วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


เคยไปกันรึยัง? ชวนแบกเป้ลุยป่า เที่ยวตักสิลานคร

แดนดินถิ่นอีสานขึ้นชื่อเรื่องความร้อนแล้ง แสงแดดแผดกล้า และพื้นดินแตกระแหง... แต่ความคิดนั้นกลับถูกสลัดออกไปจากภาพจำเดิมๆ จนหมด เมื่อได้เดินทางมาสัมผัสธรรมชาติที่ผู้คนเรียกขานกันว่า 'ตักสิลานคร' ด้วยตัวเอง

หลังจากลอยตัวอยู่บนอากาศที่ความสูง 30,000 ฟุตจากระดับน้ำทะเลด้วยเวลาไม่ถึงชั่วโมง บวกกับนั่งรถตู้ขนาด 15 ที่นั่งต่ออีกชั่วโมงเศษๆ ในที่สุดเราก็มาปักหมุดอยู่ที่ จ.มหาสารคาม สถานที่ที่ถูกขนานนามว่า ตักสิลานคร

ว่ากันว่าจังหวัดนี้มีสถานศึกษามากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (โอ้ววว…จริงดิ!) คือ มีสถานระดับอุดมศึกษา 5 แห่ง ระดับอาชีวศึกษา 3 แห่ง และโรงเรียนอีก 666 แห่ง จึงเป็นที่มาของสมญานามที่ว่า ตักสิลานคร ซึ่งแปลว่าเมืองแห่งการศึกษานั่นเอง ยังไม่หมด ที่นี่มีชื่อเล่นด้วยนะ ความที่จังหวัดนี้ตั้งอยู่กึ่งกลางภาคอีสานบนแผนที่ประเทศไทยอย่างพอดิบพอดี จึงได้ชื่อว่าเป็น สะดืออีสาน มาประดับเพิ่มอีกหนึ่งชื่อ 

ดูผิวเผิน จังหวัดนี้ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากนัก หลายคนที่มาเที่ยวอีสานก็มักไปลงเอยที่จังหวัดอื่นใกล้เคียง แต่ไหนๆ คราวนี้มีโอกาสมาเยือนที่นี่ในจังหวะที่มีการจัดงานเฉลิมฉลอง '150 ปีเมืองมหาสารคาม' พอดี งานนี้พ่อเมืองแอบกระซิบด้วยว่าที่นี่มีของดีของเด็ดที่ไม่เหมือนใครอยากจะโชว์ ชักเริ่มน่าสนใจซะแล้วสิ ว่าแล้วก็ตกปากรับคำตามคำชวนเอาดื้อๆ ขอติดสอยห้อยตามไปดูทีเด็ดกับเขาด้วย(ใจง่ายจริงๆ...)

- ตามล่า! หาจิ๋วน้อยแห่งดูนลำพัน -

ซึบซับเรื่องราวที่มาที่ไปของจังหวัดนี้ได้สักพัก ก็ได้เวลาเดินทางไปเสาะหาปูสามสี ของเด็ดของดีซึ่งมีในพื้นที่ป่าในเขต อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม ที่เดียวเท่านั้น พอทราบข้อมูลเท่านั้นแหละ เราก็หันเข็มทิศมุ่งหน้าไปที่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดูนลำพัน เพื่อตามหาเจ้าจิ๋วตัวนี้ทันที

พลขับพาเราลัดเลาะมาตามถนนแคบๆ สองข้างทางมีแต่ความเวิ้งว้างของทุ่งนาปลายฤดูเก็บเกี่ยว ข้าวถูกเก็บเข้ายุ้งฉางหมดแล้ว ยังเหลือแต่ตอซังแห้งๆ พร้อมฉากหลังเป็นท้องฟ้ากว้างไกลสุดสายตา ไม่เห็นมีภูเขาสักลูกเดียว! แต่ทันทีที่รถจอดในเขตป่าดูนลำพันก็สัมผัสได้ถึงวิวทิวทัศน์ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะในนี้มีผืนป่าเล็กๆ ที่ยังคงความเขียวชอุ่มซ่อนอยู่ ทั้งยังเป็นแหล่งพักพิงแห่งเดียวของ ปูทูลกระหม่อม เจ้าจิ๋วสีสวยที่เรากำลังตามหา

