วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไขปริศนา? ไฉน 'สหรัฐฯ' แสดงทีท่าเสมือนว่า อยู่ตรงข้าม 'ไทย'

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาทันที เมื่อ นายแดเนียล อาร์ รัสเซิล ผู้ช่วย รมต.ต่างประเทศสหรัฐฯ เลือกที่จะกดดันโดยตรงไปที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อใช้โอกาสในการมาเยือนประเทศไทย กล่าวแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในเรื่องที่ถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนของไทยในยามนี้ ทั้งเรื่องขอให้ ยกเลิกกฎอัยการศึก รวมทั้งกรณีเห็นว่า การถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเป็นกระบวนการทางกฎหมาย กลายเป็นเรื่องการเมือง ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ รวมไปถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพราะเห็นว่า เป็นการก้าวก่ายกิจการภายในของไทย 

ทั้งนี้เชื่อว่า ความสงสัยที่ว่า เหตุใด"พญาอินทรี" อย่าง สหรัฐอเมริกา ในฐานะพี่เบิ้มโลก จึงมีท่าทีเช่นนี้กับประเทศไทย ซึ่งแน่นอนว่า สำหรับมุมมองประเทศโลกประชาธิปไตย ไม่มีใครเห็นด้วยกับการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแน่ แต่ที่น่าสนใจ คือ มีเหตุผลใด ที่มหาอำนาจเบอร์ 1 โลก เลือกที่จะแสดงท่าทีดังกล่าวออกมาอย่างชัดเจนในช่วงเวลานี้กับไทยมากกว่า 

ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ในฐานะที่ปรึกษาด้านความมั่นคง รมว.กลาโหม กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่ได้แปลกใจกรณีสหรัฐฯ เขาเข้ามาในประเด็นโดยเฉพาะเรื่องกฎอัยการศึก เพราะเป็นจุดยืน เป็นลักษณะของประเทศเขาที่เน้นประชาธิปไตย เมื่อเห็นว่า มีการปฏิวัติหรือ กฎอัยการศึก เขาก็จะแสดงให้เห็นว่า เป็นสิ่งที่เขายอมรับไม่ได้ แต่ถ้าถามว่า มาคุยช่วงเวลานี้เพราะอะไร ส่วนตัวเห็นว่า คงเป็นเพราะเขาจะมาเยือนอยู่แล้วและเป็นสิทธิ์ที่เขาจะเดินทางมาเยือน เหมือนตอนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่มีผู้ช่วยรัฐมนตรีด้านเอเชียแปซิฟิกของสหรัฐฯ มาเยือน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านเขาก็จะมาพร้อมแสดงท่าทีต่างๆ และจุดยืนของเขา แต่ครั้งนี้อาจจะมาในช่วงที่ประเทศไทยมีเรื่อง สนช. และมติถอดถอนอดีตนายกฯ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เลยกลายเป็นประเด็นละเอียดอ่อนไป

ดร.ปณิธาน กล่าวว่า ปกติการมาเยือนของรัฐบาลสหรัฐฯ มักมาเจอผู้นำฝ่ายค้าน นายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่พรรคการเมือง ที่เขาให้ความสำคัญว่า เป็นพรรคที่มีขนาดใหญ่มีสิทธิ์มีเสียงในสภา จำได้ว่า ผู้ช่วย รมว.ต่างประเทศสหรัฐอเมริกามากันทุกปี แต่ที่เดินทางมาในปีนี้เชื่อว่า คงมีการวางแผนล่วงหน้า ไม่ใช่เพิ่งคิดจะมาวัน-สองวัน ส่วนการออกมาพูดไม่ได้แปลกใจอะไร แต่ด้วยระยะเวลาหลายอย่างเกิดพร้อมกันพอดี

