วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เรียกอุปทูตกมธ.ฉุนแจงพบแดง

โวย-ถ้าแฟร์พบทุกกลุ่ม‘นพดล’ปัด!ม.44-แทน‘อัยการศึก’

สนช.เดินหน้าตอบโต้ มะกันอีกรอบ กมธ.ตปท. เรียกอุปทูตสหรัฐฯเข้าพบ 11 ก.พ. บีบเปิดปากแจง “แดเนียล รัสเซล” แทรกแซงกิจการภายใน จวกทำไม่เหมาะ เจ้าหน้าที่สถานทูตดอดเดินสายถกแกนนำแดงอีสาน โวยลั่นส่งผลกระทบการเมือง-ขัดแนวทางปรองดอง เลขาฯสมช.หวดถ้าเป็นกลางจริงต้องเล่นแฟร์ๆ พบปะหารือกับทุกกลุ่ม อย่าแยกส่วน “บิ๊กป๊อก” ย้อนศรเรายังไม่ยุ่งเรื่องภายในสหรัฐฯ พี่เบิ้มก็ไม่ควรมาจุ้นเรื่องของไทย คสช.ขู่คนจ้อป่วนไม่หยุด เรียกรายงานตัวไม่เลิก “นพดล” ปัดกุนซือชงงัด ม.44 ใช้แทนกฎอัยการศึก ปชป.นัดจับเข่าคุย “ประวิตร” ขอส่งอดีต ส.ส.ร่วมแก้ราคายางตก บี้เลิกสัญญาขายยางส่อทุจริต-ผิด ก.ม.

จากกรณีนายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา แสดงความคิดเห็นเรื่อง การถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนถูกมองว่าแทรกแซงกิจการภายในของไทย ล่าสุดคณะกรรมาธิการต่างประเทศ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทำหนังสือเชิญอุปทูตสหรัฐอเมริกามาชี้แจง รวมทั้งจะสอบถามเรื่องการที่เจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯจะเดินทางไปพบปะแกนนำคนเสื้อแดงในภาคอีสาน

สนช.เรียกอุปทูตมะกันพบ 11 ก.พ.

เมื่อวันที่ 31 ม.ค. นายกิตติ วะสีนนท์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะรองประธานกรรมาธิการต่างประเทศ สนช. กล่าวว่า คณะกรรมาธิการต่างประเทศได้ทำหนังสือเชิญนายแพทริค เมอร์ฟีย์ อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย มาสอบถามและให้ความเห็นในวันที่ 11 ก.พ. ในกรณีที่นายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ สหรัฐฯ แสดงความเห็นทางการเมืองที่กระทบกับประเทศไทย ระหว่างการเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม นายแพทริคยังไม่

ตอบรับว่าจะเดินทางมาตามคำเชิญในวันดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมาธิการฯจะสอบถามความเห็นของนายแพทริคต่อกรณีที่นายแดเนียล รัสเซล ได้พูดไป เพราะเรื่องดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจ และเป็นบาดแผลในใจของคนไทยตามที่นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมช.ต่างประเทศได้แถลงการณ์ไป ซึ่งคณะกรรมาธิการฯอยากจะฟังความเห็นจากปากของอุปทูตสหรัฐฯว่าจะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไร

ติงสหรัฐฯลงพื้นที่พบแดงอีสาน

นายกิตติกล่าวว่า นอกจากนี้ จะสอบถามกรณีนายแพทริคที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯจะเดินทางไปพบแกนนำเสื้อแดงในพื้นที่ภาคอีสานด้วยว่า เป็นความจริงหรือไม่ มีเหตุผลอย่างไร ส่วนตัวเห็นว่าแม้ประเทศไทยจะเปิดเสรี แต่ในช่วงเวลาขณะนี้เป็นสถานการณ์พิเศษของประเทศ หากจะมีการกระทำดังกล่าวจริง ก็อาจนำไปสู่ผลกระทบทางการเมืองได้ ขอตั้งข้อสังเกตว่าไม่เหมาะสมที่จะไปทำกิจกรรมเช่นนี้ในช่วงนี้ ถ้าเป็นไปได้ ส่วนตัวอยากให้ทบทวนการเดินทางลงพื้นที่ เพราะจะส่งผลกระทบทางการเมืองขัดแนวทางการปรองดองที่ประเทศไทยกำลังดำเนินการอยู่ อย่างไรก็ตาม ยังมั่นใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้จะไม่กระทบกับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ เพราะสหรัฐฯต้องการรักษาความสัมพันธ์กับประเทศไทย แต่อาจก้าวผิด เอาบางเรื่องไปพูดในที่สาธารณชน

