วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยกเครื่อง "การบินไทย" บทพิสูจน์ "ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ"

ท่ามกลางการ “ปฏิรูปประเทศ” ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล “การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ” ของคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือ ซุปเปอร์บอร์ด ที่มี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายก รัฐมนตรีเป็นประธาน เป็นหนึ่งในภารกิจที่ทุกฝ่ายจับตามอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งฟื้นฟู 7 รัฐวิสาหกิจที่อยู่ในภาวะวิกฤติ มีผลขาดทุนต่อเนื่อง หนี้สินสะสมจำนวนมาก มีการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ และหลายแห่งมีปัญหาในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน และ 1 ใน 7 รัฐวิสาหกิจ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นรัฐวิสาหกิจที่คนไทยให้ความสนใจมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีกระแสข่าว “การล้มละลาย” ของสายการบินแห่งชาติแห่งนี้

ดังนั้น เมื่อ คนร.อนุมัติแผนการฟื้นฟูการบินไทย “ทีมเศรษฐกิจ” ได้สัมภาษณ์ “จรัมพร โชติกเสถียร” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริงของแผนปฏิรูปฟื้นฟูการบินไทย รวมถึงการนำการบินไทยให้กลับมาเป็นสายการบินทำกำไรอีกครั้ง ภายใต้แนวคิด “First Choice Carrier with the Touches of Thai” หรือ “สายการบินแรกที่ลูกค้าเลือก จากการบริการด้วยเสน่ห์ของความเป็นไทย”

เปิดแผนฟื้นฟู 3 S–6 แนวทาง

“การบินไทยขณะนี้เท่าที่ผมเข้ามาทำงาน มีหลายส่วนต้องแก้ไข ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หากต้องการให้ “การบินไทย” กลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจที่ทำกำไรอีกครั้ง ถึงขั้นต้อง “ปฏิรูป” ทั้งหมดโดยด่วน” นายจรัมพรเริ่มให้สัมภาษณ์ และยอมรับว่าแผนฟื้นฟูการบินไทยที่ คนร.อนุมัติ เป็นงานที่ท้าทายอย่างยิ่ง

โดยผลการดำเนินงานใน 3 ไตรมาสของปี 2557 ที่ผ่านมา ขาดทุนรวมกว่า 9,210 ล้านบาท มีผลขาดทุนสะสมจำนวนหนึ่ง และที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้น คือ การบินไทยขาดทุนต่อเนื่องมาแล้ว 6 ไตรมาสติดต่อกัน ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2556 รวม 6 ไตรมาส ประมาณ 18,000 ล้านบาท ทั้งนี้ การบินไทยมีทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 47,691.27 ล้านบาท มีสินทรัพย์รวมในไตรมาสที่ 3 ปี 2557 ตามที่รายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 310,243.06 ล้านบาท เป็นสินทรัพย์ที่ไม่หมุนเวียน 244,581.23 ล้านบาท และมีหนี้สิน 262,551.79 ล้านบาท

“สิ่งที่จะต้องเร่งทำในขณะนี้ คือหยุดเลือดที่กำลังไหล เพื่อหยุดการขาดทุนก่อน พร้อมกับยกเครื่องใหม่ในการบินไทยทั้งหมด เพื่อให้องค์กรกลับมาทำกำไรอีกครั้ง โดยตามแผนฟื้นฟูจะมีเวลาทำงานยกเครื่อง ลดรายจ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ภายในเวลา 2 ปี ตั้งแต่ปี 2558-2559

โดยอย่างน้อยขอเวลาทำงานในปี 58 ทั้งปี ซึ่งยังจะไม่ได้กำไร ซึ่งหากทำสำเร็จ ผมมั่นใจว่าการบินไทยจะกลับมามีกำไรทันทีในปี 59 และจากการประเมินในขณะนี้หลังจากดำเนินการทั้งหมดจะลดค่าใช้จ่ายได้ 15,000–20,000 ล้านบาทต่อเดือน”