ทั้งนี้หากถามว่า เหตุใดทางสหรัฐฯ ต้องแสดงท่าทีเช่นนี้นั้น เชื่อว่า เขาคงไม่ทราบถึงความละเอียดอ่อนของช่วงเวลานี้ ประเด็นนี้ และ "ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง" อะไรมากมาย นอกจากจะแสดงจุดยืน เหมือนกับที่เป็นมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ตั้งแต่มีการปฏิวัติ ซึ่งเขาก็แสดงจุดยืนอย่างนี้ทุกครั้ง แต่หลังจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับไทย แย่ลงหรือดีขึ้นยังไง เท่าที่เห็นก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ธุรกิจก็ยังเดินหน้าต่อ ความสัมพันธ์การเยือนการค้าขาย ก็ยังเดินไปเหมือนเดิม

ส่วนที่สงสัยกันว่า ที่ต้องกระทำแบบนี้เพราะไทยหันไปค้าขายหรือไปสนิทสนมกับจีน อินเดีย ญี่ปุ่น มากขึ้นแล้วสหรัฐฯ หวั่น เสียผลประโยชน์เป็นไปได้หรือไม่? ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า ก็ยอมรับว่ามีความเป็นได้ ถ้าเขาต้องการจะแสดงจุดยืน แต่สหรัฐฯ ควรต้องแสดงจุดยืนทั้งภูมิภาคไม่ใช่ประเทศไทยอย่างเดียว เพราะเวลาประชุมกับหลายประเทศไม่ได้ผ่านเวทีไทยกับจีน หรือไทยกับญี่ปุ่น แต่เป็นการประชุมระดับอาเซียน ซึ่งขณะนี้ อาเซียนเองก็เอาหลายประเทศเข้ามารวมกัน เวลาประชุมเวทีระดับรัฐมนตรี หรือ ระดับผู้นำ ก็จะเชิญกลุ่มพลัส 6 พลัส 8 พลัส 9 และยังมีรัสเซียเข้ามาอีก ดังนั้น ถ้าเขาจะทำจริง เขาต้องแสดงจุดยืนให้เห็นอย่างหนักแน่นกว่านี้ ไม่ใช่แค่ไทยประเทศเดียว

"แต่พอดีช่วงนี้ เราต้องยอมรับว่า เราอยู่ในช่วงที่เขาสามารถแสดงอะไรได้เยอะกว่าปกติ หมายถึงว่า แสดงจุดยืนได้เยอะกว่าปกติ และมามีความละเอียดอ่อนกับประเทศเรา ทั้งการรัฐประหาร รวมถึงกฎอัยการศึก ผมคิดว่า คงจะเป็นเรื่องปกติ แต่จะตีว่าเป็นสัญญาณที่เขาจะแสดงอะไรให้กับเราคงไม่ใช่" ดร.ปณิธาน กล่าว...

กรณีล็อบบี้ยิสต์ ไปสร้างภาพสร้างชุดความคิดนี้ขึ้นมา ทำให้สหรัฐฯ เข้าใจว่า ไทยเป็นแบบนี้หมายถึงภาพความเป็นเผด็จการมีความเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหนนั้น ดร.ปณิธาน กล่าวว่า ตนไม่แปลกใจ อาจมีล็อบบี้ยิสต์ของคนบางกลุ่ม พยายามทำให้สหรัฐฯ มองว่า ไทยเราถอยหลังเพราะมีรัฐประหาร ขณะเดียวกัน เขาคิดว่า เขาทำถูกที่ส่งตัวแทนไม่ว่า จะเป็นระดับผู้ช่วยรัฐมนตรี หรือตัวอุปทูต หรือตัวสภาของเขามาประเทศไทยโดยตรง เพื่อมาเห็นเลยว่า สุดท้ายแล้วในประเทศไทยมีอะไรเปลี่ยนแปลง ก่อนรัฐประหารหรือหลังรัฐประหารมั้ย เช่น บางประเทศปฏิวัติรัฐประหารแล้วรถทหารเต็มถนนเลย แต่ประเทศเราไม่มี ธุรกิจก็ยังเดินต่อไป เพราะฉะนั้น ถ้าเขามาตนมองว่า เป็นจุดที่ดี

