โดยเชื่อว่าปี 59 ราคาน้ำมันจะทยอยปรับขึ้นอีกครั้ง

ทั้งนี้กลุ่มประเทศผู้นำเข้า ซึ่งได้รับประโยชน์จากการปรับลดลงอย่างมากของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แน่นอนราคาขายปลีกน้ำมัน จะต้องปรับลดลง ค่าไฟฟ้า และต้นทุนด้านการขนส่งต่างๆก็ต้องปรับลดลง อย่างน้อยเงินในกระเป๋าของผู้คนก็จะต้องเพิ่มขึ้น เช่น นำเข้าน้ำมันวันละประมาณ 800,000 บาร์เรล ถ้าราคาน้ำมันลดลงต่ำกว่าครึ่งเช่นนี้ ก็เท่ากับเราประหยัดเงินนำเข้าไปถึงครึ่ง

“ไม่ใช่แต่ประชาชนเท่านั้นที่มีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น แต่ยังมีบริษัทต่างๆ รวมทั้งรัฐบาลด้วย ถ้าสมมติ เรานำเข้ามาวันละ 800,000 บาร์เรล ราคาน้ำมันลดทำให้เราเสียเงินซื้อไปแค่ 400,000 บาร์เรล เงินที่ประหยัดได้ ควรนำไปทำอะไรได้บ้าง ผมว่าตรงนี้น่าจะฝากรัฐบาลไปคิดว่า เราจะทำอย่างไร
เพื่ออุ้มชูสินค้าเกษตร และสินค้าจำพวกโภคภัณฑ์ ให้ปรับราคาขึ้นได้ ใช้ให้เป็น และนำมาใช้ให้เหมาะสมกับช่วงเวลา ผมว่า น่าคิด รัฐบาลคงช่วยเหลือ ผู้คนได้อีกมากโดยเฉพาะในภาวะที่สภาพคล่องเหือดเช่นนี้”.

ปตท.ร่วมเวที “เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม” พบโลกกำลังวิตกปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน ขณะที่ผู้ใช้ได้ประโยชน์ ฝากรัฐบาล คิดต่อเงินที่ประหยัดได้จากราคาน้ำมันลด ช่วยเหลืออุ้มชูสินค้าเกษตรให้ปรับราคาขึ้นได้อย่างไร 3 ก.พ. 2558 01:01 3 ก.พ. 2558 02:11 ไทยรัฐ