วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปลุกพลังปัญญา เปลี่ยนคิดพลิกโลก

“เพราะอะไร... เกษตรกรไทย ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ ของประเทศ ยังยากจนถูกเอาเปรียบซ้ำแล้วซ้ำเล่า...ความขยัน มุมานะเพียงอย่างเดียว ช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากความยากจนได้จริงหรือ”

คำถามนี้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อขบคิดหาทางออกว่าจะทำอย่างไร ให้พวกเขาหลุดพ้นจากความยากจน สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างแท้จริง ไม่ต้อง...อ้อนวอนฟ้าฝน ไม่ต้อง...รอความช่วยเหลือจากภาครัฐ

และ...สามารถลงมือทำได้จริง เห็นผลในทางปฏิบัติชัดเจน

นับเนื่องจากความสำเร็จโครงการนวัตกรรมฟื้นฟูพื้นที่...“ดินเค็ม” ในการเปลี่ยนผืนดินเค็มที่มีอยู่กว่า 17 ล้านไร่ทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ลดลงเหลือ 11 ล้านไร่ และสามารถเพาะปลูกข้าว...พืชผลทางการเกษตรให้ได้ผลผลิตที่ดี เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ นอกจากจะมีความเป็นอยู่ดีขึ้นแล้ว...

พวกเขาเหล่านั้นยังได้เปลี่ยนวิธีคิด ดำเนินชีวิตด้วยหลักเหตุและผล

ประเด็นน่าสนใจในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา การฟื้นฟูพื้นที่ดินเค็ม สำเร็จไปได้หลายชุมชน ใน 16 จังหวัดภาคอีสาน เกิดศูนย์ฟื้นฟูดินเค็ม 72 แห่ง มีเกษตรกรต้นแบบในเครือข่ายมากกว่า 15,000 คน แต่ละคนมีรายได้เพิ่มขึ้น แถมปลดภาระหนี้สินได้อีกด้วย

ที่สำคัญก็คือ เกษตรกรเปลี่ยนวิธีคิด ที่เคยคิดว่า...ดินเค็ม คือปัญหาที่ไม่มีทางออก

“แต่...ด้วยกระบวนการสร้างปัญญาที่ใช้หลักเหตุและผล ก็เลยเอาชนะอุปสรรคทางธรรมชาติได้ และเกิดการแบ่งปันความรู้สู่คนรอบข้าง ทำให้เห็นว่าวิธีการนี้ สามารถแก้ไขปัญหาของเกษตรกรได้จริง”

ดร.เสนาะ อูนากูล ประธานคณะกรรมการกิจการสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสิ่งเหล่านี้ จึงเป็นการจุดประกายให้เกิดโครงการ “พลังปัญญา”

“เปลี่ยนวิธีคิด...พลิกชีวิตด้วยปัญญา”

เอสซีจี ร่วมกับ ภาคีเครือข่าย ประกอบด้วยมูลนิธิมั่นพัฒนา กองทัพบก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีแห่งชาติ และหอการค้าไทย จับมือร่วมกันเพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจถึงปัญหา สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ด้วยตนเอง ผ่านกระบวนการสร้างปัญญา

จุดเน้นย้ำ...การเปลี่ยนกรอบทางความคิด สามารถตัดสินใจได้โดยยึดหลักเหตุและผล จนนำไปสู่การแก้ไขปัญหา เพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน ก็เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปันกัน เป็นสังคมที่มีคุณธรรม นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ตามศาสตร์พระราชาที่ต้องระเบิดจากภายใน “คน”

ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองประธานคณะกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา บอกว่า เราเชื่อว่า...คน คือศูนย์กลางของปัญหา

และคน คือศูนย์กลางของความสำเร็จ แค่ความตั้งใจดีแล้วไปอบรมบอกเขาให้ทำโน่นทำนี่ อย่างเดียวไม่สำเร็จแน่ ต้องอาศัยความรู้ด้วย และต้องสร้างให้เขารู้สึกว่า เขามีปัญหาหรือเปล่า เขาอยากแก้ปัญหาหรือไม่ เขาแก้ด้วยตัวเองได้แค่ไหน และเราจะเข้าไปช่วยเขาแค่ไหน อย่างไร

“ที่สำคัญ...เราทำตามลำพัง ก็ได้ผลเพียงลำพัง แต่ถ้าเรารวมพลังกันแล้ว โอกาสจะประสบความสำเร็จก็มีมากขึ้น”

ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เสริมว่า ถ้าอยากลดความยากจน ต้องลงแรงด้วยปัญญา อาจจะต้องใส่เงินเพื่อเปลี่ยนเป็นปัญญา อาจจะถูกกว่าลงด้วยเงินสดเพื่อมาชดเชยราคาในตอนท้าย น่ายินดีที่รัฐบาลปัจจุบันได้เคลื่อนย้ายการสนับสนุนมาทางต้นน้ำมากขึ้น