สำหรับล็อบบี้ยิสต์ที่อยู่ที่สหรัฐฯ นั้น จะเป็นสภาคองเกรสหรือในสภาอะไรก็ได้ คนที่อยู่ไกลมองไม่เห็นหรอก ถ้าเขามาและทางโน้นได้รับรายงานว่า ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ไม่มีจุดชุมนุมที่ไหนเลย สงบขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ เขาอาจจะมองว่า ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องกลับไปรายงานสภาพความเป็นอยู่ของคนไทย ที่พูดอย่างนี้ผมไม่ได้ซัพพอร์ตเรื่องการรัฐประหารหรืออะไร แต่เราต้องมาดูความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น

ส่วนที่ว่าเหมือนสหรัฐฯ พลาดหรือไม่ ที่เขามาแสดงออกมาตรงนี้ ทั้งเรื่องการยกเลิกอัยการศึก หรือถอดถอนอดีตนายกรัฐมนตรี จนมีปัญหา ที่ปรึกษารมว.กลาโหม กล่าวว่า ตนคิดว่าเขาตั้งใจจะแสดงออกอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะไปมองว่า พลาดหรือไม่พลาด เขามีหน้าที่ชัดเจน ตนบอกได้เลยว่า ระดับผู้ช่วยรัฐมนตรีของสหรัฐฯ ถ้ามาเขามีกึ่งๆ โพยในมืออยู่แล้วว่า ต้องพูดอะไร ไม่ใช่ว่ามาคิดเองแล้วพูด เขามีการเตรียมความพร้อมว่า จะมาแสดงจุดยืนประเด็นไหนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมาเจอทางฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์เอง หรือทางน.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือแม้แต่ทางรัฐบาลของไทย เขามีจุดยืนของเขา รวมถึงที่ไปพูดที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย

"อันนี้เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า เป็นจุดยืนที่มาในช่วงที่มีความละเอียดอ่อน เพราะเพิ่งมีการถอดถอน มันมีหลายๆ อย่าง และไปเจอ น.ส.ยิ่งลักษณ์มาพอดีเลย อย่างที่บอกว่า เขามาเขาเจอสองพรรคใหญ่อยู่แล้ว ไม่ได้มาเจอ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี แต่เป็นในฐานะตัวแทนพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็น 1 ใน 2 พรรคใหญ่ของประเทศ" 

กรณีจะมีปัญหาไทยกับสหรัฐฯ หรือไม่ เพราะแรงกระเพื่อมค่อนข้างแรง ซึ่งไทยก็มีการตอบโต้กลับไปว่า ทำแบบนี้ไม่แฮปปี้ ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม กล่าวว่า ตนมองว่า คงมีแรงกระเพื่อมในเฉพาะช่วงสั้นๆ ตอนนี้ แต่ทางรัฐบาลเอง โดยเฉพาะตัวผู้นำรัฐบาล และรัฐมนตรีต่างประเทศ ต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่า เรามีจุดยืนของเรา ปัญหาที่เรากำลังแก้อยู่คืออะไร ทางรัฐบาลเองต้องแสดงให้เขาเห็นว่า ทำไมเราถึงต้องมีกฎอัยการศึกอยู่ ซึ่งตนแสดงด้วยเหตุผลไม่ใช่อารมณ์ว่า ยังมีข้อมูลหรือในเชิงความมั่นคง และยังมีกลุ่มหลายกลุ่มที่ยังสามารถถูกปลุกระดมขึ้นมาได้

ซึ่งล่าสุดเห็นว่า มีการเชิญคนมาคอมเมนต์เวลาเกิดอะไรขึ้นมาในสังคม ก็เป็นหน้าที่ของทางรัฐบาลที่ต้องชี้แจง ส่วนเขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อ หรือจะมองอย่างไร เขาก็มีสิทธิ์คิด หรือแสดงจุดยืน แต่ในประเทศเรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นอยู่อย่างไร ตนเชื่อว่า แม้จะย้อนเวลากลับไปเขาก็ยังคงจะพูดประเด็นนี้ ไม่เปลี่ยนเป็นประเด็นอื่น เพื่อแสดงจุดยืน ฉะนั้นเราต้องมีหน้าที่ชี้แจงว่า สิ่งที่เขาแสดงจุดยืนนั้น ละเอียดอ่อนต่อบ้านเมืองของเรา


