ถ้าอ้างปรองดอง แล้วยกโทษ จะมีก.ม.ไว้ทำไม!

ข่าว

    ถ้าอ้างปรองดอง แล้วยกโทษ จะมีก.ม.ไว้ทำไม!

    ไทยรัฐออนไลน์

      25 ม.ค. 2558 06:01 น.

      รมว.ยุติธรรมชี้ประเด็น ให้สังคมพิจารณาให้ดี สิ่งที่ทำเสียหายหรือไม่

      กลุ่ม 40 ส.ว.โต้เสียงเชือด “ปู” ท่วมท้นไม่ต้องล็อบบี้ เพราะผิดชัด เบรกอดีต 38 ส.ว.อย่าเพิ่งเฮ ชนักยังอยู่ “พีระศักดิ์” มองบวกอาจเป็นประตูสู่ปรองดอง “บิ๊กจิน” ขอทุกฝ่ายยอมรับกติกา “บิ๊กต๊อก” โยนสังคมตัดสิน ถ้าไม่รับผิดจะมีกฎหมายไว้ทำไม “วินธัย” บอกยังไม่มีคำสั่งห้าม “ยิ่งลักษณ์” ออกนอกประเทศ “ภูมิธรรม” เผยอดีตนายกฯตั้งลำสู้คดีอาญาต่อ ลั่นพรรคไม่ระส่ำกำลังใจเพียบ บอกบุคลากรยังมีอีกเยอะ “เต้น” ขอนิ่งไม่เคลื่อนไหว “มาร์ค” จี้ สนช.แจงเหตุผลสอย ปชป.ยังไม่พอใจ “นิคม-สมศักดิ์” รอด กปปส.ซัด “ปู” อย่าทำสังคมสับสน “บวรศักดิ์” สวดมนต์ให้สื่อจ้องด่า ย้ำไร้คาถาปราบโกงอยู่ที่สำนึกคน “สมบัติ” ชี้จุดเสี่ยงระบบเยอรมันทำรัฐบาลเป็ดง่อย คสช.โชว์ยุทธศาสตร์ให้ “บิ๊กป้อม” ถือไม้เรียวกำกับ

      หลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติท่วมท้นให้ถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ยับยั้งความเสียหายโครงการรับจำนำข้าว ล่าสุดนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุอดีตนายกฯเตรียมต่อสู้ในคดีอาญาต่อหลังอัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้องต่อศาลฎีกา

      “ตวง” โต้เสียงท่วมท้นไม่มีล็อบบี้

      เมื่อวันที่ 24 ม.ค. นายตวง อันทะไชย สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวถึงกรณี สนช.มีมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง กรณีไม่ยับยั้งความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวว่า ยอมรับว่าคะแนนถอดถอนที่สูงถึง 190 เสียง เกินความคาดหมายจากที่ สนช.คิดไว้ แต่ไม่ได้มาจากการล็อบบี้แน่นอน เหตุที่คะแนนพุ่งไปขนาดนั้น เนื่องจากมีข้อเท็จจริงการกระทำผิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ชัดเจนมาก มีข้อมูลปรากฏต่อสาธารณะทั้งการที่อัยการสูงสุด (อสส.) สั่งฟ้องคดีอาญาต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีปลัดกระทรวงพาณิชย์ไปแจ้งความเอาผิดคู่สัญญาของรัฐในโครงการรับจำนำข้าว ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ สนช.ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น จากเดิมอาจตัดสินใจลำบาก ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่กระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองทำได้สำเร็จ

      ปัดขบวนการจ้องทำลายล้าง “ปู”

      เมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุว่ามีขบวนการจ้องทำลายล้างอย่างต่อเนื่อง นายตวงตอบว่า ไม่มีใครจ้องทำลายล้าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ สิ่งที่ สนช.ลงมติเป็นไปตามข้อเท็จจริง อย่าห่วงว่าใครจะมาตามไล่ทำลายล้าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ทราบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ดีว่าเป็นอย่างไร อย่างกรณีของนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ที่ถูกร้องถอดถอนกรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว.โดยมิชอบ สนช.ก็ให้ความเป็นธรรมไม่ถอดถอน เมื่อถามว่าการที่ น.ส. ยิ่งลักษณ์จะต้องไปสู้คดีอาญาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ห่วงว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเหมือนกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายตวงตอบว่า ไม่ทราบ แต่ ไม่ห่วงอะไร ขณะนี้กระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่ของตัวเองครบถ้วนแล้ว คงมีทั้งคนที่ถูกใจและขัดใจเป็นเรื่องปกติ หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์มั่นใจในความบริสุทธิ์ใจของตัวเอง และมั่นใจว่าทำหน้าที่อย่างถูกต้อง ก็ขอให้ไปสู้คดีในชั้นศาล