ถือเป็นหลักสูตรที่น่าตื่นเต้นมาก

โครงการ “พลังปัญญา” เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว แผ่ขยายกิ่งก้านด้วยการคัดเลือกผู้นำเกษตรกร ปราชญ์ชาวบ้าน ที่มีศักยภาพและความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ จากภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมอบรมหลักสูตรที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างปัญญา

หัวเรี่ยวหัวแรงหลัก ดร.เฉลิมพล เกิดมณี หรือที่ใครหลายคนรู้จักในชื่อ ดร.ป๋อง นักวิจัยอาวุโส สวทช. จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้โครงการนวัตกรรมฟื้นฟูพื้นที่ดินเค็มได้ผลสำเร็จแล้วยังทำหน้าที่หัวเรือใหญ่พัฒนาหลักสูตร “พลังปัญญา” เล่าให้ฟังด้วยว่า

เนื้อหาในการอบรมจะแตกต่างจากการอบรมอื่นๆ เพราะไม่ได้สอนให้ทำ แต่สอนให้รู้จัก “คิด” เปลี่ยนวิธีการมองให้ออก จากกรอบความคิดเดิมๆ

“แต่ละพื้นที่มีปัญหาไม่เหมือนกัน เราจะจุดประกายให้เขาคิดออกจากกรอบความคิดเดิมๆ เพื่อที่จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ของตัวเองได้ อย่างการเล่นเกมจับคู่ เพื่อให้ชาวบ้านเปลี่ยนความคิดให้แตกต่างจากเดิม”

ยกตัวอย่างเช่นว่า...“ช้อน” ไม่จำเป็นต้องคู่กับ...“ส้อม” เสมอไป แต่จะคู่กับอะไรก็ได้ อยู่ที่เราเลือกที่จะใช้มันให้เกิดประโยชน์

แม่สวัสดิ์ ศรีหาผล เกษตรกรผู้นำจังหวัดสกลนคร ผู้เคยประสบปัญหายากจนซ้ำซาก บอกว่า “เคยคิดว่าเราขยัน เราต้องรอด แต่ยิ่งเราทำมาก ทำไมเรายิ่งจน มาติดใจคำพูดของ ดร.ป๋อง ทำน้อยแต่ได้มาก ก็เลยมาศึกษาตรงนี้ ยิ่งมาเข้าอบรม ได้เล่นเกมจับคู่ ก็เลยลองไปดูในชุมชนเราว่ามีอะไร ก็พบว่า...เราจะทำอะไรกับสมุนไพรที่เราปลูกไว้ จนมาจับคู่กับแจ่วบองสมุนไพร ที่ตอนนี้ขายดีมาก ทำแทบไม่ทัน”

ปัจจุบัน แม่สวัสดิ์กำลังขยายผลิตภัณฑ์แจ่วบองสมุนไพร ไปสู่ตลาดอาเซียนอีกด้วย

ที่แปลกใหม่และน่าสนใจมากก็คือ “พลังปัญญา” จะสอนหลักสูตรมินิเอ็มบีเอด้วย นอกจากเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตในท้องถิ่นของตัวเองแล้ว ยังสอนให้เข้าใจตลาด ทำความเข้าใจกับความต้องการของลูกค้า และมองเห็นช่องทางในการเพิ่มมูลค่าทางการตลาด

หลักสูตรนี้ได้อาจารย์รี่ หรือ ดร.พีระพงษ์ กลิ่นละออ อดีต ผอ.สำนักงานสำนึกรักบ้านเกิด ดีแทค ที่ทิ้งเงินเดือนหลายแสน มาช่วยปลุกพลังปัญญา

“ที่ผ่านมาชาวบ้านตัดสินใจไม่ได้ บางครั้งก็ตัดสินใจจากความไม่รู้ ทำให้หลงวนกับสิ่งเดิมๆ ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง ดังนั้น เราจะมีหลักคิดให้คือ ง่าย ไว ใหม่ ใหญ่ ยั่งยืน และมีความสุข เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจ ในการจะปลูกหรือขายอะไร นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ คิดอย่างไรให้ตนเองรอด สังคมรอด และถูกคุณธรรมไปพร้อมๆกันด้วย”

ถึงตรงนี้สิ่งที่ ดร.เฉลิมพล อยากจะฝากทิ้งท้ายก็คือ...การพัฒนา

ที่สำคัญและยั่งยืนที่สุด ก็คือ การพัฒนา “คน” ให้รู้จัก “คิดเป็น” และ “แบ่งปัน” เพราะเมื่อ “คิดเป็น” แล้ว ก็จะสามารถตัดสินใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีเหตุ...มีผล ขณะเดียวกัน สังคมจะสงบสุขและมีความสุขได้

หากคนในสังคมช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกัน เฉกเช่นผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน “พลังปัญญา” ก็จะส่งต่อความรู้ถ่ายทอดความคิดนี้ไปยังคนในชุมชนของตัวเองต่อไป เพื่อร่วมกันสรรค์สร้างสังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน.

2 ก.พ. 2558 11:35 ไทยรัฐ