วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ปิดทางตัวช่วย‘ปู’ พรเพชร ปัด‘ช่อง11’ถ่ายสด

ปิดทางตัวช่วย‘ปู’ พรเพชร ปัด‘ช่อง11’ถ่ายสด

  • Share:

8อดีตรมต.-ทนายไม่มีสิทธิ์ สมชัยฉุนให้มท.จัดเลือกตั้ง จวก‘พวกร้อนวิชา-บ้าอำนาจ’

สนช.ได้ฤกษ์เรียก “นิคม-สมศักดิ์” แถลง เปิดคดีถอดถอน “พรเพชร” ตัดตอนข้อเรียกร้อง “ปู” ขอนำ 8 อดีต รมต.-ทีมทนายช่วยชี้แจง ปิดประตูไม่ให้ถ่ายทอดสดผ่านช่อง 11 “น้องบิ๊กป้อม” ประเมินล่า 132 เสียงสอย “ขุนค้อน-นิคม-ปู” ยาก เหตุรธน.ปี 50 ไม่มีผลบังคับใช้ และขาดหลักฐานมัด “ยิ่งลักษณ์” เอี่ยวทุจริตจำนำข้าว เช็กเสียงเทข้างเชือดมีไม่ถึงร้อย ก๊วนทหาร-กลุ่ม ขรก.ลังเลอ้างกลัวกระทบแผนปรองดอง นปช.ยันไม่จัดมวลชนไปหน้าสภา โบ้ยใครมาป่วนเป็นแดงปลอม เด็กปชป.ดักคอแค่ละครตบตา ปูดข่าว “บิ๊กรัฐบาลทักษิณ” เกี้ยเซียะเรียบร้อยโรงเรียน คสช. กกต.ยกคำร้อง “ปู” ปมแก้ รธน.ชี้พ้นสมาชิกภาพแล้ว “สมชัย” ฉะพวกบ้าอำนาจโอนให้ มท.-ศธ.จัดเลือกตั้ง เหน็บ สปช.เป็นนางโมรายื่นดาบให้โจร “นายกฯตู่” ตั้งเป้าปี 63 ไทยแลนด์ปลอดภัย ยุติเด็ดขาดความขัดแย้ง

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ฤกษ์เรียกคู่กรณีแถลงเปิดคดีถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ก่อนจะถึงคิว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 9 ม.ค. ล่าสุด นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ระบุไม่อนุญาตให้อดีตรัฐมนตรีและทีมทนายความของ น.ส. ยิ่งลักษณ์รวม 8 คนร่วมแถลง และไม่ให้ถ่ายทอดสด ผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 11

“พรเพชร” ไม่ให้อดีต รมต.ร่วมแจง

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 7 ม.ค. ที่รัฐสภา นาย พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมทีมกฎหมาย เพื่อพิจารณาคำร้องของทีมทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ ขอนำอดีตรัฐมนตรีและทีมทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์รวม 8 คน เข้าร่วมชี้แจงเพื่อแถลงเปิดสำนวนถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์จากโครงการรับจำนำข้าวในวันที่ 9 ม.ค.ว่า ต้องดูว่าทั้ง 8 คน จะมาทำหน้าที่อะไร ถ้ามาให้กำลังใจก็ไม่น่าเป็นปัญหา แต่ถ้าจะ มาร่วมแถลงต้องอยู่ที่ประธานในที่ประชุม ถ้ามาใน ฐานะพยานก็คงไม่ได้ เพราะ สนช.ได้มติว่าไม่อนุญาตให้ผู้ถูกร้องเพิ่มพยานหลักฐานไปแล้ว ซึ่งการร่วม ชี้แจงต้องอยู่ในประเด็นที่เกี่ยวกับสำนวน ป.ป.ช.เท่านั้น ในวันประชุมตนจะควบคุมให้ผู้ร่วมแถลงพูดเฉพาะประเด็นในสำนวนเท่านั้น ห้ามนอกประเด็น มิเช่นนั้น จะเท่ากับเป็นการเพิ่มพยานหลักฐานใหม่