      อดีต 38 ส.ว.อย่าเพิ่งเฮชนักยังอยู่

      นายตวงยังกล่าวถึงการพิจารณาคดีถอดถอนอดีต 38 ส.ว. กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว.โดยมิชอบ ที่จะแถลงเปิดคดีวันที่ 25 ก.พ.ว่า แม้ สนช.ลงมติไม่ถอดถอนนายนิคมและนายสมศักดิ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าอดีต 38 ส.ว.จะได้รับอานิสงส์ไปด้วย แม้จะมีฐานความผิดลักษณะเดียวกัน เนื่องจากความผิดของอดีต 38 ส.ว.แต่ละคนมีการกระทำผิดไม่เหมือนกัน สนช.จึงต้องพิจารณาเป็นกรณีไป ไม่ใช่ทุกคนจะหลุดพ้นความผิดเหมือนกันทั้งหมด เพราะบางคนถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลกรณีการเข้าชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายอย่างเดียว บางคนถูกชี้มูลร่วมลงมติในมาตราที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน ดังนั้นถือว่าอดีต ส.ว.แต่ละคนมีรายละเอียดความผิดไม่เหมือนกัน ซึ่งที่ประชุม สนช.คงต้องฟังรายละเอียดคำชี้แจงของแต่ละคนก่อนว่าเป็นอย่างไร ไม่สามารถยึดบรรทัดฐานคดีนายนิคมและนายสมศักดิ์มาเปรียบเทียบกันได้

      “พีระศักดิ์” แย้มประตูสู่ปรองดอง

      นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. กล่าวว่า ยืนยันว่าสมาชิกทุกคนใช้ดุลพินิจโดยไม่มีการล็อบบี้กัน เมื่อ ป.ป.ช.ส่งเรื่องมา สนช.ก็ต้องทำ เพราะทุกเรื่องต้องมีจุดจบ หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์รู้สึกว่าผลที่ออกมาไม่เป็นธรรมหรือถูกกลั่นแกล้ง สามารถไปฟ้องร้องได้ว่า สนช.ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบตรงส่วนไหน เชื่อว่า สนช.มีการตัดสินใจไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ได้รับฟังคำแถลงเปิด-ปิดคดี รวมถึงการตอบข้อซักถามแล้ว เมื่อถามว่าการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์จะทำให้การสร้างความปรองดองทำได้ยากขึ้นหรือไม่ นายพีระศักดิ์กล่าวว่า ตนกลับมองว่าถ้าทุกเรื่องยุติได้ในช่วงต้นก็จะเข้าสู่กระบวนการปรองดอง การนิรโทษกรรมอาจตามมาก็ได้ เพราะเราต้องรู้ว่าใครผิดใครถูกก่อนจึงจะนิรโทษกรรมได้สมเหตุสมผล กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจเป็นประตูเปิดสู่การปรองดองก็ได้

      “บิ๊กจิน” ขอทุกฝ่ายยอมรับกติกา

      พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม และรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามกฎหมาย อยากให้ทุกฝ่ายยอมรับกติกาและกฎหมายด้วย เมื่อถามว่าการถอดถอนดังกล่าวจะทำให้บรรยากาศการเมืองกลับมารุนแรงขึ้นหรือไม่ พล.อ.อ.ประจินตอบว่า หากทุกฝ่ายยอมรับและปฏิบัติตามกฎหมาย สถานการณ์ก็ไม่มีอะไรประเทศไทยยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้