สมช.จวกแฟร์จริงต้องพบทุกกลุ่ม

นายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา จะเดินสายพบแกนนำกลุ่มเสื้อแดงในพื้นที่ภาคอีสานว่า ไม่เห็นด้วย เพราะบ้านเมืองเรากำลังเตรียมการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี วันนี้สหรัฐฯยังพยายามไปแยกส่วน ไม่รู้ว่าสหรัฐฯทำไมถึงต้องทำอย่างนั้น ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องงานด้านความมั่นคงก็ต้องติดตามการเคลื่อนไหว หากสหรัฐฯคิดว่าเข้ามาเพื่อช่วยสร้างความปรองดอง มีความเป็นกลาง ก็ต้องไปพบกับกลุ่มอื่นด้วย ไม่ใช่แค่แกนนำเสื้อแดง หาข้อมูลให้ครบจะได้รู้อดีตประเทศไทยผ่านวิกฤติอะไรมาบ้าง อย่างนี้ถึงจะแฟร์ดี จะได้รู้ว่าไม่ใช่แค่บางพรรคคนบางกลุ่มได้รับผลกระทบ แต่มีอีกหลายกลุ่มที่ได้รับผลกระทบในอดีต แล้วเอามาโยงคำตอบว่ารัฐบาลชุดนี้เข้ามาทำถูกหรือผิด หาคำตอบได้อยู่แล้ว สมมติสหรัฐฯเกิดความขัดแย้งในประเทศ แล้วมีประเทศอื่นไปสนับสนุนข้อขัดแย้งรัฐบาลจะคิดอย่างไร

“บิ๊กป๊อก” วอนพี่เบิ้มเข้าใจ–แยกแยะ

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา ลงพื้นที่ภาคอีสานพบกับแกนนำกลุ่ม นปช.เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในจังหวัดต่างๆว่า ยังไม่ได้รับรายงานจากผู้ว่าราชการจังหวัด การไปพบปะพูดคุยเป็นสิ่งที่ทำได้ในการเข้ามาเก็บข้อมูล แต่ขณะนี้รัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาของประเทศ และสร้างความปรองดอง ไม่มีเจตนาที่จะใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นขอให้เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯเข้าใจและแยกแยะ เรื่องการทำงานของรัฐบาล การบังคับใช้กฎหมาย และการทำงานของ สนช.ในการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกจากกัน ขณะเดียวกันขอให้คนไทยเข้าใจการทำงานของรัฐบาลและสถานการณ์ของประเทศที่ต้องการให้เกิดความสงบเรียบร้อยด้วย และบรรยากาศในขณะนี้ถือว่าเป็นไปได้ด้วยดี เศรษฐกิจดีขึ้น การท่องเที่ยวกำลังฟื้นตัว ดังนั้นจึงไม่อยากให้มีความวุ่นวายเกิดขึ้นอีก

ไทยยังไม่ยุ่งมะกันก็อย่ามาจุ้น

เมื่อถามว่าการลงพื้นที่เก็บข้อมูลของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจของคนไทย และเกิดการกระจายข่าวต่อต้านสหรัฐฯในโซเชียลมีเดีย พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ขอแค่คนไทยเข้าใจว่าขณะนี้รัฐบาลกำลังทำงานให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ เมื่อถามว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสหรัฐฯเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของไทย รมว.มหาดไทยตอบว่า เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะต้องพูดในเชิงสร้างสรรค์ เพราะสังคมโลกต้องอยู่ด้วยกัน ไทยจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในของสหรัฐฯ และหวังว่าสหรัฐฯจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในประเทศไทย

“บิ๊กกี๋” ปัดกุนซือ คสช.ชงใช้ ม.44

ด้าน พล.อ.นพดล อินทปัญญา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวกลุ่มที่ปรึกษา คสช.เตรียมเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาใช้แทนกฎอัยการศึก เพื่อลดแรงกดดันสหรัฐฯว่า เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ทีมที่ปรึกษาคสช.มีการประชุมกันจริง แต่ไม่มีการหยิบยกมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวขึ้นมาพูดคุยกันเลย ไม่มีความจำเป็น นายกฯในฐานะหัวหน้า คสช.ไม่มีทางใช้มาตรา 44 แน่นอน ซึ่งมาตรา 44 แรงกว่ากฎอัยการศึกอีก บ้านเรายังไม่มีเหตุการณ์อะไรที่ถึงขั้นต้องใช้ เรื่องนี้ ไม่เชื่อ และไม่เกี่ยวกับสหรัฐฯกดดันไทยให้ยกเลิกกฎอัยการศึก รวมถึงไม่เกี่ยวกับว่า คสช.ถึงขั้นต้องเรียกนักการเมืองเข้ารายงานตัวอีกครั้ง ตรงนั้นเป็นเรื่องที่เห็นว่าการแสดงความคิดเห็น อาจสร้างความแตกแยกได้ จึงเชิญมาพูดคุยขอร้อง