ด้าน นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ อดีตผู้ช่วย รมว.ต่างประเทศ กล่าวกับไทยรัฐออนไลน์ ถึงกรณีที่สหรัฐฯ มีท่าทีเหมือนโจมตีไทย ทั้งเรื่องถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ รวมการกดดันให้เลิกอัยการศึกว่า ตนคิดว่าเป็นเรื่องไม่ปกตินักในแง่ของการทูตฯ แต่ทว่า หากเป็นแง่ของการเมืองสามารถอธิบายได้หลายอย่าง เพราะปกติการทูตการต่างประเทศ จะไม่ได้มีท่าทีแบบนี้กับมิตรประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศที่มีความสัมพันธ์ยาวนาน 180 ปี และมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงทางทหารที่ลึกซึ้งจนถึงปัจจุบัน หากจะพูดก็คงไม่ปกติมากนัก เพราะความสัมพันธ์ทางทหารที่ดี หรือความมั่นคงที่ดี จะทำให้ฝ่ายการเมือง ฝ่ายการต่างประเทศราบรื่นกว่านี้

ทั้งนี้ มีประเด็นขึ้นมา เพราะทางการเมือง โดยเฉพาะภาพรวมทางการเมืองภูมิภาคของโลก ทำให้สหรัฐฯ ค่อนข้างเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องมหาอำนาจอื่นๆ เนื่องจากเรื่องนี้ชัดเจนในหลายเวทีที่สหรัฐฯ แข่งขันกันในด้านยุทธศาสตร์กับมหาอำนาจอื่นๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งช่วงก่อนหน้าที่เป็นสงครามเย็นก็อยู่เป็นขั้วเป็นค่ายชัดเจน แต่ช่วงนี้ไม่ชัดเจน เพราะทุกคนค้าขายกันทางเศรษฐกิจ แต่ทว่าทางการเมืองก็มีการแข่งขันทางยุทธศาสตร์

นายพนิช กล่าวต่อว่า อันนี้ก็เป็นโมเดลแรก สหรัฐฯ จะพุ่งเป้าไปในเรื่องยุทธศาสตร์ทางการเมืองค่อนข้างเยอะ เรื่องการทหารและทางการทูต ที่กลายเป็นพื้นฐานที่จะทำ เพราะอาจเป็นกังวลเกี่ยวกับกลุ่มมหาอำนาจ ทิศทางการเมืองระหว่างประเทศว่า ใครจะเอื้อให้เขาเป็นผู้นำเป็นมหาอำนาจของโลก หรือในโลกเสรี หรือไม่อย่างไร ก็กลายเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งประจวบกับความสำคัญทางเศรษฐกิจกับไทยที่ลดลง และไทยเองก็มีความสัมพันธ์กับจีนกับญี่ปุ่นมากขึ้น และรัสเซีย อินเดีย กำลังทยอยเพิ่มมากขึ้น เลยทำให้ประเด็นทางการเมืองเด่นขึ้นมา และสหรัฐฯ ต้องการผลักดันประเด็นบางอย่างผ่านการเมือง ทำให้เขาออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้นกว่าที่เคยทำ คือ ไม่ใช่การทูตปกติที่ธรรมดาจะเดินเกมอยู่เบื้องหลัง นุ่มนวลอยู่ในกรอบ แต่ตอนนี้มองว่า เขาเดินเกมกลายเป็นการทูตเชิงการเมืองเชิงรุก