สำหรับแผนปฏิรูปการบินไทยนั้น จะมีขั้นตอนฟื้นฟู 3 ขั้นตอนหลัก และ 6 แผนการดำเนินการ โดย 3 ขั้นตอนหลักๆประกอบด้วย 3 S คือ S ที่ 1 คือ “Stop the bleeding” เพื่อหยุดการขาดทุนให้ได้ S ที่ 2 คือ การสร้างความแข็งแกร่งในการแข่งขัน หรือ “Strength Building” เป็นขั้นตอนต้องปรับปรุงประสิทธิภาพในการหารายได้ให้มากขึ้น และ 3. เร่งการเติบโตอย่างมีกำไรในระยะยาว “Sustainable Growth” เป็น S ที่ 3 เมื่อการบินไทยกลับมามีกำไรอีกครั้ง เราต้องสร้างจุดแข็งขององค์กรเป็นหลักในการผลักดันให้ธุรกิจเติบโตไปได้อย่างยั่งยืน

นายจรัมพรเล่าเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับ 6 แผนปฏิรูป ประกอบด้วย 1.ปรับปรุงเครือข่ายเส้นทางการบิน ซึ่งส่วนนี้ต้องเร่งยกเลิกเส้นทางที่ขาดทุนจนไม่สามารถเยียวยาได้ รวมถึงลดความถี่ หรือ เปลี่ยนขนาดเครื่องบินให้เหมาะสมในเส้นทางที่จำเป็นต้องบินต่อ 2.ปรับปรุงฝูงบินใหม่ ลดจำนวนและแบบของเครื่องบินลงให้เหมาะสมกับการบริการ 3.เร่งเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้เพิ่มขึ้น 4.การปรับปรุงการปฏิบัติการ และ ต้นทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพตามมาตรฐานสากล 5. การปรับปรุงโครงสร้างองค์กร และ 6.การจัดกลุ่มธุรกิจของบริษัทอย่างเป็นระบบ

ปรับทัพฝูงบิน–เลิกเที่ยวบินขาดทุน

เริ่มจากแนวทางแรก การปรับปรุงเครือข่ายเส้นทางการบิน (Network Strategy) เพราะจากการรวบรวมข้อเท็จจริงลงไปในรายละเอียดพบว่า จากเส้นทางที่เราบินอยู่ทั้งหมด 72 จุดบิน 794 เที่ยวต่อสัปดาห์ พบว่า มีเส้นทางบินประมาณ 50% หรือครึ่งหนึ่งที่ไม่มีกำไร จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องปรับปรุงเส้นทางบิน ยกเลิกเส้นทางบินขาดทุนในบางสายทันที รวมถึงลดความถี่ เช่น บางเส้นทางเคยบิน 2 เที่ยวต่อวัน ลดลงเหลือเที่ยวเดียว หรือ เปลี่ยนขนาดเครื่องบินให้เหมาะสมกับเส้นทางบินนั้นๆ เพื่อลดเก้าอี้ลง ซึ่งจะช่วยลดผลขาดทุนได้

ทั้งนี้ จากการสำรวจเส้นทางบิน แบ่งได้ 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เส้นทางที่ต้องยกเลิกทำการบินแน่ๆ เนื่องจาก เป็นเส้นทางบินที่บินไปแล้วไม่มีประสิทธิภาพและไม่ทำกำไร ซึ่งในเส้นทางประเภทนี้จะถูกปิดไปกว่า 15-20% จากเส้นทางบินทั้งหมด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดการขาดทุนได้จำนวนมาก ตัวอย่างเช่น เส้นทางบินที่ปิดไปแล้วและมีผลตั้งแต่ 15 ม.ค. ที่ผ่านมาคือ เส้นทางบินกรุงเทพฯ-โจฮันเนสเบิร์ก เป็นต้น