ขู่ป่วนไม่หยุด คสช.เรียกตัวไม่เลิก

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเรียกบุคคลเข้ารายงานตัว เป็นเรื่อง คสช.ดำเนินการ โดยไม่ได้กำหนดตัวบุคคล หรือระยะเวลา แต่จะพิจารณาเมื่อเห็นว่าบุคคลดังกล่าวมีพฤติกรรมให้ข้อมูลสุ่มเสี่ยงนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ การเชิญตัวมาไม่ได้แบ่งแยกว่าเป็นฝ่ายใด คสช.พิจารณาที่เนื้อหาการพูด การแสดงความคิดเห็น บ้านเราเพิ่งผ่านความขัดแย้งมา จะให้ทุกอย่างราบเรียบไปหมด โรยด้วยกลีบกุหลาบคงไม่ได้ ผู้เห็นต่างยังมี ก็ให้เสนอแนะอย่างมีเหตุผล มุ่งหวังการปรับแก้ มองมุมดีรัฐบาลรับฟัง แต่ถ้าทิศทางไปในทางตรงกันข้าม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯในฐานะหัวหน้า คสช.ให้นโยบายแล้วว่า ให้คสช.พิจารณาตามความเหมาะสม อะไรที่คิดว่าสุ่มเสี่ยงก่อให้เกิดความขัดแย้ง เชิญมาพูดคุยกัน

เชื่อนายกฯไปโคราชไร้ม็อบต้าน

อีกเรื่อง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจะเดินทางลงพื้นที่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เพื่อประชุมคณะกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการข้าว (นบข.) รวมถึงพบปะประชาชนในวันที่ 2 ก.พ. ว่า กระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าภาพหลัก เพื่อไปดูเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการข้าว ซึ่ง ผวจ. นครราชสีมารายงานยังไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ ที่ผิดปกติเกี่ยวกับการต่อต้านการลงพื้นที่ของนายกฯ โดยการดูแลทำตามปกติไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เชื่อว่าจะไม่มีเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันกับ จ.ขอนแก่น เกิดขึ้น

ขรก.มท.ใช้โซเชียลฯทำงานได้

พล.อ.อนุพงษ์ยังกล่าวถึงกรณีที่กรมการปกครอง ออกคำสั่งห้ามข้าราชการใช้คอมพิวเตอร์ของหลวงเล่นโซเชียลมีเดียส่วนตัว อาทิ เฟซบุ๊ก ไลน์ ว่า สาเหตุที่ออกคำสั่ง เพราะมีข้าราชการประพฤติตัวไม่เหมาะสม โดยใช้คอมพิวเตอร์ของราชการไปโพสต์ข้อความที่ไม่เหมาะสม จึงต้องออกคำสั่งป้องกันไว้ก่อน เพื่อไม่ให้นำอุปกรณ์ของทางราชการไปกระทำการที่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หากข้าราชการที่จำเป็นต้องใช้เฟซบุ๊ก หรือไลน์ ในการทำงานก็สามารถอนุโลมให้ใช้ได้ ขึ้นอยู่กับความจำเป็น และความเหมาะสมในการทำงาน และอยู่ที่วิจารณญาณ

มทภ.2 จัดกำลัง รปภ.เข้มผู้นำ

ขณะที่ พล.ท.ธวัช สุกปลั่ง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อดูแล พล.อ.ประยุทธ์ ระหว่างการลงพื้นที่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ในวันที่ 2 ก.พ.เพื่อพบปะเกษตรกรและประชุมคณะ นบข.ว่า มั่นใจในระบบการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับนายกฯ ได้ประสานการทำงานร่วมกันระหว่างทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจและพลเรือนในพื้นที่ เชื่อว่าประชาชนทั่วไปจะเข้าใจดีว่านายกฯทำงานเพื่อประชาชน ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่อาจออกมาแสดงสัญลักษณ์ต่อต้านนายกฯนั้น ทางการข่าวยังไม่มีรายงานว่าจะมีกลุ่มใดออกมาเคลื่อนไหว แต่เจ้าหน้าที่ดูแลอยู่ ไม่ประมาท เมื่อถามว่า เกรงว่าจะเกิดเหตุวุ่นวายซ้ำรอยเหมือนกับที่ จ.ขอนแก่นหรือไม่ พล.ท.ธวัช กล่าวว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเตรียมความพร้อม และเพิ่มความระมัดระวัง พร้อมนำเหตุการณ์ที่ จ.ขอนแก่น มาทบทวนเพื่อเป็นบทเรียน ทั้งนี้เชื่อว่าจะไม่เกิดปัญหาใดๆขึ้น