ส่วนที่บางฝ่ายเชื่อว่า มีฝ่ายตรงข้ามไปล็อบบี้ยิสต์ เพื่อให้ทางสหรัฐฯ มาแสดงท่าที นายพนิช กล่าวว่า ประเด็นแรกหากเรายอมรับตรงนั้นว่า มีการเดินยุทธศาสตร์เชิงรุกทางด้านการเมือง ในทางที่เขาคิดว่าเป็นประโยชน์สำหรับเขา และถ้าใช่เขาก็คงต้องมีคนให้ข้อมูล มีการเตรียมการ ดำเนินการวางแผน ทั้งภาคเอกชน ทั้งฝ่ายล็อบบี้ยิสต์ หรือจะเป็นคนในกระทรวงต่างประเทศบางกลุ่มของเขา ซึ่งอาจจะเห็นต่างกับฝ่ายทหาร กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่จะมีบทบาท

หากจะฟันธงให้ชัดว่า สหรัฐฯ จะเดินยุทธศาสตร์แบบรุกในทางการเมืองหรือไม่นั้น ความจริง รัฐบาลโอบามาสมัยแรก เมื่อ 5-6 ปีก่อน เคยประกาศอย่างแข็งกร้าวว่า จะปักหมุดใหม่ เดินเกมรุกสำหรับกลุ่มประเทศที่มีอิทธิพลทำให้เสี่ยง แต่ว่าพอปักหมุดคนก็ฮือฮา และต้องกลับมารื้อใหม่ด้วยการปรับให้บาลานซ์ สร้างสมดุลมากขึ้น เพราะกลัวโดนต่อต้าน แต่ในความเป็นจริงเนื้อหานโยบายยังคล้ายเดิม โดยพยายามลดบทบาทของจีน พยายามเพิ่มบทบาทของตัวเองในเชิงการเมือง ในกลุ่มประเทศที่ถดถอยทางประชาธิปไตย คิดว่ายุทธศาสตร์นี้ทางสหรัฐฯ เดินจริง

นอกจากนี้ ยังขอความเชื่อถือจากคนหลายกลุ่ม ผู้ที่เคยมีประสบการณ์ หรือ ประสบความสำเร็จทางการเมืองที่ใช้การสื่อสารมวลชนให้เป็นประโยชน์ หรือล็อบบี้ยิสต์ นักวิชาการ สถาบันการศึกษา ก็จะระดมใช้คนเหล่านี้เพื่อเดินยุทธศาสตร์ ทางมหาอำนาจเขาจะเดินกันแบบนี้ มีการระดมการวางแผนว่าอยากจะได้อะไร จะทำอะไร

ส่วนกรณีที่สงสัยกันว่า สหรัฐฯ อาจจะไม่ชอบ ที่ไทยไปร่วมคบค้ากับญี่ปุ่นหรือจีนมากขึ้นเห็นได้ชัด เช่นทำรถไฟความเร็วสูง แล้วเขาไม่ได้ประโยชน์ มีผลหรือไม่ที่ทำให้เขาเดินเกมนี้ ส่วนตัวตนคิดว่า คงมีส่วน เพราะเขาคงอยากให้ประเทศไทยอยู่เฉยๆ ไม่คบกับใคร โดยการปิดประตูใส่หน้าให้เราอยู่เฉยๆ นิ่งๆ

"วัตถุประสงค์ของสหรัฐฯ คือ หลังรัฐประหารแล้วอยากให้ไทยอยู่นิ่งๆ ห้ามคบจีน รัสเซีย อินเดีย ถ้าอเมริกาบอกให้ทำอะไรก็ทำตามนั้น เพราะเขาจะได้ประโยชน์ 100% แต่ไม่มีประเทศไหนจะทำได้อย่างนั้น เพราะถ้าฝั่งอเมริกาหรือตะวันตกปิดประตูไม่รับ เราก็ต้องกลับไปเปิดความสัมพันธ์กับกลุ่มจีน รัสเซีย แต่ถ้าจะเหมาว่าเขาทำจริง ก็คงยาก และคงไม่ยอมรับ ว่าการไปคบจีนเป็นการสกัดจากอเมริกา" นายพนิช กล่าว

