วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


เคหาสน์สุดอลังการ ที่พำนักผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

ปราสาทนอยชวานชไตน์.

การจะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของใครสักคน มีหนทางหนึ่งที่ทำได้คือการดูจากสถานที่พักอาศัย เพราะนิวาสถานนั้นจะสะท้อนรูปแบบความชื่นชอบและการใช้ชีวิตของบุคคลผู้นั้นได้

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงโปรดวิถีชีวิตแบบธรรมชาติแต่ไม่ไกลเมืองหลวงเกินไปนักจึงเป็นจุดกำเนิด “แวร์ซายส์” ที่ยิ่งใหญ่อลังการเป็นต้นแบบการสร้างวังงามไปทั่วโลก

ซูสีไทเฮาโปรดประทับชมงิ้วและจิบชาแกล้มขนมเปี๊ยะชมจันทร์จึงบัญชาให้ปลูกโรงงิ้วขึ้นมาในพระราชวังต้องห้ามกับสร้างเรือหินอ่อนลำใหญ่ขึ้นมาในอุทยานฤดูร้อน

เฟรเดริกมหาราชแห่งปรัสเซียทรงนิยมอยู่กับผองปราชญ์และสุนัขโปรดจึงทรงสร้าง “ซังส์ซูซี” ขึ้นมาเป็นตำหนักที่โปรดปรานในช่วงหลังของ พระชนม์ชีพ

ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนขอเชิญท่านที่รักมาทำความรู้จักกับคนดังท่านต่างๆผ่านเคหสถานที่ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ให้ความสำราญดังต่อไปนี้ครับ

พระตำหนักบนเกาะคาปรีของไทบีเรียส พระราชฐานแห่งนี้เป็นดั่ง “รีสอร์ต” บนเกาะส่วนตัวของจักรพรรดิโรมันพระองค์ที่ 2 โดยไทบีเรียสทรงโปรดให้สร้างวิลล่า (วิลล่าโจวิส) นี้ขึ้นมา ด้วยมีวัตถุประสงค์ใช้ทั้งหย่อนพระทัยและทำงานดังที่มีส่วนท้องพระโรงไว้รับอาคันตุกะอยู่ซีกตะวันออก ลึกลงไปในพระทัยของไทบีเรียสมีสิ่งหนึ่งดำมืดเป็นวังวนอยู่นั่นคือความ “กลัวตาย” จากการลอบสังหาร จักรพรรดิพระองค์นี้จึงทรงเลือกจุดที่โดดเดี่ยวที่สุดบนเกาะเป็นที่สร้างวิลล่า ทรงหาทางที่ป้องกันการบุกรุกโดยการแยกพระองค์ออกมา ประทับในส่วนเหนือของพระราชฐานพร้อมทั้งการ์ดไว้อย่างหนาแน่นเป็นกำแพงอีกชั้นกันตัวเองเอาไว้ ซึ่งกิจกรรมในวิลล่าแห่งนี้ได้ถูกบันทึกไว้อย่างมีสีสันและฉาวโฉ่โดยนักประวัติศาสตร์ยุคนั้นคือ “ซูโตเนียส” ว่าไทบีเรียสทรงเป็นพระประมุขเจ้าสำราญที่ทำให้วิลล่าแห่งนี้เป็นดั่งฮาเร็มเพื่อสนองความต้องการทางเพศของพระองค์ นอกจากนั้น ยังทรงเข้าร่วมในกิจกรรมวิตถารอีกเกินบรรยาย ส่วนในอาณาบริเวณรอบวิลล่าก็ทรงสร้างอาชีพให้ชาวเมืองทั้งหญิงชายโดยให้คอยบริการทางเพศไว้ทำให้วิลล่าของพระองค์แทบไม่ต่างกับโรงคณิกาขนาดมหึมา