"ปูทูลกระหม่อม เป็นปูน้ำจืดสามสีขนาดเล็ก ที่ได้รับการค้นพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2536 โดยศาสตราจารย์ไพบูลย์ นัยเนตร ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเนเธอร์แลนด์" กฤษฎา ยอดแก้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการอธิบายถึงเจ้าปูชนิดนี้ให้เราฟัง

และยังบอกอีกว่า ปูทูลกระหม่อมหรือปูแป้งถือเป็นปูน้ำจืดชนิดใหม่ของโลกอยู่ในกลุ่มปูป่า มีสีสันสวยงามถึง 3 สีในตัวเดียว คือ มีกระดองเป็นสีม่วงเปลือกมังคุด ส่วนขอบเบ้าตา ขอบกระดอง ขาเดินทั้ง 4 คู่ และก้ามหนีบทั้ง 2 ข้าง มีสีส้ม และปลายขาข้อสุดท้าย รวมถึงปลายก้ามหนีบมีสีขาวงาช้าง

ส่วนที่มาของชื่อ ปูทูลกระหม่อม นั้นก็สืบเนื่องมาจากสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นผู้นำและมีพระปรีชาสามารถในงานด้านวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้กราบทูลฯ ขอพระราชทานพระอนุญาต อัญเชิญพระนามของพระองค์มาเป็นนามของปูน้ำจืดชนิดนี้นั่นเอง

น่าเสียดาย ช่วงที่เราไปดูเป็นหน้าแล้งจึงพบปูได้น้อยกว่าช่วงหน้าฝน ทางเจ้าหน้าที่เสาะหามาให้ดูได้ไม่มาก แต่ทั้งนี้พี่กฤษฎายืนยันว่าบ้านของมันกินอาณาบริเวณ 60% ของพื้นที่ป่าจำนวน 343 ไร่ ส่วนสาเหตุที่พบปูชนิดนี้ได้ในเฉพาะพื้นที่ป่าดูนลำพันแห่งเดียว เป็นเพราะว่า ที่นี่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีแหล่งอาหารของปูแป้งอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ เช่น แมลง ไส้เดือน แมงมุม รวมถึงเศษใบไม้ใบหญ้าที่ทับถม รวมถึงมีแร่ธาตุบางชนิดที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตของมันโดยเฉพาะ (ปูนาก็อยู่ในป่านี้ไม่ได้นะจ๊ะ)

ชมปูสีสวยพร้อมเดินสำรวจเส้นทางธรรมชาติในระยะ 125 เมตร ก็ได้อารมณ์เดินป่าเล็กๆ เหมือนกัน ยิ่งได้สูดอากาศบริสุทธิ์ท่ามกลางต้นไม้ใบหญ้าแบบนี้ ก็ยิ่งฟิน แถมไม่เหนื่อยเกินไปด้วย

- อุ๊ยตาย! ลิงกลายพันธุ์ -

พูดถึงการเดินป่า มีผืนป่าอีกแห่งหนึ่งในมหาสารคามที่นักเดินป่าไม่ควรพลาด นั่นคือเส้นทางศึกษาธรรมชาติของ วนอุทยานโกสัมพี ตั้งอยู่ที่ อ.โกสุมพิสัย ผืนป่า 125 ไร่แห่งนี้เป็นแหล่งอนุรักษ์พืชพรรณพื้นถิ่นของอีสานไว้มากมาย เช่น ต้นยาง ต้นตะแบก ต้นกระทุ่ม และต้นข่อยที่ขึ้นเองตามธรรมชาติกว่า 200 ต้น ที่สำคัญที่มีมี ลิงแสมขนสีทอง ที่เรียกว่าแปลกแหวกแนวกว่าที่อื่น