นายพนิช กล่าวต่อว่า อีกด้านถ้าคิดว่าทำอย่างนี้แล้วจะได้ผลหรือ แทนที่จะทุ่มให้เรามากขึ้น ให้ประโยชน์เรามากขึ้น หรือค้าขายมากขึ้น เอารถไฟความเร็วสูงมาช่วยเราน่าจะทำให้เขาได้เปรียบมากกว่า ดีกว่ามาเผชิญกับไทยแล้วสร้างเงื่อนไขใหม่ ก็มีนักวิเคราะห์มองว่า อเมริกากำลังเดินยุทธศาสตร์ผิดวิธี ยิ่งทำให้ไทยต้องหันไปหาประเทศตรงข้ามมากขึ้น

หากถามว่าสหรัฐฯ ควรเดินไปในแนวทางไหนกับไทย ส่วนตัวเห็นว่า สมมติฐานว่า "เขาควรจะเดินให้ดีกว่านี้ที่จะเป็นประโยชน์ทั้งกับเราและกับเขาทั้งสองฝ่าย" นั่นแสดงว่า สิ่งที่เขาคิดหรือได้รับข้อมูลจากล็อบบี้ยิสต์ นักยุทธศาสตร์ไม่น่าจะครบ หรืออาจจะฟังจากไม่กี่ฝ่าย หรือไปยึดติดกับวัฒนธรรมหรือความคิดบางอย่าง เช่น กฎอัยการศึกนั้นแรง ใช้นานไปอาจทำให้บ้านเมืองมีปัญหา แต่ของเราถ้าเป็นโรคแรงแล้วไม่กินยาแรงก็ไม่หาย

"สหรัฐฯ จะพูดแต่ในประเด็นเดียวว่า อย่ากินยาแรง กินยาแรงแล้วไม่ดี แต่พอถามว่า มียาอื่นให้กินหรือไม่ เขาก็บอกว่าไม่รู้ ถ้ามองลึกลงไปอีกว่า สหรัฐฯ จะไม่รู้เชียวหรือว่า หากไทยยกเลิกกฎอัยการศึกแล้ว อาจมีกลุ่มหลากหลายลุกขึ้นมาประท้วงแน่ ตรงนี้ผมมองว่า ข่าวกรองของเขาคงส่งขึ้นไปให้กับข่าวกรองกลาง แต่พอไปยังกระทรวงด้านความมั่นคง ต่างประเทศอาจเดินไปทางหนึ่ง กลาโหมอาจเดินไปอีกทางหนึ่ง การเมืองก็เดินยุทธศาสตร์ไป ซึ่งมองแล้วเขาคงไม่เสียผลประโยชน์ทั้งสองทาง จึงออกมาในรูปแบบนี้" นายพนิช กล่าว

นายพนิช กล่าวต่อว่า ต้องเข้าใจว่าภาคธุรกิจไม่ได้เดือดร้อน ยังค้าขายได้ ค้าขายได้ดีขึ้น ยิ่งมีผลสำรวจจากหลากหลายสำนัก ทั้งเหลือง แดง กปปส. ต่างก็บอกว่า ไม่เป็นไร คงไว้ได้ ถ้าไม่กระทบกับเขา แม้จะไม่ดีต่อประชาธิปไตย แต่คน 60-70% ยังเห็นด้วยกับกฎอัยการศึก

"สรุปได้ว่าการเดินยุทธศาสตร์ของเขานั้นไม่ครบถ้วน จึงทำให้เกิดการปะทุของปัญหาขึ้นมา ซึ่งที่บอกว่า ไม่ครบถ้วนเพราะเรามีข้อมูลของเราที่ชี้ชัดว่า มีคนเห็นด้วยกับการประกาศกฎอัยการศึก และทีวีดาวเทียม 500 กว่าช่อง วิทยุชุมชนกว่า 1,000 สถานี และทีวีดิจิตอลอีก 48 ช่อง ก็ไม่ได้ปิดการใช้ทั้งหมด หรือนำมาเป็นเครื่องมือสำหรับกฎอัยการศึกก็ใช้เพียงบางส่วน เรื่องเหล่านี้น่าจะสะท้อนให้เห็นบ้าง"