สุวรรณาลัยของจักรพรรดิเนโร วิลล่าระดับห้าดาวประดับด้วยทองคำตามมาตรฐานของเนโรอีกแห่งหนึ่งสร้างหลังจากวิลล่าของจักรพรรดิไทบีเรียส ราว 40 ปี โดยเป็นที่ประทับของจักรพรรดินามกระฉ่อน อย่าง “เนโร” ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ “เผาโรม” ในปี 64 ด้วยความที่เนโรทรงมีจินตนาการบรรเจิด ให้สถาปนิกชาวกรีกผู้ออกแบบจัดทำให้เป็นดั่งสวนสวรรค์อุดมพฤกษานานาพันธุ์ ตฤณชาติที่เขียวขจีพร้อมทั้งมีสวนองุ่นงาม มีทะเลสาบคนขุดขนาดใหญ่ดั่งสวนน้ำ มีที่ทางให้สัตว์จตุบททวิบาทวิ่งเล่นเป็นดั่งป่าเบญจพรรณกลางกรุง โดยเนโรผู้มุ่งจะสร้างสุขาวดีส่วนตัวไม่ลืมที่จะสนองความรักตัวด้วยการบัญชาให้มีการสร้างอนุสาวรีย์บรอนซ์รูปเหมือนพระองค์ในขนาดมหึมาให้สมสง่ากับอภิมหาโปรเจกต์วิลล่าแห่งนี้ ซึ่งทรงมีประสงค์ให้องค์เองเป็นดั่งเทพเจ้าในร่างมนุษย์ ความอลังการยังอยู่ที่ตัว “บ้าน” ที่เนโรสั่งออกแบบให้ตกแต่งอย่างวิจิตร ประกอบด้วยห้องหับราวกับเขาวงกต และเสาขนาดมหึมาที่ค้ำอยู่ก็ตกแต่งด้วยทองคำบริสุทธิ์ ความใหญ่โตและฟุ้งเฟ้อทั้งหมดนี้จบลงอย่างน่าเสียดายครับ ด้วยองค์เจ้าของมิได้มีพระชนม์อยู่นานพอจะได้เสวยสุขจากเมืองสวรรค์จำลองนี้ เนโรสิ้นพระชนม์ด้วยการกรีดข้อมือตัวเองตายหลังถูกทำรัฐประหารเพียงไม่นาน

รังพญาอินทรีของฮิตเลอร์ ท่านผู้นำแห่งมหาอาณาจักรไรซ์ที่ 3 ที่แผ่อำนาจอันไพศาลไปทั้งภาคพื้นทวีปยุโรปข้ามไปถึงแอฟริกาและเอเชียกลาง ฮิตเลอร์เป็นผู้นำที่วางแผนสร้างชาติให้เยอรมนีเข้มแข็งประชาชาติก้าวไกล ในสมัยนั้นจึงมีโปรเจกต์ใหญ่เกิดขึ้นมากมายซึ่งล้วนเป็นไปเพื่อปวงประชานาซี จนมีผู้สังเกตว่าท่านผู้นำเองยังไม่มีที่พักหย่อนใจให้สมเกียรติประมุข ผู้ที่ฉุกคิดได้คือบอร์มานคนสนิท จึงเป็นที่มาของรังพญาอินทรีหรือ “คีลสไตน์เฮาส์” ที่เป็นดั่งของขวัญวันเกิดอายุครบ 50 ปีของท่านผู้นำที่มวลประชาพากันมอบด้วยใจภักดิ์ ทว่าถ้าคนสนิทฮิตเลอร์ได้ทำการบ้านมาก่อนสักนิดก็จะรู้ว่าฮิตเลอร์เป็นผู้ที่ไม่ชอบความสูงเท่าใดนัก แต่ด้วยทิวทัศน์อันงามบนยอดเขาที่เคหาสน์แห่งนี้ตั้งอยู่ทำให้เอวา บรอนน์ ผู้เป็นคนรักของท่านผู้นำตะลึงราวต้องมนต์สะกด โดยเคหาสน์แห่งนี้อยู่บนยอดเขาสูงที่มองลงไปเห็นยอดเขาล้อมรอบพร้อมปุยเมฆขาวที่ดูราวกับเมืองในเทพนิยาย ส่วนภายในอาคารนั้นตกแต่งอย่างงดงามด้วยของขวัญจากผู้นำชาติต่างๆ ที่เด่นอีกอย่างคือ “ลิฟต์” ขนาดใหญ่ที่เงางามเพราะบุด้วยทองเหลืองขัดมันอย่างดี มีกระจกเวเนเชียนติดไว้เพิ่มความอลังการ ปัจจุบันยังคงใช้งานได้และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