แจง “บิ๊กตู่” ลุยเมืองย่าโมแก้ปัญหาข้าว

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลงพื้นที่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา นายกฯต้องการลงพื้นที่ด้วยตัวเองไปพบกับเกษตรกร ไปดูในเรื่องข้าว เพราะนายกฯปรารภทุกครั้งว่าปัญหาเรื่องข้าวผูกพันต่อเนื่องกัน ข้าวใหม่ออก ข้าวเก่ายังระบายได้แค่บางส่วน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์พยายามเต็มที่ แต่มีข้อจำกัดระบายมากไม่ได้ จะทำให้ข้าวใหม่ราคาตก แต่ระบายช้าไม่ได้ เพราะต้องเสียค่าเช่าโกดังเดือนหนึ่งกว่า 2 พันล้านบาท จึงจำเป็นต้องลงพื้นที่เพื่อแก้ไขขับเคลื่อนติดตามนโยบาย ไปรับฟังปัญหาด้วยตาตัวเอง ส่วนการรักษาความปลอดภัยไม่ได้มีการกำชับอะไรเป็นพิเศษ

ปัด รบ.หั่นทิ้งยกเลิกรถเมล์ รถไฟฟรี

พล.ต.สรรเสริญกล่าวว่า ส่วนที่มีข่าวว่ารัฐบาลยกเลิกโครงการรถเมล์ รถไฟฟรี ไม่เป็นความจริง เพียงแต่ว่าวันนี้รัฐบาลใช้งบประมาณตรงนี้ถึง 2 พันล้านบาทต่อเดือน โดยไม่มีการกำหนดกติกาที่ชัดเจน ทำให้บางส่วนที่ไม่เดือดร้อนมาใช้บริการ ส่งผลค่าใช้จ่ายสูงขึ้น แทนที่จะเอางบประมาณไปใช้ประโยชน์กับผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ โดยจะเปิดแบบไม่มีกฎเกณฑ์ไปอีกระยะ จากนั้นให้ รมว.คมนาคม ไปวางกรอบดูบุคคลใดที่มีรายได้น้อย รัฐต้องให้การช่วยเหลือ เช่น นักเรียน นักศึกษา คนพิการ ผู้สูงอายุ ที่รัฐต้องดูแล ไม่ใช่นักท่องเที่ยวมาเป็นกลุ่มใหญ่มาขึ้นฟรี ยืนยันไม่ได้ตัดโครงการนี้ ยังเปิดอยู่เหมือนเดิม เพียงแค่เปิดให้บริการให้ตรงกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลจากรัฐ

สพม.ชงตั้งสภาพลเมืองจังหวัด

เมื่อเวลา 12.00 น. ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง (สพม.) พร้อมผู้บริหารสภาพัฒนาการเมือง ส่งมอบข้อเสนอเชิงนโยบายและข้อเสนอที่ประมวลจากการจัดสมัชชาพัฒนาการเมืองทั้ง 4 ภาค ให้นางทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่ 2 โดยมีข้อเสนอให้จัดตั้งสภาพลเมืองระดับจังหวัด มีตัวแทนคนในพื้นที่ระดับต่างๆ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน เป็นเวทีพูดคุยนำเสนอปัญหาและทางออกของบ้านเมืองด้วยตนเอง โดยรัฐสนับสนุนและไม่มีการแทรกแซงหรือควบคุมจากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ส่วนการปฏิรูปประเทศควรให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม หลังจากนี้สพม.จะไปรับฟังความคิดเห็นประชาชน คาดว่าจะ เสนอต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ปลายเดือน ก.พ. เชื่อจะเป็นทางออกลดความเหลื่อมล้ำทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม นำไปสู่คำว่าประชาธิปไตยที่กินได้ในท้ายที่สุด

ด้านนายบรรเจิด สิงคะเนติ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แสดงความเห็นในงานเสวนาพลเมืองสู่การปฏิรูปประเทศไทย ตอนหนึ่งว่า หลัง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนก็คือสภาพลเมือง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้อำนาจประชาชนในเชิงพื้นที่ หรือเรียกว่าจังหวัดจัดการตัวเองหรือจังหวัดปกครองตัวเอง