      “บิ๊กต๊อก” โยนให้สังคมตัดสิน

      พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรมและหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกแถลงการณ์ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคดีรับจำนำข้าวว่า ผู้ที่คิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ต้องไปต่อสู้ การต่อสู้ยังมีอีกหลายชั้นในเรื่องของคดี ตนพูดมาหลายครั้งไม่ว่า สนช.จะออกผลลัพธ์มาอย่างไร รัฐบาลซึ่งก็คือ คสช.ที่อยู่ในเนื้อเดียวกัน ย่อมได้รับผลกระทบทั้ง 2 ด้าน อย่างที่นายกฯบอกให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ไม่ชี้นำ พูดอย่างนี้คงยากที่คนจะเชื่อ เพราะคนเชื่อว่า สนช.คือฝ่าย คสช.ตั้งขึ้นมา สังคมต้องวิเคราะห์ให้ดี เราจะอยู่กันอย่างไร ต้องดูว่าสิ่งที่ผู้ได้รับผลกระทบอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมถูกหรือไม่ สิ่งที่เขาทำก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ คิดว่าสังคมตอบได้ ส่วน ป.ป.ช.และ สนช.เลือกปฏิบัติหรือไม่ ตนไปตอบแทนไม่ได้ และที่พูดว่าจะไม่เกิดความปรองดองนั้น ตนว่าคนละประเด็นกัน เหมือนที่นายกฯพูด คนทำผิดก็ต้องว่าไปตามผิด ใครจะช่วยได้ ถ้าเกรงว่าจะไม่ปรองดองแล้วยกโทษคดีทางอาญา แล้วกฎหมายจะมีไว้ทำไม ในขณะที่เรากำลังพูดว่าการบังคับใช้กฎหมายบ้านเราไม่ได้ผล เหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียม ลงโทษแค่ปลาซิวปลาสร้อย นี้คือปัญหาที่มันเกิดขึ้น

      “ไก่อู” เชื่อ คสช.เอาอยู่ไม่วุ่นวาย

      พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองจากนี้ไปคิดว่าไม่น่ามีอะไร ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่พยายามดูแลทุกฝ่ายให้เกิดความเรียบร้อย และคิดว่าพี่น้องประชาชนเข้าใจสถานการณ์ดี ที่ผ่านมาทุกฝ่ายรวมถึงสื่อมวลชนช่วยกันเสนอข้อมูลข่าวสารทุกด้าน ตั้งแต่ช่วงก่อนถอดถอนจนถึงวันถอดถอน ไม่จำเป็นต้องทำอะไรมากกว่านี้ เมื่อถามว่าสื่อต่างประเทศส่วนใหญ่วิเคราะห์ว่าไทยจะแตกแยกมากขึ้น พล.ต.สรรเสริญตอบว่า อย่าไปวิตกถึงขนาดนั้น คงไม่เกิดเหตุวุ่นวายอะไร เชื่อ คสช.ดูแลได้ วันนี้ประชาชนทุกพื้นที่ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะมีความคิดอย่างไร มาวันนี้ทุกคนร่วมกิจกรรมสร้างความปรองดองหมด

      สปช.มั่นใจเวทีปฏิรูปไม่สะดุด

      นายประชา เตรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วม และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า เชื่อว่ากรณีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์จะไม่กระทบต่อการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของ สปช. และการคัดเลือกบุคคลเข้ามาร่วมเวทีเน้นย้ำที่ความหลากหลาย ไม่ได้เน้นเฉพาะด้านการเมือง เรื่องการถอดถอนมีเฉพาะกลุ่มอยู่แล้วถือว่าเป็นรากเหง้าของการขัดแย้ง กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกเป็นเรื่องของเวทีการสร้างความปรองดอง ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จะเป็นผู้จัด ต้องชี้ให้เห็นถึงความเที่ยงตรง หลักนิติรัฐ และนิติธรรม แน่นอนว่าที่คนทำผิดจะไม่ยอมรับว่าตัวเองผิด ต้องชี้แจงให้ประชาชนเห็นถึงข้อมูลพยานหลักฐานข้อกฎหมาย ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับเวทีปฏิรูปและจะไม่นำมาอยู่ในเวทีนี้

      คสช.ยังไม่ห้าม “ยิ่งลักษณ์” บินนอก

      พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. และโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ขณะนี้ คสช.ยังไม่มีคำสั่งระงับ ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกนอกประเทศ แต่ไม่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือนักการเมืองที่จะไปทำภารกิจที่ต่างประเทศ ต้องทำเรื่องมายัง คสช.เพื่อขออนุญาตเป็นรายๆไป ตามขั้นตอนที่เคยปฏิบัติเหมือนช่วงที่ผ่านมา เมื่อถามว่า หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์จะขออนุญาตในช่วงนี้สามารถทำได้หรือไม่ พ.อ.วินธัยตอบว่า ตอนนี้ยังไม่มีการ ขออนุญาต แต่หากทำเรื่องขอมาก็ต้องพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อถามย้ำว่า คสช.จะมีคำสั่งห้ามไม่ให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกนอกประเทศ เพราะเกรงว่าจะหลบหนีหรือไม่ พ.อ.วิธัยตอบว่า ตอนนี้ยังไม่ได้มีคำสั่งใดๆทั้งสิ้น