นอยชวานชไตน์ ปราสาทหงส์หินของพระเจ้าลุดวิกที่ 2 ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นบนภูสูง จุดประสงค์ในการสร้างปราสาทอันเป็นต้นแบบแห่งปราสาทเทพนิยายของวอลท์ ดิสนีย์ มีเรื่องราวน่าสนใจครับ โดยที่มานั้นเริ่มจากพระเจ้าลุดวิกผู้เป็นกษัตริย์ศิลปินทรงชื่นชมบูชาบทประพันธ์ที่เกี่ยวกับความกล้าหาญและตำนานแห่งอัศวินหงส์ขาวอันสง่างามจนทำให้ผู้ประพันธ์คือ ริชาร์ด วาร์กเนอร์ นั้นกลายเป็นบุรุษ ในดวงพระทัยของพระองค์ ลุดวิกทรง “อิน” กับเสน่ห์แห่งโอเปร่าเรื่องนี้มากจนทรงบัญชาให้สร้างปราสาทนี้ในสไตล์โรแมนติกแบบยุคกลาง ภายในมีถ้ำหินมีธารน้ำลอดผ่านติดไฟงามระยับไว้สำหรับลุดวิกเสด็จล่องเรือเล็กส่วนพระองค์ นอกจากนั้นยังมี โรงมหรสพเล็กส่วนพระองค์ที่ตกแต่งอย่างวิจิตรโดยมีผู้ชม “เพียงพระองค์เดียว” นอกจากนั้นในยาม ราตรีลุดวิกมีทัวร์พิเศษด้วยเลื่อนหิมะเทียมม้าโดยพระองค์อยู่ในชุดทรงแบบกษัตริย์ยุคกลางเสด็จไปท่ามกลางหิมะที่ขาวโพลนแห่งขุนเขา น่าเศร้าที่กษัตริย์ ผู้เปี่ยมจินตนาการพระองค์นี้กลับพบจุดจบที่ดำมืด ทิ้งไว้แต่ปราสาทแห่งความฝันไว้ให้โลกได้ยล

คาสเตลแกนโดลโฟ พระตำหนักที่ประทับพักร้อนของสมเด็จพระสันตะปาปา เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์พระประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิกมานานหลายศตวรรษ ซึ่งหมู่อาคารพระตำหนัก ณ ที่นี้มีความพิเศษตรงที่ถือเป็นเขตกรรมสิทธิ์ของวาติกันแม้ว่ามันจะอยู่ภายนอกก็ตาม ความที่ทำเลนี้สวยงามมองเห็นผืนน้ำสีครามเบื้องล่างและอากาศดีจึงเป็นที่ที่จักรพรรดิโรมันทรงเลือกเป็นที่ประทับมาตั้งแต่เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว จนต่อมา ก็กลายเป็นสวนแบบอิตาเลียนที่ร่มรื่นและพระตำหนักของโป๊ปอย่างเต็มรูปแบบเมื่อ 400 ปีก่อน ต่อมามีการต่อเติมปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้นเรื่อยๆ เช่นสมัยของโป๊ปจอห์นปอลที่ 2 ได้สร้างสระว่ายน้ำขึ้นในที่ประทับฤดูร้อนเป็นครั้งแรก สถานที่พักร้อนแห่งนี้ได้มีบทเด่นขึ้นมาในหน้าประวัติศาสตร์เมื่อยุคนาซีเรืองอำนาจได้มีชาวยิวจำนวนหนึ่งเข้ามาลี้ภัยการถูกไล่ล่าอยู่ในที่แห่งนี้ซึ่งภายในมีฟาร์มเรือนกระจกและมีการเลี้ยงสัตว์เองจึงเป็นเสบียงสำคัญที่ช่วยให้ทุกคนอยู่รอดได้ ดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงศักดิ์สิทธิ์ทั้งองค์ผู้ประทับและกับน้ำพระทัยที่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อย่างไร้ขอบเขต