ปลดแอก ตร.พ้นปีกนักการเมือง

เวลา 13.00 น. ที่โรงแรม เดอะ สุโกศล คณะ กรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ร่วมกับสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) จัดโครงการสัมมนาและรับฟังความคิดเห็น ประเด็นการปฏิรูปตำรวจ โดยนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สปช. ในฐานะประธาน สปท. กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า การปฏิรูปตำรวจจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จอย่างหนึ่งของการปฏิรูปการเมือง เพราะตำรวจคือศูนย์รวมของการทุจริตที่มากที่สุดในหน่วยงานราชการ ล่าสุดคือกรณีของ พล.ต.อ.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.ที่ศาลมีคำพิพากษาจำคุก 5 ปี จากฐานความผิดซื้อขายตำแหน่งมูลค่า 3-5 ล้านบาท นาน 5 ปี จำเลย รับสภาพจึงลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 2 ปีครึ่ง ซึ่งใช้โทษจริงก็ไม่ถึงอยู่ดี ฐานความผิดทุจริตกับบทลงโทษยังไม่เหมาะสม และยังต้องปฏิรูปตำรวจให้ไม่ตกเป็นเครื่องมือนักการเมืองอีกด้วย

วาง 5 แนวทางปฏิรูปให้ถึงฝั่ง

ด้านนายวันชัย สอนศิริ สปช. ในฐานะ กมธ. ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กล่าวว่า การปฏิรูปตำรวจมีความสำคัญเป็นลำดับที่ 3 รองจากเรื่องการเมืองและการปราบปรามการทุจริต ต้องยอมรับว่าตำรวจส่วนใหญ่ดี มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่ดีซึ่งเป็นผู้มีอำนาจ แนวทางเบื้องต้น 5 ที่ กมธ.ฯได้วางไว้ คือ 1.ให้ตำรวจมีความอิสระ ห่างจากการเมือง 2. มีการกระจายอำนาจ 3.ให้ประชาชนมีส่วนร่วม 4.จัดโครงสร้างตำรวจปรับเปลี่ยนหน่วยงานให้มีขนาดเหมาะสม 5. ให้มีสภากิจการตำรวจแห่งชาติกำกับดูแลการทำงานของตำรวจ โดยมีกรรมการจากผู้ทรงคุณวุฒิในด้านความมั่นคง ด้านยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และประชาชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการบริหารงานมากขึ้น นี่คือสิ่งที่ กมธ.ปฏิรูปฯต้องการเสนอและดำเนินการให้สำเร็จ

เตือนเตรียมรับมือแรงต้านให้ดี

พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญของการปฏิรูปตำรวจอยู่ที่ตัวตำรวจเอง เพราะที่ผ่านมามีความพยายามปฏิรูปตำรวจมาแล้วหลายหน แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะมีการต่อต้านจากฝ่ายการเมือง และนายตำรวจอาวุโส พยายามสงวนอำนาจเอาไว้ในมือของตำรวจ และฝ่ายการเมืองในศูนย์กลางอำนาจเท่านั้น สำหรับข้อเสนอในการปฏิรูปตำรวจของ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายฯ ตนเห็นด้วยเต็มที่ เพราะหากเราแก้ไขเรื่องการโยกย้ายให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ปราศจากการแทรกแซงจะเป็นประโยชน์แก่องค์กรตำรวจเองและประชาชนก็จะได้รับประโยชน์สูงสุด ถ้าการปฏิรูปตำรวจทำไม่ได้ในคราวนี้ก็จะต้องรอไปอีกนาน ซึ่งความพยายามของ กมธ.ที่จะปฏิรูปตำรวจจะต้องเจอการต่อต้านอย่างแน่นอน แต่จะมาในรูปแบบไหนต้องติดตามและเตรียมรับมือไว้ให้ดี

ชงไล่นักการเมืองพ้นโครงสร้าง ตร.

ขณะที่ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ผบช.ภาค1 ในฐานะตัวแทน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวว่า อยากให้การแสดงความเห็นต่อการปฏิรูปครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะรัฐบาลนี้ทำไม่สำเร็จก็คงไม่มีโอกาสได้ทำอีก ที่ผ่านมามักวิจารณ์ตำรวจกันว่าเป็นสุนัขรับใช้นักการเมือง แต่ไม่เคยถามตำรวจเลยว่าอยากรับใช้หรือไม่ หรือมันมีสถานการณ์อะไรมาบีบบังคับ ตนมองเห็นว่าการแก้ไขไม่ให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซงองค์กรตำรวจได้ง่ายนิดเดียวคือการปรับโครงสร้างไม่ให้มีตัวแทนจากฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องคณะทำงานของตำรวจที่รับผิดชอบการแก้ไขกฎหมายเพื่อการปฏิรูปองค์กรตำรวจ ผบ.ตร.เองก็พร้อมจะให้ตำรวจออกจากการกำกับของฝ่ายการเมือง ดังนั้นการปฏิรูปตำรวจเราร่วมมือทำงานกับ สปช.ได้