      พท.ตั้งลำสู้ในคดีอาญาต่อ

      ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คาดการณ์ไว้บ้างแล้วว่า น.ส. ยิ่งลักษณ์จะถูกถอดถอน เพราะมีความเคลื่อนไหวที่ไม่ปรารถนาดีจากกลุ่ม 40 ส.ว. และคนบางส่วน เมื่อผลออกมาเช่นนี้อดีตนายกฯก็ต้องแสวงหาความยุติธรรมให้ตัวเอง ในส่วนของคดีอาญาก็ต้องสู้ต่อไป เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์รวมทั้งสมาชิกพรรคเพื่อไทย มั่นใจว่าไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายใดๆ มีเจตนาที่ดีในการช่วยเหลือชาวนา ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ ทำตามสัญญาประชาคม สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการตีความที่แตกต่างกัน เรื่องตัวเลขยังถกเถียงกันอยู่ ฉะนั้นก็ต้องต่อสู้ทางกระบวนการยุติธรรมต่อไป

      พรรคไม่ระส่ำคนยังศรัทธา

      นายภูมิธรรมกล่าวอีกว่า สำหรับสมาชิกพรรคและอดีต ส.ส. เท่าที่คุยกันรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะไม่คิดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ทำอะไรผิด แต่ก็บอกว่าประชาชนเข้าใจและเห็นใจอดีตนายกฯ ดังนั้นจึงเป็นสัญญาณที่ดี เพราะเมื่อพื้นฐานของประชาธิปไตยยึดโยงอยู่กับประชาชนแล้ว หากเขายังรักและศรัทธา พรรคเพื่อไทยก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ ไม่มีความระส่ำระสาย เมื่อถามถึงทิศทางของพรรคในอนาคต และใครจะเป็นผู้นำพรรค นายภูมิธรรมตอบว่า ยังพูดยากในขณะนี้ เบื้องต้นต้องแสวงหาความยุติธรรมให้อดีตนายกฯก่อน อย่างไรก็ตามในพรรคเพื่อไทยยังมีบุคลากรอีกเยอะ สิ่งสำคัญคือต้องรอดูกติกา รอดูการเขียนรัฐธรรมนูญจะออกมาแบบไหน ยังมีเวลาอีก 1-2 ปี ถ้าชัดเจนทุกเรื่องคิดว่าถึงเวลานั้นก็คงไม่สาย

      “เต้น” ย้ำขบวนการไล่ล่ายังอยู่

      ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่ม นปช. โพสต์ลงเฟซบุ๊กว่า การถอดถอนที่เกิดขึ้นไม่ใช่ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ของใคร เพราะผลแพ้ชนะต้องเกิดขึ้นภายใต้กติกาที่เป็นธรรมและกระบวนการที่ชอบธรรมเป็นที่ยอมรับ สิ่งนี้จึงเรียกว่าการไล่ล่าทำลายล้างทางการเมืองต่อฝ่ายตรงข้าม หลายเดือนที่ผ่านมาผู้มีอำนาจทั้งหลายคงมากด้วยภารกิจ ไม่แน่ใจว่าจะมีเวลามองเห็นทุกภาพที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองหรือไม่ จึงขอเสนอบางภาพที่มองเห็นจากการถอดถอนเผื่อท่านจะรับไว้พิจารณา เห็นการเอาคนไปปรับทัศนคตินับพัน แต่ไม่มีการปรับทัศนคติคนที่ท่านเลือกไปทำงานใน “เรือแป๊ะ” เลย ทุกคนทุกอย่างยังเหมือนก่อนรัฐประหาร เห็นการประกาศสลายทุกสีเสื้อ แต่ไม่เห็นการสลายนกหวีดจากใจคนจำนวนมากในแม่น้ำ 5 สาย

      แต่ยืนยันไม่เคลื่อนไหว

      นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เห็นคำสั่งห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมแม้แต่การประชุม ห้ามกลุ่มการเมืองต่างๆ เคลื่อนไหว แต่มีคนใช้สภาฯเป็นที่สมคบคิดล็อบบี้ และกระทำต่อฝ่ายตรงข้ามอย่างเปิดเผย หลายคนคงอึดอัดอยากแสดงออก แต่ตนยืนยันว่าจะนิ่งไม่เคลื่อนไหว เพราะบางทีการอยู่ในอาการสงบเพื่อดูคนกลุ่มหนึ่งทำลายตัวเขาเอง ก็ถือเป็นการตอบโต้ที่เจ็บปวด ส่วนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์บางคนที่ออกอาการดีใจหรือลงมือซ้ำเติมอยู่เวลานี้ ขอให้ตระหนักว่าการถอดถอนตัดสิทธิ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จากการเมือง 5 ปี แต่ได้ตัดพรรคประชาธิปัตย์ออกจากหัวใจคนหลายล้านคนไปตลอดกาล