ขณะที่ช่วงการบินฤดูร้อน ซึ่งจะเริ่มในช่วงเดือน มี.ค.จะยกเลิก เส้นทางกรุงเทพฯ-มาดริดและกรุงเทพฯ-มอสโก เพราะเศรษฐกิจยุโรปไม่ดี ส่วนนักท่องเที่ยวรัสเซียมาเมืองไทยมากจริง แต่ส่วนใหญ่เป็นชาร์เตอร์ไฟลท์ ขณะที่มี ภูเก็ต-โซล และเส้นทางอื่นอีกบางเส้นทางที่ประกาศยกเลิกเป็นการภายในแล้ว ซึ่งจะประกาศให้ทราบต่อไป

กลุ่มที่ 2.กลุ่มที่ขาดทุนเช่นกัน แต่ยังพอมีแนวโน้มที่จะกลับมาทำกำไร ซึ่งเส้นทางประเภทนี้เป็นเส้นทางที่ไม่ทำกำไรอย่างต่อเนื่อง แต่ยังพอมีศักยภาพที่จะปรับปรุงขึ้นมาได้ หรือเป็นเส้นทางที่ต้องบินต่อไป เพราะเป็นเที่ยวบินที่ส่งคนมาให้กับเที่ยวบินอื่นๆ ที่ทำกำไร เช่น เส้นทางบินกรุงเทพฯ -ลอสแอนเจลิส กลุ่มนี้มี 2 แนวทาง คือ ปรับปรุงยกเครื่องแต่ให้บริการต่อ หรือยกเลิก โดยพิจารณาอีกครั้งในไตรมาสที่ 2

กลุ่มที่ 3.เส้นทางที่ให้คงการบินไว้และทำให้มีกำไรได้ ซึ่งเส้นทางกลุ่มนี้เเม้จะยังขาดทุนอยู่บ้าง แต่สามารถที่จะขุนให้โตได้ ด้วยการจัดกระบวนทัพใหม่ และ 4. เส้นทางบินที่มีความแข็งแกร่งและทำกำไรอยู่แล้ว ส่วนนี้ต้องรักษาฐานลูกค้าไว้และเร่งขยายลูกค้าเพิ่ม ขยายเที่ยวบิน เพิ่มเส้นทางบิน กีดกันคู่แข่งอื่นไม่ให้เข้ามาแชร์ส่วนนี้ได้

สำหรับ แผนปฏิรูป ข้อที่ 2 การปรับปรุงฝูงบิน นั้น นายจรัมพร กล่าวว่า ในปัจจุบัน การบินไทยมีเครื่องบินประจำฝูงบินรวมกว่า 102 ลำ ซึ่งนอกจากจำนวนเครื่องบินที่มีจำนวนมากแล้ว ยังเป็นเครื่องบินที่แตกต่างกันกว่า 9 รุ่น และมีแบบที่แตกต่างกันกว่า 11 แบบ ขณะที่สายการบินแอร์ฟรานซ์ มีเครื่องบินทั้งฝูง 350 ลำ มีเครื่องบินแค่ 6 แบบเท่านั้น หรือเฉลี่ย 1 แบบมีเครื่องบิน 60 ลำ ขณะที่การบินไทยเฉลี่ย 1 แบบมีเครื่องบินเพียง 6 ลำ

“ยิ่งมากแบบค่าใช้จ่ายยิ่งมาก เพราะไหนจะค่าอะไหล่ ค่าการบำรุงรักษาต่างกันมาก นโยบายจะต้องลดจากที่มี 9 รุ่นให้เหลือ 6 รุ่น และลดแบบเครื่องบินจากที่มี 11 แบบให้เหลือเพียง 8 แบบ ซึ่งจะลดค่าใช้จ่ายการบริหารจัดการได้มาก นอกจากนั้น ยังมีเครื่องเก่าที่ปลดระวางการใช้งานแล้วจอดรอขายอยู่ ซึ่งในส่วนนี้การบินไทยจะขายเครื่องเก่า 22 ลำนี้ออกไปในเดือน ก.ค. นี้ และในไตรมาสที่ 4 การบินไทยจะต้องปลดระวางเครื่องอีก 10 ลำ”