เฉ่ง “บวรศักดิ์” ชงเองกินเอง

วันเดียวกัน นางสุนี ไชยรส รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เห็นชอบให้ทำการยกสถานะของผู้ตรวจการแผ่นดินและ กสม. เป็น “ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิของประชาชน” ว่า ในที่สุดนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ ก็สมประสงค์เสียทีจากการพยายามไม่ให้มี กสม.มาตั้งแต่การร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 รวมทั้งการยกร่างฯปี 50 ก็ยังพยายามยุบให้รวมกับผู้ตรวจการแผ่นดินอีก แต่ภาคประชาสังคมไม่ยอม มีการเคลื่อนไหวเต็มที่ ทำให้มี กสม.อยู่ต่อมา ร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ นายบวรศักดิ์เป็นประธานเอง เห็นชัดว่ากระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนมีจำกัด จึงทั้งชงเอง แถลงเอง ไม่ฟังเสียงคัดค้านจากภาคประชาสังคมมากมาย หรือคิดว่ายุคนี้เป็นยุคอำนาจผูกขาด รวบรัดทำอะไรก็ได้ ควรดูที่เจตนารมณ์ของสถาบันสิทธิมนุษยชน และประโยชน์ประชาชนด้วย

ค้านรวม กสม.–ผู้ตรวจการฯคนละหน้าที่

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญมีมติการควบรวมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่ง ชาติ (กสม.) และผู้ตรวจการแผ่นดินเข้าด้วยกันว่า ไม่เห็นด้วย เนื่องจากภาระหน้าที่ของทั้งสององค์กรแตกต่างกัน ยังไม่เข้าใจเหตุผลที่จะควบรวม โดยเฉพาะงานด้านสิทธิมนุษยชนมีความสำคัญมากขึ้น และเป็นตัวชี้วัดที่ต่างประเทศจับตามอง หากมองว่าที่ผ่านมา กสม.ยังมีจุดอ่อนตรงไหน ก็สามารถแก้ไขได้ แต่หากควบรวมก็ไม่เป็นไปตามแนวทางที่วางไว้แต่ต้น เป็นเรื่องจำเป็นยังต้องมีองค์กรอิสระเพื่อทำหน้าที่ให้ความเป็นธรรมและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ หากองค์กรอิสระใดมีจุดอ่อนก็ปรับปรุงได้ไม่เป็นปัญหา แต่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงต้องชัดเจนว่าบทบาทจะไปอยู่ที่ใคร และไม่สนับสนุนหากจะโอนองค์กรอิสระบางส่วนไปไว้ที่ส่วนราชการ

ห่วงโกงเลือกตั้ง ต้องมีเจ้าภาพชัด

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ส่วนการให้มีคณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) มาจัดการเลือกตั้ง เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตเลือกตั้งนั้น ปัญหาการทุจริตการเลือกตั้งน่าจะยังคงมีอยู่ แต่ต้องดูรายละเอียดว่าจะให้ใครเข้ามาเป็นผู้แก้ไขปัญหานี้ การที่ กมธ.ยกร่างฯบางส่วนต้องการลดการแทรกแซงทางการเมือง ให้มีคณะกรรมการแต่งตั้งข้าราชการเป็นเรื่องที่ดี แต่ขณะเดียวกัน หากจะไม่ให้ผู้บริหารนโยบายเข้ามาเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งคนที่จะเข้ามาทำงานก็ต้องมีตัวชี้วัดว่า ข้าราชการที่แต่งตั้งขึ้นมานั้นจะตอบ

สนองนโยบายของรัฐบาลได้ด้วย

พท.อัดร่าง รธน.อืดเนื้อหาออกทะเล นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การจัดทำรัฐธรรมนูญในหลายประเด็นของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงอยากฝากให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน ต้องยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ส่วนใดที่ดีมีประโยชน์ก็อยากให้หยิบไปปรับใช้ เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง อย่างไรก็เห็นว่า

การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญล่าช้ามาก ช้าสุดๆ บางทีก็พิจารณาออกนอกกรอบ เหมือนอ่านหนังสือจากข้างหลังมาข้างหน้า ดังนั้นขอฝาก กมธ.ว่า หากจริงใจและตั้งใจขอให้เร่งพิจารณาให้ทันตามโรดแม็ป ที่สำคัญต้องเป็นประชาธิปไตย ถึงแม้จะไม่ต้องมีการทำประชามติ ก็เชื่อว่าประชาชนจะรับได้ และจะไม่เสียของด้วย ส่วนการที่ คสช.เรียกอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.เข้ารายงานตัวนั้น คนที่ถูกเรียกก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นที่ก่อให้เกิดการยุยง ปลุกปั่น เชื่อว่าไม่มีปัญหาอะไร หากเราแสดงความคิดเห็นด้วยความบริสุทธิ์ใจ

ยัน “ปู” ไม่หนี ปักหลักอยู่สู้คดีอาญา

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ และแกนนำ นปช. กล่าวว่า กรณีที่ ป.ป.ช.แสดงความเป็นห่วงว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะหลบหนีคดีอาญาออกนอกประเทศสืบเนื่องจากโครงการรับจำนำข้าวนั้น ตนคิดว่า ป.ป.ช.เป็นห่วง และไม่ต้องข่มขู่ จากที่ได้คุยกับท่าน คุยกับคนใกล้ชิดท่าน อดีตนายกฯบอกว่าจะขอตายเพื่อประชาธิปไตย จะสู้บนเวทีประชาธิปไตย ถามหาความยุติธรรมในประเทศไทยต่อไป ไม่หนีไปไหนแน่นอน

ปชป.นัด “บิ๊กป้อม” ขอแจมแก้ยางตก

อีกด้าน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ภาคใต้ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำว่า ยังยืนยันว่ามาตรการทั้ง 5 ข้อ ที่พรรคเคยเสนอต่อรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องยาก ทำได้ทันที อาทิ นำน้ำยางพาราไปทำถนน หรือสนามกีฬา สนามเด็กเล่น หรือการงดขายให้ต่างชาติ เพื่อรอเวลาที่ไม่มียางช่วงหยุดกรีด แม้ขณะนี้จะเปลี่ยนตัวผู้กำกับนโยบายจากนายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรฯ มาเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ที่ประกาศจะยกระดับราคายางแผ่น

ชั้น 3 ให้อยู่ที่ กก.ละ 80 บาท ภายในสิ้นเดือน ก.พ.

ซึ่งจะเข้าสู่ฤดูหยุดกรีดยาง ซึ่งตามปกติราคายางในตลาดจะราคาสูงกว่านี้ เพราะผลผลิตน้อย แต่ปีนี้ราคายางกลับทรงตัวไม่มีท่าทีจะขึ้นตามที่ควรจะเป็น ทั้งนี้ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ปลูกยางพาราหารือกันแล้วเห็นพ้องว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค จะมีหนังสือถึง พล.อ.ประวิตรในสัปดาห์หน้า เพื่อแจ้งให้ทราบว่าพรรคจะส่งตัวแทนเข้าพบ พล.อ.ประวิตร เพื่อหารือแก้ไขปัญหานี้ ขอให้กรุณากำหนดวันเวลาที่สะดวก และเตรียมทีมงานไว้ ที่ผ่านมาพรรคเคยมีประสบการณ์แก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำมาแล้ว

บี้เลิกสัญญาขายยางส่อทุจริต

นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดใจกว้างรับฟังข้อคิดเห็นจากทุกกลุ่ม ซึ่งรัฐบาลยังทำสัญญาขายยาง 2.1 แสนตัน ให้บริษัทไห่หนานของจีนอย่างเสียเปรียบ จนวงการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเอื้อทุจริตหรือบริหารงานผิดพลาด ที่สำคัญตรวจพบการทุจริตในสต๊อกยางของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่รัฐบาลนี้กลับไม่ดำเนินการใดๆ จึงขอเรียกร้องให้ 1.ยกเลิกสัญญาซื้อขายยางกับบริษัท ไชน่า ไห่หนาน ซึ่งเป็นสัญญาส่อทุจริต และขัดต่อกฎหมายรวมถึงขัดต่อความสงบเรียบร้อย 2.เปิดเผยรายละเอียดสัญญานี้ให้สาธารณชนทราบ 3.ห้ามขายยางในสต๊อก 2 แสนตันเด็ดขาด 4.เก็บสต๊อกยางเพิ่มอีก 3 แสนตัน และห้ามขายภายใน 5 ปี หากรัฐจะขายต้องแจ้งให้ผู้สต๊อกยางรู้ล่วงหน้าก่อน 30 วัน โดยรัฐบาลรับผิดชอบดอกเบี้ยทั้งหมด และรัฐบาลต้องชดเชยเพิ่มจากราคาตลาด กก.ละ 15 บาท คาดว่าใช้เงินไม่เกิน 4.5 หมื่นล้านบาท 5.รัฐบาลควรจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้องกับยางพาราทุกฝ่าย 6.แก้ไขระเบียบสำนักนายกฯว่าด้วยการพัสดุ เพื่อให้นำเอายางพารามาใช้ทำถนนได้ หากรัฐบาลทำเช่นนี้ยางจะหายไปจากท้องตลาด 3 แสนตัน อาจไม่ต้องชดเชยให้ชาวสวนยางอีกต่อไป กลไกการตลาดจะทำให้ราคายางสูงขึ้นอัตโนมัติ และในแง่จิตวิทยาราคายางพาราจะสูงขึ้นก่อน