      “มาร์ค” ชี้ยังไม่ใช่บรรทัดฐานใหม่

      ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นไปตามกระบวนการ โดยผู้ตัดสินต้องออกมาอธิบาย ต่อสังคมถึงเหตุผลการถอดถอน ตนเชื่อว่าปัญหาเกิดจากการไม่ยอมไปตอบข้อซักถามต่อ สนช.ด้วยตนเอง ส่วนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น ยังเป็นสำนวนเดิมๆ ที่มักใช้เป็นประจำ อย่างไรก็ตามส่วนตัวเห็นว่าผลการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ของ สนช.ครั้งนี้ ไม่สามารถเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคมไทยได้ เพราะเป็นกระบวนการในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ จึงอยากให้ความสำคัญกับการวางระบบในอนาคตจะดีกว่า ว่าทำอย่างไรเราจึงจะมีกระบวนการที่จัดการเรื่องความรับผิดชอบทางการเมือง และทางกฎหมายของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อทุกการกระทำของตัวเอง ซึ่งเป็นความท้าทายของ คสช.และองค์กรที่เกี่ยวข้อง

      ปชป.ไม่พอใจ “นิคม–สมศักดิ์” รอด

      นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่ สนช.มีมติไม่ถอดถอนนายนิคมและนายสมศักดิ์ คิดหรือไม่ว่าได้สร้างบรรทัดฐานทางการเมืองใหม่ขึ้น และจะเป็นปัญหาต่อการทำงานของรัฐสภาไทยในอนาคต คือ ต่อไปนี้ประธานในที่ประชุมจะมีอำนาจสิทธิขาดในการตัดสิทธิ ส.ส.ที่เสนอคำแปรญัตติ หรือขอแก้ไขกฎหมายในรายมาตราได้ ไม่ใช่แค่ตัดสิทธิการอภิปรายตามที่เข้าใจกัน และยังเปิดช่องให้ประธานในที่ประชุมสามารถกำหนดเงื่อนไขเวลาการพิจารณากฎหมายเองได้ทั้งหมด น่าเสียดายที่ สนช.ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการประจำ ไม่ศึกษากลไกการทำงานตรวจสอบของระบบรัฐสภาให้ถ่องแท้ ทั้งที่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญว่าทั้งคู่ทำผิดกฎหมายจริง จึงกลายเป็นการสร้างจารีตจริยธรรมรัฐสภาไทยใหม่ ยกเว้น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะยกเรื่องนี้มาเป็นกรณีศึกษา และเขียนกำหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน ไม่ให้เป็นปัญหาในอนาคต

      กปปส.ซัด “ปู” อย่าทำสังคมสับสน

      นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษกกลุ่ม กปปส. กล่าวว่า คงต้องทบทวนความหมายของคำว่าประชาธิปไตยในนิยามของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ควรนำประชาธิปไตยมาโยงกับความผิดฐานทุจริตให้สังคมสับสน การปรองดอง หลักนิติธรรม และหลักประชาธิปไตย ไม่ใช่การลบความผิดให้กับคนที่ทำผิด คำแถลงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ทั้งในการเปิดคดีและปิดคดี ไม่สามารถหักล้างข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช.ได้ โดยเฉพาะการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ให้รัฐบาลจีน แม้มีการท้วงติงจากหลายองค์กรทั้งระดับชาติและระดับโลก แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังคงเพิกเฉย หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรมทั้งที่ได้รับโอกาสแล้ว ก็อย่าอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ดังนั้น หลักประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมของไทยไม่ได้ตายไปเพียงเพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ถูกถอดถอน ในทางกลับกันหลักนิติธรรมจะดำรงคงไว้ถ้าคนผิดถูกลงโทษ และผลของการถอดถอนคงไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง ถ้าทุกคนเคารพกระบวนการยุติธรรมภายใต้หลักนิติธรรม ที่จะค่อยๆเยียวยาความแตกแยกในประเทศ

      “บวรศักดิ์” เหน็บสวดมนต์ให้สื่อ

      เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สนช. ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการด้านการศาสนา จัดสัมมนา “อานิสงส์ของการสวดมนต์” โดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธาน สปช. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายว่า การสวดมนต์เป็นการทำบุญแบบง่าย ได้ทั้งกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต และเป็นการให้ทาน ตนสวดมนต์ทุกวันระหว่างนั่งรถมาทำงาน สวดให้คนที่ด่าตนทุกวันโดยเฉพาะสื่อที่เขียนด่าตนก็รับเอาไป สำหรับมนต์ที่จะช่วยทำให้บ้านเมืองสงบอยู่ในมงคลสูตร หากทุกคนยึดถือปฏิบัติจะทำให้บ้านเมืองสงบสุขได้

