วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เสียงสะท้อนเหล่าสีกากี “ปลดแอกการเมือง” “สมยศ” น้อมรับปฏิรูป

“ยินยอมพร้อมใจเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ดีขึ้นและยินดีเป็นอย่างยิ่งจะใช้เวทีนี้เพื่อชี้แจงให้ผู้บริหารประเทศและพี่น้องประชาชนได้ทราบถึงปัญหา อุปสรรค ข้อจำกัด และข้อขัดข้องที่ทำให้ตำรวจไม่สามารถทำงานได้บรรลุตามเป้าหมายวัตถุประสงค์เป็นที่พึงพอใจของพี่น้องประชาชนคืออะไร จะใช้วิกฤติเป็นโอกาสในการพัฒนาตำรวจให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธา เป็นที่รักของพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด การปฏิรูปตำรวจที่ผ่านมาตำรวจไม่เคยมีโอกาสได้บอกว่ามีปัญหาอุปสรรคใดบ้าง ตำรวจพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนและประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจระดับปฏิบัติ ขอแค่ให้ตำรวจได้มีส่วนร่วมคิดตัดสินใจที่จะแก้ไขและเลือกแนวทางเพื่อให้สามารถทำงานได้ตามอำนาจหน้าที่”

เป็นท่าทีชัดเจนของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ในเรื่องปฏิรูปตำรวจและเป็นสิ่งที่คิดตั้งแต่รับตำแหน่ง ผบ.ตร. หาช่องทางพัฒนาบุคลากร เครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยและสวัสดิการเพื่อทำให้ตำรวจมีขวัญกำลังใจ เพื่อให้ขับเคลื่อนนโยบายทำให้ประชาชนรักตำรวจให้ได้มากที่สุด

ตำรวจพร้อมรับการปฏิรูป เปลี่ยนแปลง เพื่อพัฒนาองค์กรตำรวจให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชน ขอให้การเปลี่ยนแปลงปราศจากอคติ มีความรู้สึกคิดเชิงสร้างสรรค์ มีความต้องการให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรม รับฟังความคิดเห็นตำรวจผู้ปฏิบัต ความคิดเห็นพี่น้องประชาชนเป็นแนวทางที่ตำรวจทำงานได้

ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาความขัดแย้งทางการเมืองมีความรุนแรงในทุกรูปแบบ โดยอาศัยกลไกของรัฐเข้ามาเป็นเครื่องมือหวังผลประโยชน์ทางการเมือง ตำรวจถูกใช้เล่นงานฝ่ายตรงข้าม

เข้ามาแทรกแซงกระบวนการสอบสวนคดีและแต่งตั้งโยกย้ายคนลงไปในตำแหน่งที่เอื้อประโยชน์

กลายเป็น “วังวนตำรวจ” จะต้องวิ่งรับใช้สนองตัณหานักการเมืองเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนให้มีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพตำรวจ ไม่สนใจคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

พอการเมืองเปลี่ยน อีกฝ่ายหาเรื่องใส่ร้ายป้ายสีโยกย้ายล้างบางตำรวจฝ่ายตรงข้ามไม่มีวันจบสิ้น เป็นมะเร็งร้ายที่ทำลายองค์กรตำรวจ...

ตราบใดที่ฝ่ายการเมืองมีอำนาจแทรกแซงโยกย้ายตำรวจทุกระดับชั้น

เป็นสิ่งที่อยู่ในความคิดแรกๆ ในการปฏิรูป ตำรวจทุกคนอยากหลุดพ้นการเมือง

ไม่ใช่ “ผ่าตัดตำรวจ” สนองตัณหาของคนบางกลุ่ม ไม่แก้ที่ต้นเหตุ ไม่ได้คำนึง ประโยชน์ประชาชน มองข้ามอุปสรรคของตำรวจที่ขาดแคลนทั้งกำลังพล เงินเดือน เบี้ยเลี้ยง และเครื่องมือ

เป็นความอึดอัดของตำรวจทุกคนที่ถูกประณามเพื่อหาเรื่องปฏิรูปตำรวจ

ไม่เคยมีรัฐบาล นักการเมือง คนนอก หรือนักวิชาการคนไหนคิดหาทางแก้ไขปัญหา “ข้อจำกัด” ของตำรวจทั้งเรื่องคน งบประมาณ และเครื่องมือ

พล.ต.อ.สมยศ ถือโอกาสใช้เวทีการปฏิรูปหน่วยงานต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเหล่าข้าราชการตำรวจ และเพื่อให้การปฏิรูปเป็นไปเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน

มีคำสั่งตั้งคณะทำงานกำหนดแนวทางปฏิรูปองค์กรตำรวจ พล.ต.อ.สมยศ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน กำหนดแนวทางการปฏิรูปในภาพรวมให้ครอบคลุมทุกด้านมีคณะทำงานย่อย 6 คณะ แยก 4 คณะทำงานย่อย ด้านการกระจายอำนาจ ด้านการถ่ายโอนภารกิจ ด้านองค์กรกลางของตำรวจ ด้านการมีส่วนร่วม 2 คณะทำงานย่อย ด้านกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และด้านรับฟังความคิดเห็นและประชาสัมพันธ์

เพื่อนำผลจากการศึกษา สัมมนา ความคิดเห็นของภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนทุกภาคส่วน ของสังคมและตำรวจ เสนอข้อเท็จจริงเสนอต่อรัฐบาลและพี่น้องประชาชน

หลักการสำคัญคือประชาชนและสังคมโดยส่วนรวมจะต้องได้รับประโยชน์จากการปฏิรูปองค์กร ตำรวจ และข้าราชการตำรวจจะต้องได้รับการสนับสนุนด้านทรัพยากรอย่างเพียงพอ ตามความจำเป็นและเหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตามเสียงสะท้อนประชาชนและตำรวจส่วนใหญ่ได้เรียกร้องมาตลอดในเรื่องการปฏิรูปตำรวจ ต้องทำให้ตำรวจหลุดพ้นการเมือง ไม่ให้อำนาจภายนอกเข้ามาแทรกแซงและตำรวจทำงานได้เป็นที่พอใจของพี่น้องประชาชน คนที่มีส่วนปฏิรูปต้องปราศจากอคติ รับฟังคนอื่น

การปฏิรูปโครงสร้างให้การบริหารมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่ใช้เวลานาน ถ้าจะให้เกิดประโยชน์อย่างรวดเร็วกับประชาชน สิ่งที่ทำได้ทันทีคือเพิ่มทรัพยากรให้สถานีตำรวจ โดยเฉพาะกำลังพลชั้นประทวน กำลังหลักในการดูแลประชาชนให้เพียงพอ เพราะกำลังพลตำรวจลดต่ำกว่า 40 เปอร์เซ็นต์และอายุเกิน 45 ปี เกือบทั้งหมด

การปฏิรูปตำรวจ “ระยะสั้น” ทำแค่นี้ก็ถูกที่คัน ไม่จำเป็นต้องคิดให้ยุ่งยาก การตั้งคณะทำงานของ พล.ต.อ.สมยศ ไม่ใช่ขัดขวางดื้อดึงในการเปลี่ยนแปลง แต่อาศัยเวทีปฏิรูปเป็นช่องทางสะท้อนความเป็นจริงของตำรวจต่อผู้บริหารประเทศและประชาชน เปิดช่องทางรับข้อมูล สัมมนารับฟังความคิดเห็นตำรวจ ประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อคิดในสิ่งที่เป็นไปได้

“ทีมข่าวอาชญากรรม” ทำหน้าที่สื่อกลางนำความคิด มุมมองนายตำรวจที่รับผิดชอบแต่ละด้าน เพื่อให้เห็นถึงปัญหาที่แท้จริงของงานตำรวจที่หลายคนมองข้าม

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. ที่มีบทบาทด้านการมีส่วนร่วมตำรวจและประชาชนในรูปแบบ กต.ตร.โดยตลอดย้ำว่า

“บทบาทหน้าที่ตำรวจร่วมกับประชาชน มีกำหนดไว้เป็นทางการตาม พ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ.2547 และคำสั่ง คสช.ที่ 111 ให้ประชาชนทุกระดับเข้ามามีส่วนร่วมป้องกันอาชญากรรม กำหนดนโยบาย ติดตามและตรวจสอบการทำงานของตำรวจ รวมทั้งสนับสนุนอุปกรณ์และกำลังคนเข้าร่วมกันทำงาน มี กต.ตร.กทม. กต.ตร.จังหวัด และ กต.ตร.โรงพักทุกแห่งทั่วประเทศ ทุกระดับมีผู้นำท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชนเข้าร่วม กต.ตร.กทม. มีปลัดกรุงเทพมหานคร กต.ตร.จังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัด กต.ตร.โรงพัก มี อบต. อบจ. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าร่วมเป็น กต.ตร.ในแต่ละระดับ และการมีส่วนร่วมไม่เป็นทางการ มีอาสาสมัคร สมาชิกแจ้งข่าวอาชญากรรม เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกับตำรวจ เป็นเรื่องที่ตำรวจทำต่อเนื่อง หากให้ดีขึ้นรัฐบาลสนับสนุนเพิ่มเบี้ยเลี้ยง กต.ตร.เพื่อขับเคลื่อนงานต่อเนื่องขึ้น”