นายพนิช กล้าวทิ้งท้ายว่า ที่น่าแปลก คือ ในการพูดคุยของสหรัฐฯ ไม่มีการพูดคุยเหตุของปัญหา เรื่องกฎหมาย หรือคดีก่อนหน้า ไม่พูดเรื่องขอนแก่นโพลภาคอีสาน ว่า ประชาชนเห็นด้วยว่า ให้ถอดถอนได้หากโกงจริง เพราะคนอีสานไม่ได้เงินจากโครงการจำนำข้าว ข้อมูลเหล่านี้ทำไมเลือกที่จะไม่ใช้ ซึ่งก็ตีความไปได้ว่า เขาอาจเลือกที่จะไม่ฟังเลย หรือไม่ได้รับทราบข้อมูลตรงนี้จริงๆ ทำให้ไม่รอบด้าน แต่เมื่อผลออกมาไม่ดีเขาก็ตกใจนิดหน่อย ทว่า ก็ต้องยืนกระต่ายขาเดียวต่อไป แม้จะเกิดการเผชิญหน้า เพราะไปสะกิดแผลของเราเข้า

ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับไทยรัฐออนไลน์ว่า ตนมองว่าอาจจะไม่ถึงขั้นเรียกสหรัฐฯว่า แทรกแซงการเมืองไทย ยกเว้นจะทำใจไม่ได้ที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ พูดทำนองว่า อยากเห็นประเทศไทยกลับสู่เส้นทางประชาธิปไตย สมมติหากผู้แทนสหรัฐฯ ไม่ได้พูดที่กรุงเทพฯ แต่พูดที่กรุงวอชิงตันจะแตกต่างกันหรือไม่ ตนมองว่าความจริงก็อาจจะไม่ต่างกัน แต่บังเอิญมาพูดที่กรุงเทพฯ แล้วมีคนรู้สึกรับไม่ได้ จนทำให้กลายเป็นประเด็นขึ้นมา

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.สุรชาติ กล่าวต่อว่า ต้องยอมรับว่าในสถานการณ์การเมืองโลก และในสถานการณ์การแข่งขันในระดับภูมิภาคขณะนี้ รวมถึงอีกเงื่อนไขหนึ่งคือการรวมกันเป็นประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในวันสุดท้ายของปี 2558 ไม่มีใครอยากเห็นการเมืองไทยถอยหลัง วันนี้ต้องยอมรับว่าทุกประเทศอยากเห็นการเมืองไทยเป็นประชาธิปไตย แก้ปัญหาทางการเมืองด้วยระบบรัฐสภา เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดรัฐประหารในปี 2557 จึงทำให้หลายฝ่ายอยากเห็นไทยกลับมาสู่ถนนสายเดิมคือถนนสายประชาธิปไตย 

"พอพูดอยากเห็นไทยกลับมาสู่ถนนสายเดิมคือถนนสายประชาธิปไตย ก็คงไม่ถูกใจคนบางส่วน วันนี้ความน่ากังวลก็คือ คนบางส่วนในสังคมไทยถูกสร้างให้เชื่อว่ารัฐประหารเป็นเครื่องมือของการแก้ปัญหาทางการเมืองไทย และรัฐประหารจะทำให้ความแตกแยกทางการเมืองไทยกลับสู่ความสมานฉันท์ ซึ่งความจริงคือเราอาจจะต้องยอมรับว่าไม่จริง และผมคิดว่ารัฐประหารเป็นอีกปัจจัยหนึ่งของการสร้างปัญหาทางการเมืองไทยที่กำลังเกิดขึ้นกับปัญหาทางการเมืองชุดเดิมที่มีอยู่" ศาสตราจารย์ ดร.สุรชาติ กล่าว