      ย้ำไร้มนต์ปราบโกงอยู่ที่สำนึก

      นายบวรศักดิ์กล่าวต่อว่า ส่วนการคอร์รัปชันเป็นการทำบาปที่ยิ่งใหญ่ เป็นการเอาทรัพย์ของคน 65 ล้านคนมาเป็นของตัวเอง การชวนคนมาปราศรัยด่ากันตีกันก็เป็นวจีทุจริต ไม่มีบทสวดมนต์ไหนที่จะทำให้คนหยุดคอร์รัปชันได้ พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้คนเอาพุทธมนต์มาใช้ในทางนี้ การคอร์รัปชันเป็นพฤติกรรมของคนที่เอาศาสนาไปบังคับไม่ได้ สำหรับข้อเสนอให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาตินั้นจะรับไว้พิจารณา แต่จะบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต้องเข้าใจทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและไม่สนับสนุนว่ามีเหตุผลอะไร แต่ส่วนตัวคิดว่าต้องมีกฎหมายเพื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนา โดยพิจารณาขอบเขตเนื้อหาก่อน และเห็นว่าควรมีวิทยุและโทรทัศน์ที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา นำหลักธรรมเข้าไปสอนในโรงเรียนได้

      “สมบัติ” ชี้จุดเสี่ยงระบบเยอรมัน

      ที่โรงแรมเดอะสุโกศล คณะกรรมาธิการปฏิรูป การเมือง สปช. ร่วมกับสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) จัดสัมมนาและรับฟังความคิดเห็น เรื่อง “10 ประเด็นนวัตกรรมการเมืองไทย” โดยนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง กล่าวว่า จุดเสี่ยงของการเลือกตั้งสัดส่วนผสมแบบเยอรมัน ตามที่ กมธ.ยกร่างฯหยิบยกขึ้นมา จะทำให้รัฐบาล ไม่เข้มแข็ง และการดำเนินนโยบายเพื่อการพัฒนาประเทศทำได้ยาก จะเกิดการต่อรองผลประโยชน์ระหว่างพรรคแกนนำรัฐบาลกับพรรคร่วม คล้ายสภาพรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลคือถ้าพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ส่งอดีต ส.ส.ที่มีชื่อเสียงลงในนามอิสระ จะทำให้มีโอกาสได้เสียงหนุนในการจัดตั้งรัฐบาลเพิ่มขึ้นได้ เป็นโจทย์ใหญ่ที่ กมธ. ยกร่างฯควรไตร่ตรองให้ดี ตนคิดว่าระบบการเมืองจะดีได้ต้องส่งเสริมให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ตรวจสอบและถูกถอดถอนได้หากรัฐบาลนั้นใช้อำนาจโดยมิชอบ

      เน้นสร้างภาคพลเมืองเข้มแข็ง

      นายยุทธพร อิสรชัย คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า ข้อดีของระบบการเลือกตั้งแบบเยอรมัน คือทุกคะแนนเสียงไม่เสียเปล่า ทำให้พรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กโต แต่ปัญหาอยู่ที่ถ้าพรรคการเมืองเหล่านี้มีฐานคะแนนเสียงมาจากประชาชนในท้องถิ่นก็จะดี แต่ถ้าเป็นพรรคที่มีบุคคลที่มีมีชื่อเสียงไม่กี่คนคงไม่เหมาะ การที่จะทำให้พรรคขนาดกลางโตจากฐานมวลชนได้ เราต้องสร้างความเข้มแข้งของพลเมืองควบคู่ไปด้วย โดยมี 3 องค์ประกอบ คือ พรรคการเมือง สื่อท้องถิ่น และกระบวนการภาคประชาสังคม ระบบเยอรมันอาจเหมาะสมกับประเทศที่การกระจายอำนาจนั้น สมบูรณ์แล้ว แต่ประเทศไทยกระจายอำนาจยังไม่สมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้นักการเมืองในท้องถิ่นจึงมีบทบาทสูง เพราะมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงต่างตอบแทนกัน

      “ยะใส” ให้ข้อคิดชุดยกร่างฯ–สปช.

      นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับระบบผสมของ กมธ.ยกร่างฯ ที่มีเจตนารมณ์อยากให้เสียงเล็กเสียงน้อยมีความหมาย และเป็นตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง แต่ทุกระบบย่อมมีจุดโหว่ แต่สิ่งที่ยังไม่เห็น กมธ.ยกร่างฯคิด คือ การเมืองภาคประชาสังคม ไม่ทราบว่าจะออกแบบให้อยู่ส่วนไหน อยากฝากถึง กมธ.ยกร่างฯและ สปช.ด้วย หากไม่แก้ไขเชื่อว่าสุดท้ายเราจะได้นักเลือกตั้งแบบเดิมๆ

      กกต.เวิร์กช็อปก่อนเปิดเวทีรับฟัง

      ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสนับสนุนการจัดทำเวทีสาธารณะรับฟังความคิดเห็นประชาชนของสปช. โดยมีผู้บริหาร กกต. ผอ.การเลือกตั้งประจำจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ผอ.ศูนย์การเรียนรู้การเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่ 1-5 และสมาชิกสปช. เข้าร่วม โดยนายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า กกต.พร้อมสนับสนุนงานปฏิรูปของ สปช.ทุกรูปแบบอย่างเต็มที่ อยากให้ กกต.จังหวัดช่วยเสนอแนะปัญหา และสอบถามความชัดเจนถึง แนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องสำหรับการจัดเวทีรับฟัง ความคิดเห็นประชาชน

      สั่งระดมความเห็นให้หลากหลาย

      นายประชา เตรัตน์ ประธาน กมธ. การมีส่วน ร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน สปช. กล่าวว่า ด้วยงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดขอให้ใช้สถานที่ของรัฐบาลเป็นสถานที่จัดประชุม หากจังหวัดใดมีปัญหาขอให้แจ้งมายังตน จะดูแลให้ ส่วนการจัดเวทีขอให้เชิญตัวแทนที่มีความหลากหลายเข้าร่วม เน้นระดมความเห็นเรื่องทุจริตคอร์รัปชันและต้องไม่มีการชี้นำ ขอให้วางแผนจัดเวทีเสวนาให้ดีทั้งระยะเวลาและรูปแบบ ต้องครอบคลุมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องนำมาใช้ในการปฏิรูป ซึ่งจะเริ่มจัดเวที ตั้งแต่เดือน ก.พ.ถึงเดือน ก.ย. จัดเวทีจังหวัดละ 11 ครั้ง เป็นระดับจังหวัด 1 ครั้ง ระดับอำเภอ 10 ครั้ง กำหนดกรอบรับฟังความเห็นมี 3 ประเด็น บังคับ 3 คือ แนวทางแก้ไขการทุจริตและคอร์รัปชัน วิธีการเลือก นักการเมืองที่ดีเข้ามาทำหน้าที่ แก้ไขความเหลื่อมล้ำ

      คสช.โชว์ยุทธศาสตร์ออกทีวี

      วันเดียวกันเวลา 08.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คสช.ได้เผยแพร่แผนการดำเนินงานยุทธศาสตร์ 9 ด้านหลักปี 58 ที่ดำเนินการต่อเนื่องจากแผนยุทธศาสตร์ปี 57 ผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ททบ.5 และช่อง 9 อสมท ประมาณ 15 นาที อาทิ การสร้าง ความเป็นธรรมในสังคม เช่น ปรับปรุงกฎหมายที่เหลื่อมล้ำ การรักษาความสงบเรียบร้อย จัดบริการตามสิทธิขั้นพื้นฐาน จัดระเบียบขนส่งสาธารณะ การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา เช่น กองทุนกู้ยืมทางการศึกษา การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม พัฒนาการเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุข การเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อาทิ เพิ่มติดตั้งไฟส่องสว่าง กล้องวงจรปิด การป้องกัน การค้ามนุษย์ การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ การบริหารจัดการน้ำ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

      ให้ “บิ๊กป้อม” ถือไม้เรียวกำกับ

      ขณะที่แผนยุทธศาสตร์สร้างความปรองดอง มีการจัดทำเว็บไซต์ติดตามการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน มีสื่อมวลชนสัมพันธ์เพื่อให้สื่อเสนอข่าวที่ถูกต้อง มีแหล่งข่าวชัดเจน เพื่อขจัดข้อขัดแย้งในสังคมจากการเสนอข่าวสาร ส่วนการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน มีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคล สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรด้วยการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ช่วยเหลือปัจจัยการผลิต ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยงานทั้งหมดมีคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของ คสช. ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน คอยติดตามและประเมินผล

      โพลชี้คนยังพอใจ 8 เดือน คสช.