ส่วนแผนการซื้อเครื่องใหม่เพิ่มเติมยังไม่มี แต่จะมีเครื่องบินแอร์บัส A-350 ที่ซื้อไว้เดิมที่จะเข้ามาในปี 2560 จำนวน 12 ลำ และมีเครื่องบินแอร์บัส A-320 ที่ซื้อไว้ 20 ลำในช่วงก่อนหน้าที่ยังรอส่งอีก 2 ลำเข้ามาเสริมฝูงบิน

ปรับปรุงระบบขายตั๋ว–หารายได้เพิ่ม

ควบคู่ไปกับการลดค่าใช้จ่าย แผนที่ 3 ฝ่ายการพาณิชย์จะต้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้เพิ่มขึ้น ส่วนแรกที่ต้องดู คือ การขายตั๋วให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะในขณะนี้เรามีปัญหาเครื่องไม่เต็ม ทั้งๆ ที่คนอยากจะบินกับเราแต่จองตั๋วไม่ได้ เก้าอี้ของการบินไทยในแต่ละไฟลท์จะว่างอยู่ 20-30% มีคนนั่งแค่ 70%

ทั้งนี้ สัดส่วนการขายตั๋วโดยสารจะมา 3 ช่องทางหลักๆ คือ 1.การจำหน่ายตั๋วผ่านผู้แทนจัดจำหน่าย หรือที่เรียกว่า “เอเย่นต์” โดยนโยบายจะไม่ได้ลดสัดส่วนการขาย หรือจำนวนของเอเย่นต์ลง แต่จะให้ไปหาวิธีที่จะเพิ่มจำนวนการขายเก้าอี้ของการบินไทยของเอเย่นต์ ให้มีสัดส่วนการขายต่อการขายทั้งหมดของเอเย่นต์เพิ่มขึ้น เพราะที่ผ่านมาเขายังขายตั๋วให้การบินไทยได้น้อยเกินไป โดยต้องการให้เพิ่มยอดขายการบินไทย 30% จากที่เคยขายเดิม

2.การจำหน่ายตั๋วโดยสารผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งส่วนนี้ยอมรับว่าประสิทธิภาพยังไม่ดี โดยให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปปรับวิธีการจองตั๋วให้มีความสะดวกและรวดเร็ว จากปัจจุบันยอดจองตั๋วผ่านระบบอินเตอร์เน็ตจะมีสัดส่วนเพียง 15% ก็ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 30% หรือเพิ่มยอดการจองจากเดิม 100% ทั้งนี้ จะต้องมีการปรับปรุงการจองตั๋วโดยสารผ่าน website ให้มีประสิทธิภาพ ใช้งานง่ายและสะดวก ซึ่งสายการบินอื่นๆ ทำได้

ขณะที่การขายตั๋วส่วนที่ 3 จะต้องมีการขายตรงมากขึ้น โดยต้องไปทำตลาด มีแผนเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม โดยเน้นศึกษาพฤติกรรมกลุ่มลูกค้าที่เดินทางมาเอง กรุ๊ปทัวร์ รวมถึงการทำข้อเสนอพิเศษแก่กลุ่มข้าราชการ องค์กรบริษัทเพิ่มขึ้นด้วย เพราะที่ผ่านมาเรายังไม่มีส่วนนี้ในการทำงานมากเพียงพอ

“เมื่อเพิ่มสัดส่วนยอดขายได้มากขึ้น จะทำให้กำไรต่อเส้นทางบินเพิ่มมากขึ้นด้วย เช่น เดิมเที่ยวบินมีเก้าอี้ว่าง 20 ที่นั่ง เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้นเหลือที่นั่งว่าง 10 ที่นั่ง ต้นทุนต่อที่นั่ง/กิโลเมตรก็จะลดลงด้วย ดังนั้น ต้องเร่งรีดไขมันออกให้หมด ถ้ารีดไขมันออกหมดการบินไทยก็รอด ถ้ารีดไม่หมดก็สู้เค้าไม่ได้