อภิชาติ การเกษ หัวหน้าวนอุทยานฯ บอกกับเราว่า ลิงแสมขนสีทองถือเป็นไฮไลต์ของการมาเที่ยวที่วนอุทยานโกสัมพี เพราะมีข้อมูลจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช รวมถึงข้อมูลจากไซเตส (อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์) ระบุว่า วนอุทยานแห่งนี้เป็นแห่งเดียวในภาคพื้นเอเชียที่พบลิงแสมขนสีทอง

โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ศึกษาพบว่า สาเหตุที่ลิงมีขนสีทองและมีผิวสีเผือก เกิดจากมีการผสมพันธุ์ใกล้ชิดกันแล้วเกิดการผ่าเหล่า ทำให้ลูกลิงที่ออกมามียีนส์ด้อยจึงทำให้สีขนและสีผิวผิดแผกไปจากรุ่นพ่อแม่ แต่กลับกลายเป็นความโดดเด่นที่ทำให้นักท่องเที่ยวเห็นแล้วต้องตะลึง

ในจำนวนลิงทั้งหมด 800 ตัว มีลิงขนสีทองปะปนอยู่ในฝูงราว 200 ตัว เรียกว่าเดินไปที่ไหนก็เจอเจ้าเจี๊ยกเผือกเดินไปเดินมาให้เราได้กดชัตเตอร์เพลินๆ ดีเหมือนกัน

ไม่เพียงแค่นี้ ในเขตวนอุทยานฯ ยังมีเส้นทางเดินป่า มีจุดชมนก จุดชมแก่งตาด ซึ่งเป็นแก่งหินสวยงามยาวเกือบ 200 เมตรกลางลำน้ำชี มีสะพานแขวนแห่งแรกและแห่งเดียวในจังหวัด และยังมีต้นยางนาต้นใหญ่ขนาด 8 คนโอบล้อม อายุ 200 ปี เติบโตเด่นตระหง่านอยู่ที่หัวสะพาน

นอกจากนี้ หัวหน้าอุทยานฯ บอกอีกว่าในอนาคตที่นี่กำลังจะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำเพิ่มเติม เช่น การล่องเรือแคนูและการพายเรือคายัคชมวิถีประมงท้องถิ่นอีกด้วย

- รุกขเวช เขตอนุรักษ์เฮือนโบราณ -

อิ่มเอมกับการสูดกลิ่นธรรมชาติจนชุ่มปอดแล้ว เราเดินทางต่อไปยัง สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช ที่ อ.นาดูน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชิลๆ อีกแห่งที่ไม่อยากพลาด เพราะเป็นสถานที่ศึกษาวิจัย อนุรักษ์ ขยาย และปรับปรุงพันธุ์ไม้ในภาคอีสาน ที่นี่เราได้ชมพันธุ์ไม้นานาชนิดในสวนสมุนไพร ชมพิพิธภัณฑ์โรงเกวียนอีสาน

ไฮไลต์อยู่ที่เฮือนอีสานโบราณ เจ้าหน้าที่บอกกับเราว่า เรือนไทยอีสานเหล่านี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการเดินทางไปสำรวจจากทุกๆ จังหวัดในภาคอีสานและติดต่อทำเรื่องขอซื้อแล้วยกเรือนที่ไม่มีผู้อยู่อาศัยแล้วมาไว้ที่นี่ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้เข้ามาเรียนรู้วิถีอีสานแบบดั้งเดิม

ที่นี่จัดบ้านไว้ 16 หลัง แบ่งเป็น 4 ประเภทหลักๆ ได้แก่ เรือนใหญ่ขนาด 3 ห้อง แบ่งเป็น ห้องเปิง(ห้องพระ)ห้องนอนพ่อแม่ และห้องนอนลูก ต่อมาคือ เรือนตูบต่อเล้า เป็นเรือนชั่วคราวสำหรับคู่สามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงานกัน แบบที่สาม คือ เรือนโขงหรือแฝด มักเป็นเรือนของหัวหน้าหมู่บ้าน และสุดท้ายคือ เรือนหัวลอย เป็นเรือนสำหรับลูกบ้านทั่วไป