วังไร้กังวลของเฟรเดริกมหาราช จอมปราชญ์พระราชาผู้พิชิตโลกในศตวรรษที่ 18 พระเจ้าเฟรเดริกทรงเป็นกษัตริย์ที่เจริญพระชนม์ขึ้นมาอย่างปราศจากกลีบกุหลาบ ด้วยพระบิดาที่เข้มงวดกวดขันถึงขั้นสั่งประหารพระสหายวัยเยาว์ของเฟรเดริกให้สิ้นใจอยู่ตรงหน้า เจ้าชายเฟรเดริกจึงทรงเติบโตมาอย่างกับเหล็กที่ถูกเผาไฟแรงจนแกร่ง ซึ่งเรื่องนี้ทำให้พระองค์ได้กำชัยชนะในการศึกครั้งสำคัญๆของยุโรปจนได้พระสมัญญา “มหาราช” โดยเรื่องราวอันเป็นตำนานของพระองค์นั้นโด่งดังพอๆกับพระตำหนัก “ซังส์ซูซี” ที่พระองค์สร้าง วังนี้มีชื่อแปลไทยว่า “ไร้กังวล” โดยเฟรเดริกมีพระประสงค์ให้สร้างอย่าง “ย่อม” จึงไม่ใหญ่โตนัก โดยพระราชวังแห่งนี้มีความสูงไม่มากนักเมื่อเทียบกับวังหลวงในยุโรป ของดีอีกอย่างอยู่ที่ “สวน” รอบพระราชวังที่งดงามดูแล้วไร้กังวล จนเมื่อเฟรเดริกทรงเชิญนักปราชญ์ดังๆของยุโรปหลายท่านมาพำนักด้วยก็เริ่มวุ่นวายชวนกังวล ซึ่งปราชญ์ดังอย่าง “วอลแตร์” ก็เคยมาเดินเล่นในสวนแบบบาโร้คอันลือชื่อแห่งนี้ จนผู้คนคิดว่าเฟรเดริกทรงเลี้ยง “ลิงยักษ์” เอาไว้ ในเวลาที่จอมกษัตริย์พระองค์นี้ทรงพระสำราญจะทรงเล่น “ฟลูต” พระราชทานแก่ราชอาคันตุกะทั้งหลายเป็นพิเศษด้วย

พระราชวังฤดูหนาวของคัทรินมหาราชินี มีสมเด็จพระราชินีพระนามนี้อยู่ 2 พระองค์ในประวัติศาสตร์รัสเซีย แต่องค์ที่จะกล่าวถึงนี้คือองค์หลังที่ถูกยกย่องให้เป็น “มหาราชินี” ของชาวจักรวรรดิอันไพศาลนี้ ที่จริงชีวิตของพระราชินีพระองค์นี้ก็น่าสนุกเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเดิมเป็นเจ้าหญิงเยอรมันจากเมืองเล็กๆแต่ด้วยความสามารถจึงก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ได้อย่างสง่างาม แถมเป็นพระราชินีที่คนรัสเซียรักจากใจจริง ซึ่งสิ่งหนึ่งที่คัทรินฝากไว้ให้แก่ชาวรัสเซียและชาวโลกทั้งมวลก็คือเคหาสน์ที่ประทับในฤดูหนาวที่งามสง่า กอปรไปด้วยหมู่ตึกที่สร้างมาแต่ครั้งแผ่นดินซาร์ปีเตอร์มหาราช ซึ่งเมื่อเจ้าหญิงน้อยได้ครองแผ่นดินด้วยความสามารถก็ต่อเติมสร้างเสริมจนเป็นหมู่ที่ประทับที่สลับซับซ้อนงดงาม มีตึกใหญ่เป็นที่เก็บศิลปะชิ้นงามๆของโลกทั้งภาพเขียนและประติมากรรมชนิดที่ชาติอื่นในยุโรปยุคเดียวกันต้องอิจฉา ปัจจุบันส่วนนี้เป็นพิพิธภัณฑ์นาม “เฮอมิเทจ” ซึ่งในสมัยของคัทรินนั้นทรงสงวนไว้ทอดพระเนตรส่วนพระองค์อย่างสำราญพระทัย แต่ในปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกได้ชื่นชมข้าวของอันล้ำค่าที่คัทรินทรงโปรดให้ซื้อหามาอย่างมีรสนิยมได้ทั่วกันครับ