รอบนี้การบินไทยต้องปฏิรูปจริงจัง เพราะสิ่งที่จะขอให้ปฏิบัตินั้นไม่ใช่เรื่องที่เราทำไม่ได้ หรือ พิสดารที่ต้องบินไปถึงดาวอังคาร แต่เป็นเรื่องที่ทำให้มีความทัดเทียมกับสายการบินอื่นๆที่เขาทำกัน”

ทั้งนี้ นอกเหนือจากการเพิ่มรายได้ในส่วนของธุรกิจหลักคือ สายการบินแล้ว ยังพิจารณาถึงแนวทางการเพิ่มรายได้อื่นๆ ด้วย เช่น การรับจ้างคนอื่น เช่น การรับซ่อมเครื่องบิน ซึ่งเรามีความสามารถ แต่ที่ผ่านมามุ่งแต่ซ่อมเครื่องของเราอย่างเดียว แต่ในระยะต่อไปตั้งเป้าที่จะซ่อมเครื่องบินของบริษัทอื่น 30% ซ่อมเครื่องการบินไทย 70%

“ส่วนนี้จะได้ผล 2 ต่อ คือ เมื่อเรารับซ่อมคนอื่น เราได้รายได้เพิ่มขึ้น และลดค่าใช้จ่ายค่าซ่อมของบินไทยไปด้วยในตัว และเท่าที่พิจารณาศักยภาพใน 10 ปีข้างหน้าจะมีเครื่องบินใหม่เข้ามาในประเทศไทยประมาณ 2,000 ลำ ซึ่งทำให้ไม่ยากที่จะหาลูกค้า แต่เราต้องเตรียมตัวดำเนินการตั้งแต่วันนี้”

ปฏิรูปเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร

แผนปฏิรูปที่ 4 การปรับปรุงการปฏิบัติการ และ ต้นทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิ-ภาพและคุณภาพตามมาตรฐานสากล และ แผนปฏิรูปที่ 5 การปรับปรุงโครงสร้างองค์กร นั้น มีคนสอบถามมากในกรณีการลดพนักงานลง 5,000 คน จากพนักงานที่มีขณะนี้ 25,000 คน ต้องบอกก่อนว่าในแผนฟื้นฟูไม่ได้มีกำหนดเลยว่า จะต้องลดพนักงานจริงๆ กี่คน แต่เป็นการคำนวณคร่าวๆ มาจากเป็นมติของ ซุปเปอร์บอร์ด เมื่อเดือน ธ.ค. 57 ที่ต้องการให้การบินไทยลดค่าใช้จ่ายทั้งหมดทุกส่วนลง 20-30% ในส่วนของพนักงานลด 20% ก็คือ 5,000 คน

แต่ในข้อเท็จจริงที่จะดำเนินการลดค่าใช้จ่ายนั้น หากสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านอื่นได้ตามเป้าหมายที่ คนร. กำหนดไว้ ก็ไม่จำเป็นต้องลดพนักงาน แต่หากไม่สามารถลดได้ ก็ต้องพิจารณาลดพนักงานโดยความสมัครใจ ซึ่งจะมีโครงการและผลตอบแทนที่เหมาะสมให้“ความจริงการบินไทยมีพนักงานที่มีคุณภาพและมีประสบการณ์ในการทำงานแต่ละด้านสูง และเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เราสามารถปรับเปลี่ยนพนักงานที่มีอยู่ให้ไปทำงานในส่วนที่ตอบรับความต้องการของลูกค้า และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในภาพรวมของการบินไทยได้ เช่น ในส่วนการให้บริการภายในเครื่องที่ถูกตำหนิมา หรือมีบางส่วนที่มีปัญหาอยู่ เราก็ให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่แล้ว มาระดมความคิดกันว่าจะหาทางเพิ่มประสิทธิภาพอย่างไร ลดต้นทุนส่วนไหนได้บ้าง จะต้องทำให้ต้นทุนต่อที่นั่งต่อกิโลเมตรลดลง”