โดยแต่ละหลังก็จะจัดแสดงเรือนตามธีมของวิถีชีวิตชาวอีสานในเรื่องต่างๆ ไว้ด้วย เช่น วิถีชีวิตชาวนา มีอุปกรณ์การดำรงชีพ บางหลังจัดแสดงการทำประมงน้ำจืด บางหลังก็จัดแสดงการทอผ้าพื้นบ้าน เป็นต้น 

พื้นที่ 500 กว่าไร่แห่งนี้โอบล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ให้ความร่มรื่น เดินเที่ยวได้เรื่อยๆ ไม่ร้อน หรือใครไม่อยากเดิน เขาก็มีบริการรถรางพาชมสวนป่าและสวนสมุนไพรด้วยนะเออ

ใช้เวลาไม่นานกับการเดินทางท่องเที่ยวธรรมชาติของที่นี่ แม้ว่าจะมีพื้นที่ป่าไม่มากมายเหมือนที่อื่น แต่ความสุขสดชื่นที่ได้กลับมานั้นไม่ต่างกันเลย เรียกว่าละลานตาไปด้วยธรรมชาติและสัตว์หายากที่ไม่เหมือนใคร สมกับเป็นเพชรงามอีกเม็ดของอีสานที่ขาเที่ยวไม่ควรพลาด


*ล้อมกรอบ*

การเดินทาง

นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปเที่ยว จ.มหาสารคาม ได้อย่างสะดวกสบายด้วยสายการบินต่างๆ ที่มีเที่ยวบินจากดอนเมืองบินตรงสู่ จ.ขอนแก่น ทุกวัน วันละหลายเที่ยวบิน จากนั้นสามารถใช้บริการรถแท็กซี่ที่สนามบินมุ่งหน้าไปยัง จ.มหาสารคาม ใช้เวลาประมาณ 1ชั่วโมงเศษๆ หรือจะใช้บริการรถบัสสาธารณะจากสถานีขนส่งในตัวเมืองขอนแก่นก็ได้ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง โดยลงที่สถานีขนส่งจังหวัดมหาสารคาม จากนั้นสามารถติดต่อแท็กซี่เพื่อเดินทางท่องเที่ยวไปในจุดต่างๆ ได้ที่บริษัทแท็กซี่อนงค์นาถ โทร.0-4377-7300, 0 -4377-7400 ตั้งอยู่ตรงข้ามกับสถานีขนส่งจังหวัดมหาสารคาม นอกจากนี้ที่สถานีขนส่งยังมีรถตุ๊กตุ๊ก และรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ไว้บริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย

สอบถามการเดินทางเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จ.มหาสารคาม โทร.0-4374-3331, สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดมหาสารคาม โทร.0-4372-3346, 0-4372-3219 และ ททท.สำนักงานขอนแก่น (รับผิดชอบดูแล 4 เขตจังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และมหาสารคาม) โทร.0-4322-7714, 0-4322-7715, 0-4322-7716 หรือ www.tourismthailand.org/khon-kaen.


แดนดินถิ่นอีสานขึ้นชื่อเรื่องความร้อนแล้ง แสงแดดแผดกล้า และพื้นดินแตกระแหง... แต่ความคิดนั้นกลับถูกสลัดออกไปจากภาพจำเดิมๆ จนหมด เมื่อได้เดินทางมาสัมผัสธรรมชาติที่ผู้คนเรียกขานกันว่า 'ตักสิลานคร' ด้วยตัวเอง 28 ม.ค. 2558 19:43 1 ก.พ. 2558 19:30 ไทยรัฐ