พระราชวังฤดูร้อนของราชวงศ์ชิง ยามไปเยือนปักกิ่งที่ยิ่งใหญ่ นอกเหนือจากในวังต้องห้ามอันโอฬารแล้วอีกสถานที่ที่ไม่ควรพลาดก็คือพระราชวัง ฤดูร้อนแห่งราชวงศ์ชิงและสวนสวยที่ราวกับสวนสวรรค์ พระราชวังประทับร้อนแห่งนี้เก่าแก่แต่ครั้งต้นราชวงศ์ชิงซึ่งเคร่งครัดในการมิให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทสำคัญ แต่กระนั้นผู้ที่ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่จดจำมากที่สุดกลับเป็นสตรีนางหนึ่งซึ่งเข้ามาในวังเมื่ออายุเพียง 15 ปี โดยสาวรุ่นนางนี้มีชื่อแปลได้ว่า “แม่ดอกกล้วยไม้” แล้วต่อมา มีตำแหน่งสูงถึงผู้ปกครองโอรสสวรรค์ในนามที่เรารู้จักกันคือ “ซูสีไทเฮา” โดยนางพญาพระองค์นี้โปรด “อี้เหอหยวน” ซึ่งมีสวนสวยแห่งนี้มาก ถือได้ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของสถาปนิกและนักภูมิสถาปัตย์ของจีนในยุคก่อนพระนางซูสีเกิดเกือบ 100 ปี ซึ่งประกอบด้วยทั้งทะเลสาบขนาดย่อม (พอที่จะใส่นครวัดของเขมรได้ทั้งหลัง!) ล้อมด้วยเนินเขาสูงต่ำสลับสล้าง มีการสร้างสะพาน, หอหลายชั้นแบบเจดีย์จีน และพลับพลาที่ดูน่ารักร่มรื่นไว้ให้เป็นที่ประทับ ทว่าเมื่อมาถึงสมัยของซูสีไทเฮาได้โปรดให้นำเงินงบประมาณกองทัพเรือมาสร้างเป็นเรือหินอ่อนลำมหึมาริมทะเลสาบ จนกลายเป็นข้อครหาว่าเป็นเหตุให้ทัพเรืออันเกรียงไกรของจีนอ่อนแอจนแพ้แก่ญี่ปุ่น โดยสรุปพระราชวังฤดูร้อนแห่งนี้ถ้าเปรียบกับมนุษย์ก็ได้ผ่านเหตุวิกฤติมาหลายต่อหลายครั้ง ทั้งถูกเผาทำลายจนย่อยยับในสงครามฝิ่นแล้วต่อมาก็สมัยกบฏนักมวยที่พระนางซูสีทรงให้ท้าย ในปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ถูกจัดให้เป็นมรดกโลกและสวนสวยของพระนางซูสีก็กลายเป็นที่สาธารณะให้ผู้คนเข้าเยี่ยมชมได้ครับ.


โดย :นพ.กฤษดา ศิรามพุช
ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน

31 ม.ค. 2558 14:25 31 ม.ค. 2558 14:34 ไทยรัฐ