ให้เวลาแก้เหลวอีกม็อบเคลื่อนแน่

ด้านนายสุคนธ์ สวัสดิภิรมย์ แกนนำเกษตรกรชาวสวนยาง จ.กระบี่ กล่าวว่า หลังจากแกนนำเกษตรกรชาวสวนยาง 14 จังหวัดภาคใต้ มีข้อเสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ แต่ไม่ตรงตามความเป็นจริง การเข้าแทรกแซงซื้อยางนำตลาดยังได้กับคนกลุ่มน้อยแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ของชาวสวนยางทั่วประเทศ เพราะไม่ได้ทำยางแผ่น แต่เป็นยางก้นถ้วย และขายน้ำยางราคาต่างจากราคาที่รัฐรับซื้อถึงกว่า 20 บาท ทำให้นายทุนได้ประโยชน์โดยตรง อยากเสนอเพิ่มเติมให้รัฐบาลรับซื้อยางทุกชนิด เพื่อความเป็นธรรมไม่ใช่รับซื้อเฉพาะยางแผ่นดิบชั้น 3 อย่างเดียว และขอให้รัฐบาลเร่งนำยางในสต๊อกและรับซื้อยางไปทำถนน มาเลเซียมาขอสูตรไปทำแล้ว ของไทยทำได้แค่พูด ส่วนการเคลื่อนไหว คงต้องให้เวลารัฐบาลทำตามข้อเสนอ แต่หากทำไม่ได้ก็คงต้องเคลื่อนไหวแน่นอน

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่โรงแรมเอราวัณพังงา ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ประธานสมาพันธ์นายก อบจ.จังหวัดภาคใต้ นายบำรุง ปิยนามวาณิชย์ นายก อบจ.พังงา นายก อบจ. 14 จังหวัดภาคใต้ ฝ่ายบริหาร และตัวแทน อบจ.ภาคใต้ ร่วมกับ อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ จัดการประชุมผู้แทน อบจ. และสมาพันธ์ อบจ.ภาคใต้ โดยนายเศรษฐ์ อัลยุฟรีกล่าวว่า ที่ประชุมมีมติให้สมาพันธ์ฯศึกษาและประสานงานหน่วยงานราชการเรื่องระเบียบ ข้อกฎหมายหาวิธีการให้ อบจ. เทศบาล อบต.ก่อสร้างถนนผสมยางพาราโดยไม่ขัดระเบียบหรือผิดกฎหมาย

4 อดีต ส.ส.ปชป.ร่วมบวชหมู่

เมื่อเวลา 07.00 น. ที่วัดธารน้ำไหล สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี พระสุเทพ ปภากโร อดีตแกนนำ กปปส. จัดโครงการบรรพชาอุปสมบท บำเพ็ญธรรมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว โครงการ 3 มีผู้ประสงค์อุปสมบท 58 รูป โดยมีอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 4 ราย คือ นายเชน เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานีนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ อดีต ส.ส.สุโขทัย นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ อดีต รมว.ศึกษาธิการ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี และนายสำราญ รอดเพชร แกนนำ กปปส. ทั้งนี้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.สพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวก่อนอุปสมบทว่า ไม่ใช่การแก้บนอย่างที่หลายฝ่ายวิจารณ์ แต่บวชถวายในหลวง หลังจากเสร็จภารกิจติดตามโครงการทุจริตรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งได้ขออโหสิกรรม ถือโอกาสแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลร่วมกัน

สนช.เดินหน้าตอบโต้ มะกันอีกรอบ กมธ.ตปท. เรียกอุปทูตสหรัฐฯเข้าพบ 11 ก.พ. บีบเปิดปากแจง “แดเนียล รัสเซล” แทรกแซงกิจการภายใน จวกทำไม่เหมาะ... 1 ก.พ. 2558 00:33 1 ก.พ. 2558 00:34 ไทยรัฐ