สำหรับกรณีที่มีการเรียกอุปทูตสหรัฐฯ เข้าไปชี้แจง เพื่อตอบโต้โดยเห็นว่าการเยือนของผู้แทนรัฐบาลสหรัฐฯ มีการกล่าวบรรยายที่มีลักษณะแทรกแซงทางการเมือง และไม่เข้าใจการเมืองไทยนั้น ศาสตราจารย์ ดร.สุรชาติ กล่าวว่า ตนมองว่าไทยมีสิทธิ์ตีความในแบบไทย แต่ต้องถามว่าแล้วสิ่งที่รัฐบาลไทย ตีความแบบไทยๆ เกิดคนทั่วโลกเขาไม่รับ ตนคิดว่าวันนี้เราต้องตระหนักว่าในโลกที่เราเรียกว่าโลกยุคโลกาภิวัตน์นั้น ตกลงประเทศไทยจะปิดประเทศไหม หากคิดอย่างนี้ และรัฐบาลไทยตีความไปเองโดยไม่ต้องคิดกังวลกับสังคมนอกบ้านหรือประชาคมระหว่างประเทศ สุดท้ายคำตอบเหลืออย่างเดียวคือประเทศไทยต้องปิดประเทศ แล้วแต่ตัดสินใจจะปิดประเทศ

"ตนคิดว่าผู้นำของไทยในปัจจุบัน น่าจะได้รับบทเรียนจากรัฐบาลของประเทศเมียนมาร์ว่า สิ่งสุดท้ายแล้วที่เขาต้องการจะปิดประเทศมันทำได้แท้จริงเพียงใด การตีความหรือการพูดอย่างใดก็ตามสามารถทำได้แต่ต้องตระหนักว่าแล้วถ้าคนส่วนใหญ่ในโลกเขาไม่เห็นด้วยรัฐบาลที่กรุงเทพฯ จะทำอย่างไร" ศาสตราจารย์ ดร.สุรชาติ กล่าว

ทั้งนี้การตอบโต้ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย เรื่องอัยการศึกนั้น ศาสตราจารย์ ดร.สุรชาติ กล่าวว่า ตนมองว่าคำพูดอย่างนี้สะท้อนวุฒิภาวะของนักการทูตไทยและเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะในอดีตนักการทูตไทยเป็นนักการทูตที่ได้รับการยกย่องในเรื่องความสามารถสำหรับงานการทูตในภูมิภาค ซึ่งนักการทูตพูดได้แค่นี้เสียดายว่า นักการทูตไทยเล่นเหมือนเด็กๆ คือ ในมิติทางการทูต ของอย่างนี้เขาไม่จำเป็นต้องมาพูดกันหรือถามกันแบบนี้...

ทั้งหมด เป็นเพียงความเห็นที่แตกต่างกันในสังคมไทยเพียงส่วนหนึ่งที่ยังขัดแย้งกันอยู่ ซึ่งก็สามารถแสดงความคิดเห็นกันได้ ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้ำอยู่เสมอว่า คสช.รับความคิดเห็นที่แตกต่างได้ แต่ต้องมิใช่แตกแยก

ขณะสิ่งที่น่าจะสำคัญกว่า คือสุดท้ายทำอย่างไรให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าสู่การเลือกตั้ง และกลับสู่ประชาธิปไตย แบบยั่งยืน ไม่ขัดแย้ง หรือเปิดโอกาสให้นักการเมืองกลับมาเสวยอำนาจ และอ้างอำนาจที่ประชาชนมอบให้นำไปใช้ในทางที่ผิด เอาแต่ผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง พูดกันตรงๆ คือ คำนึงแต่ผลกำไรและคะแนนเสียง ยกตัวอย่าง โครงการจำนำข้าว นั่นล่ะชัดเจนที่สุด เสียหายหลายแสนล้าน...ใครล่ะจะรับผิดชอบ!!!

  

เชื่อว่าความสงสัยที่ว่า เหตุใด "พญาอินทรี" อย่าง สหรัฐอเมริกา ในฐานะพี่เบิ้มโลก จึงมีท่าทีเช่นนี้กับประเทศไทย ซึ่งแน่นอนว่า สำหรับมุมมองประเทศโลกประชาธิปไตย ไม่มีใครเห็นด้วยกับการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 31 ม.ค. 2558 14:22 ไทยรัฐ