ส่วน พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. ย้ำว่า

“การปฏิรูปตำรวจต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ถ้าทำแล้วจะแก้ไขปัญหาในปัจจุบันได้อย่างไร ต้องมองว่าประชาชนไม่พึงพอใจการทำงานของตำรวจเรื่องอะไร สาเหตุที่ทำงานไม่ดีมันเกิดจากอะไร ต้องหาเหตุที่มาของผล ขณะนี้ประชาชนไม่พอใจการทำงานของตำรวจ ถึงได้เกลียดชังตำรวจ ส่งผลผลักดันให้ปฏิรูปตำรวจ เป็นโอกาสที่ตำรวจจะได้ตีแผ่ปัญหาของเราที่เชื่อว่าไม่มีใครเห็น แม้กระทั่งรัฐบาลคงไม่ได้มาดู ต้องนำปัญหาเหล่านี้เสนอให้รัฐบาลได้เห็น จะปฏิรูปกันอย่างไร แก้ถูกจุดหรือไม่ถูกจุด การปฏิรูปครั้งนี้ ไม่ใช่ปรับแค่เรื่องโครงสร้าง จะทำอย่างไรให้ระบบงานดีมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่แค่เรื่องการปฏิรูปปรับโครงสร้าง แต่ต้องมองเรื่องระบบงานจะได้ตอบโจทย์ได้ว่าทำแล้วแก้ปัญหาในเรื่องที่ประชาชนไม่พอใจตำรวจ ได้ต้นตอปัญหาทั้งหมดอยู่ที่ระบบการบริหารงานบุคคลที่ต้องยุติธรรม”

ด้านนายตำรวจที่ได้รับผลกระทบทางการเมืองในช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ผบช.ภ.1 ตอกย้ำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงองค์กรตำรวจว่า

“พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงปฏิรูปกิจการตำรวจเป็นครั้งแรกช่วงปี 2404–405 จนมีการถวายพระนาม “บิดาตำรวจไทย” มีพระราชประสงค์ให้ตำรวจเป็นตำรวจของพระมหากษัตริย์และเป็นตำรวจของประชาชน จนปัจจุบันปรับโครงสร้างมาเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เขียนกฎหมายให้ฝ่ายการเมืองตั้งตำรวจ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก.ต.ช.ตั้ง ผบ.ตร. รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคงเป็นประธาน ก.ตร.ตั้งนายพล ทำให้ ผบ.ตร.และนายพลตั้งโดยฝ่ายการเมือง ตำรวจซูฮกรับใช้ สนองความต้องการของนักการเมืองได้ดี ไม่เป็นตำรวจของพระมหากษัตริย์และประชาชน ผิดพระราชประสงค์การจัดตั้งตำรวจ ถูกมองเป็นตำรวจรับใช้การเมือง ไม่มีตำรวจคนไหนอยากรับใช้นักการเมือง แต่จำเป็นไม่รับใช้ไม่ได้ดี เป็นวังวน ต่างจากหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมด้วยกัน อัยการและศาลต่างไม่รับใช้นักการเมือง อัยการมีคณะกรรมการอัยการ ส่วนศาลมีคณะกรรมการตุลาการ คณะกรรมการทั้งสองชุดไม่ได้เอานักการเมืองมาเป็นประธาน มีอิสระ แต่โครงสร้างตำรวจเอานายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีมานั่งคุมตำรวจ ถ้าการปฏิรูปไม่เอาตำรวจพ้นการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้าย ไม่มีทางเรียกศรัทธาประชาชนได้”

เป็นเสียงสะท้อนรับปฏิรูปตำรวจให้หลุดพ้นครอบงำแทรกแซงภายนอกหรือการเมือง และตำรวจเองต้องสำรวจว่าเหตุใดประชาชนมีความรู้สึกลบกับตำรวจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาให้ได้

ส่วนผลสุดท้ายการปฏิรูปต้องคำนึงถึงพี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์มากน้อยเพียงใด

ในการปฏิรูปหน่วยงานตำรวจ ต้องให้ตำรวจเข้าไปมีส่วนร่วมรับรู้ แสดงความคิดเห็น เพราะไม่มีใครหรือ “คนนอก” คนไหนที่รู้จักตำรวจดีเท่าตำรวจด้วยกัน.

ทีมข่าวอาชญากรรม

31 ม.ค. 2558 13:35 31 ม.ค. 2558 13:50 ไทยรัฐ