      วันเดียวกัน สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,840 คน ประเมินผลงาน 8 เดือน คสช. พบว่าร้อยละ 58.9 ค่อนข้างพึงพอใจ อาทิ การแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน ร้อยละ 32.91 ระบุว่าพึงพอใจมาก เพราะคสช.ตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน บรรยากาศการเมืองดีขึ้น บ้านเมืองสงบเรียบร้อย มีเพียงร้อยละ 6.07 ไม่ค่อยพึงพอใจ โดยประชาชนให้คะแนน คสช.ในการบริหารประเทศเดือนที่ 8 อยู่ที่ 8.24 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 สำหรับจุดเด่นของ คสช. มีนโยบายคืนความสุข มอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน ความเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหา ขณะที่ปัญหาและอุปสรรค คือ สภาพเศรษฐกิจซบเซา ราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ การบังคับใช้กฎหมายยังไม่เด็ดขาด ไม่เคร่งครัด ไม่ครอบคลุมทุกปัญหา รวมถึงมีการใช้งบประมาณจำนวนมาก อาจมีช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตได้

      ชาวสวนยางยังกดดันต่อเนื่อง

      อีกเรื่อง นายไพรัช เจ้ยชุม ประธานเครือข่ายชาวสวนยางจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า การขับเคลื่อนยกระดับราคายางพาราตามที่ทางกลุ่มเสนอไปยังรัฐบาล ยังขาดเอกภาพ เพราะต่างกลุ่มต่างทำไม่มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ล่าสุดเกิดสมัชชาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทยขึ้นอีกองค์กรหนึ่ง ทำให้ชาวสวนยางพาราทั่วประเทศจับทิศทางการเคลื่อนไหวไม่ได้ รัฐบาลก็ไม่สามารถรับฟังข้อมูลที่แท้จริงจากองค์กรไหน ทำให้การขับเคลื่อนราคายางพาราเป็นไปอย่างล่าช้า สำหรับเครือข่ายชาวสวนยางพาราภาคใต้จะประชุมเพื่อสรุปแนวทางยื่นเสนอไปยังรัฐบาล ในวันที่ 29 ม.ค. ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.ตรัง ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กับนายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรและสหกรณ์ ยังพูดไม่ตรงกันเรื่องที่จะผลักดันให้ราคายางพาราไปอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาท สร้างความสับสนให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราทั่วประเทศ ซึ่งทางเครือข่ายฯยืนยันให้รัฐบาลดำเนินการตามข้อเรียกร้องภายในสิ้นเดือน ม.ค. ไม่เช่นนั้นจะมีการเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน

      สวนปาล์มเซ็งรัฐไม่ฟังเสียงท้วง

      ด้านนายสมพร ศรีเพชร นายกสมาคมชาวสวนปาล์มจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลเดินหน้าตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) นำเข้าปาล์มน้ำมัน 5 หมื่นตันโดยไม่ฟังข้อเรียกร้องชาวสวนปาล์ม ถึงแม้บอกว่าจะประกันราคาไม่ให้ต่ำกว่า 5 บาท หากต่ำกว่านี้จะพยุงราคา ที่สำคัญนำเข้าแค่ช่วงเดือน ก.พ.เท่านั้น ไม่ส่งผลกระทบแต่อย่างใด ไม่ทราบว่าเอาอะไรมาคิด ตอนนี้ปาล์มกำลังจะออกให้ผลผลิตเต็มที่ช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. วันนี้รัฐบาลใช้กลยุทธ์แบบปะทะกับชาวสวนปาล์ม หากเป็นยุคที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งคงฟังเกษตรกรพูด

      กลุ่มผู้ค้าโวย สธ.อย่าปิดกั้นข้อมูล

      นางวราภรณ์ นะมาตร์ ผู้อำนวยการสมาคมการค้ายาสูบไทย กล่าวว่า หลังจากสมาคมฯพยายามเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุข รับฟังความเห็นของกลุ่มผู้ค้าซึ่งมีเครือข่ายร้านค้าโชห่วยกว่า 1,400 ราย เกี่ยวกับเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิในหลายมาตรการ เพื่อหาทางออกร่วมกัน โดยพยายามเปิดพื้นที่สื่อเพื่อชี้แจงข้อมูลอีกด้าน แต่กลับมีความพยายามกดดันจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่กลุ่มผู้ประกอบการมีสิทธิโดยชอบธรรมในการนำเสนอข้อมูลจากฝั่งอุตสาหกรรมให้สาธารณชนพิจารณาเช่นกัน เพราะเชื่อในการเปิดพื้นที่ถกประเด็นกันอย่างแท้จริง เราเชื่อว่ากฎหมายที่ดีควรมาจากการรับฟังความคิดเห็นกันอย่างรอบด้านและทุกฝ่ายเห็นชอบและให้ได้ข้อยุติร่วมกัน

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน 2564 เวลา 23:06 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์