นอกจากนั้น อยากให้มีหน่วยปฏิบัติหน้าที่เร็ว เข้าไปแก้ไขปัญหาได้ในทุกส่วนทันที เช่น หากมีเก้าอี้บนเครื่องเสีย จะต้องแก้ปัญหาปรับเปลี่ยนได้ภายในเวลาที่เร็วที่สุด ไม่ใช่ต้องแจ้งซ่อม รอกันไปกันมาตามระบบเสียเวลาไปเป็นหลายสิบวัน ส่วนนี้เท่าที่ที่นั่งนั้นก็ขายไม่ได้ หรือหากขายไป ก็ทำให้ลูกค้าไม่พอใจในการบริการ

นายจรัมพร กล่าวต่อว่า การปรับปรุงโครงสร้างองค์กร จะครอบคลุมไปถึงการปรับส่วนงานให้มีความทันสมัยใหม่มากขึ้น และระบบการทำงานรวดเร็ว ส่วนแนวทางการปรับโครงสร้างองค์กรด้วยการจัดตั้งหน่วยธุรกิจ หรือ BU หรือแยกออกไปเป็นบริษัทในเครือ เช่น ฝ่ายช่าง ฝ่ายครัว นั้น เป็นส่วนที่จะต้องมีการพิจารณาในระยะต่อไป ให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปศึกษาแนวทางความจำเป็นและความเป็นไปได้ในการแยกหน่วยธุรกิจ คาดว่า 6-8 เดือนนี้จะได้ข้อสรุป โดยจะพิจารณาว่าควรแยกหรือไม่ แยกแล้วมีความคล่องตัวมากขึ้น และเลี้ยงตัวเองได้หรือไม่เป็นสำคัญ

เร่งแยกทรัพย์สินพร้อมขายใช้หนี้

นายจรัมพร กล่าวต่อถึง แผนที่ 6 การจัดกลุ่มธุรกิจของบริษัทอย่างเป็นระบบ โดยให้แยกธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการบิน และไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทางการบิน (Non-Core) ออกจากกันให้ชัดเจน เช่น การเข้าไปถือหุ้นของการบินไทยในธุรกิจการให้บริการเชื้อเพลิง หุ้นในธุรกิจโรงแรม เช่น โรงแรมอมารีแอร์พอร์ต โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน โรงแรมโนโวเทลสุวรรณภูมิ การให้บริการภาคพื้นในสนามบิน, การเข้าไปถือหุ้นในสายการบินนกแอร์ เป็นต้น

นอกจากนั้น ขณะนี้ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สิน อาคารสำนักงาน ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ต่างๆที่การบินไทย ถือครองอยู่ว่ามีอะไรบ้าง อย่างไร และปัจจุบันได้ใช้ประโยชน์อยู่หรือไม่

ซึ่งมูลค่ารวมของทรัพย์สินต่างๆนั้นเชื่อว่ามีมูลค่ามหาศาล ซึ่งนอกจากไปจัดทำรายละเอียดทรัพย์สินแล้ว ยังได้ให้ไปจัดลำดับความสำคัญของทรัพย์สินแต่ละประเภทด้วย เพื่อเตรียมเสนอ คนร.ให้รับทราบต่อไป

อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตการบินไทยมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินสดเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน หรือต้องการเงินเสริมทุนเพื่อไม่ให้ต่ำเกินไป ก็มีความจำเป็นที่จะต้องขายทรัพย์สินออกมาในบางส่วน ซึ่งจะลิสต์ไว้ชัดเจนว่า ในกรณีที่ต้องการเงินสดควรขายส่วนไหน กรณีที่ต้องการกำไรมากๆจะขายอะไรได้บ้าง แต่ส่วนนี้เป็นการดูในภาพรวมไว้ก่อน เพราะหากฟื้นฟูแล้วการบินไทยมีกำไร ก็ไม่จำเป็นที่จะขายทรัพย์สินออกมา

ลั่นต้องไม่มีผลประโยชน์ใน “บินไทย”

ทั้งนี้ นายจรัมพรยอมรับว่า ปัจจุบันนี้ธุรกิจสายการบินถือได้ว่ามีการแข่งขันที่สูงมาก ถือได้ว่า “หืดขึ้นคอ” การบินไทยจะอยู่ได้ต้องมีการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี ออกแรงจริงจังทางรอดมีแน่นอน และการบินไทยก็มีจุดแข็งของตัวเอง เพราะแม้ว่า ในช่วง 2 ปีหลัง เราจะไม่ติดอันดับสายการบินในภาพรวม

แต่ด้านการบริการเรายังได้อันดับ 5 จาก 17 อันดับถือว่าดี ส่วนชั้นประหยัด (อีโคโนมี) เรายังเป็นอันดับที่ 1 ในโลก ดังนั้น เราจะไม่ลงไปแข่งขันกับสายการบินโลว์คอสต์ เพราะเรามีต้นทุนสูงกว่าโลว์คอสต์มาก และเมื่อเปรียบเทียบกับสายการบินระหว่างประเทศอื่นๆ หลายๆ สายตอนนี้เรายังมีต้นทุนสูงกว่า เราต้องปรับต้นทุนลดลง

ส่วนเรื่องการเข้ามาแทรกแซงจากการเมือง หรือการหาผลประโยชน์ต่างๆในการบินไทย รวมทั้งการทุจริตคอร์รัปชันนั้น “ในช่วงที่การบินไทยกำลังต้องปรับปรุงการทำงาน และต้องกอบกู้ฐานะเช่นทุกวันนี้ ใครที่จะเข้ามาหาประโยชน์อะไรในการบินไทย ผมบอกได้เลยว่า ไม่ถูกที่ถูกเวลา และไม่มีโอกาสที่จะทำได้ง่ายๆ อีกแล้ว เพราะวันนี้ผมตั้งเป้าที่จะลดการใช้จ่ายทั้งหมด รีดไขมันที่มีออกให้เหลือน้อยที่สุด ใครเข้ามาทำธุรกิจกับเรา ผมมีแต่จะขอจากเขาให้ลดให้เรา ไม่มีให้ใครมากทั้งนั้น หรือใครจะพยายามทำอะไรก็จะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรือมีช่องว่างให้ทำได้อีก”

“ขณะที่การตรวจสอบคดีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตใน การบินไทย และยังอยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มั่นใจได้เลยว่าชาตินี้เราจะได้เห็นคนกระทำความผิดถูกนำมาลงโทษแน่ เพราะ ป.ป.ช. มีกระบวนการตรวจสอบที่เข้มข้นมาก”

กับภาระหนักหนาที่จะต้องแบกรับในการเข้ามารับตำแหน่ง ดีดี การบินไทย นายจรัมพรทิ้งท้ายว่า “การบินไทยเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงต้องมีธรรมาภิบาลที่ต้องเข้มงวด ดังนั้น หลักการทำงานที่จะเร่งฟื้นฟูการบินไทยคือ ทำอย่างโปร่งใส โดยจะยึดตามแผนงานอย่างจริงจังและเคร่งครัด รวมถึงจะต้องปรับตัวให้ได้เร็วตามสถานการณ์ปัจจุบัน จะชักช้าอืดอาด ไม่ยอมปรับตัวเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้อีกแล้ว”.

ทีมเศรษฐกิจ

1 ก.พ. 2558 10:13 1 ก.พ. 2558 10:14 ไทยรัฐ