ปิดประตูถ่ายทอดสดช่อง 11

นายพรเพชรกล่าวต่อว่า ส่วนข้อร้องขอให้มีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศ ไทย หรือช่อง 11 นั้นมองว่าที่ผ่านมาการพิจารณาวาระถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ไม่ได้มีการถ่ายทอดทางช่อง 11 แต่อย่างใด ทั้งนี้ กระบวนการการพิจารณาต่างๆของ สนช.ทำอย่างเปิดเผย โดยมีการถ่ายทอดภาพและเสียงผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาอยู่แล้ว

สนช.เชื่อสอย “ขุนค้อน–นิคม–ปู” ยาก

พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ สนช. กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ และคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ กรณีไม่ยับยั้งความเสียหายในโครงการจำนำข้าว คงเป็นไปได้ยากที่จะได้มติ 3 ใน 5 หรือ 132 เพื่อถอดถอน เนื่องจากสนช.หลายคนเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 50 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว ส่วนคดีความผิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ยังไม่มี ความชัดเจนเรื่องการทุจริต จึงเห็นว่าไม่น่าจะเข้าข่ายถอดถอนได้ เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา นายกฯ ระบุว่าการสร้างความปรองดองไม่ได้หมาย ความว่าจะต้องยกโทษความผิดให้กับทุกคน ถือเป็น สัญญาณให้ สนช.เดินหน้าถอดถอนหรือไม่ พล.ร.อ.ศิษฐวัชรตอบว่า ไม่ใช่การส่งสัญญาณอะไร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ สนช.ว่าจะเห็นเป็นอย่างไร

เช็กเสียงหนุนเชือดมีไม่ถึงร้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการลงมติถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคม และคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ สนช.ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าคงเป็นไปได้ยาก ที่จะได้เสียง 3 ใน 5 หรือ 132 เสียง ในการถอดถอน ทั้ง 2 คดี เนื่องจากเท่าที่เช็กเสียง สนช.ขณะนี้มีเสียงสนับสนุนให้ถอดถอนทั้ง 2 คดีเต็มที่อยู่ที่ประมาณ 90-100 เสียงเท่านั้น โดยวัดจากคะแนนเสียงที่ได้ เมื่อตอน สนช.โหวตรับเรื่องคดีถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคมไว้พิจารณาที่ได้คะแนนเพียง 87 เสียง และเสียงโหวตที่สนับสนุนให้ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม จำนวน 85 เสียง เมื่อตอนลงสมัครเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่เพียงพอให้ พล.อ.สมเจตน์ได้รับเลือก โดยกลุ่ม สนช.ที่สนับสนุนให้มีการถอดถอนทั้ง 2 คดีส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอดีต 40 ส.ว. กลุ่มนักวิชาการ และกลุ่มนายทหารนอกราชการบาง ส่วนเท่านั้น ขณะที่กลุ่มนายทหาร ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ใน สนช. และกลุ่มข้าราชการ มีท่าทีไม่เห็นด้วยให้ลงมติถอดถอน เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อเรื่องการสร้างความปรองดอง ยกเว้นแต่จะมีนโยบายสั่งตรงมาจาก คสช.ให้ดำเนินการถอดถอน ก็จะทำให้คะแนนเสียงถอดถอนเพียงพอในทันที

“นิคม” ลุยเองรักษาบรรทัดฐาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวว่า ในวันที่ 8 ม.ค. จะเดินทางมาชี้แจงต่อที่ประชุม สนช.ในการแถลงเปิดสำนวนคดีถอดถอนด้วยตนเอง โดยจะนำเสนอข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย พร้อมทั้งพยานหลักฐานที่มี อาทิ บันทึกการประชุม และรายงานของกรรมาธิการในการแปรญัตติว่ามีเจตนาอย่างไร ชี้แจงให้สมาชิก สนช.ประกอบการ พิจารณา เหตุผลสำคัญที่เดินทางไปชี้แจง สนช.ด้วยตัวเอง เพื่อรักษาบรรทัดฐานของสถาบันนิติบัญญัติว่าการพิจารณาของสมาชิกทุกคนมีเอกสิทธิ์คุ้มครอง เป็นการกระทำที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ หากองค์กรอื่นก้าวล่วงต่อไปสมาชิกจะทำอะไรไม่ได้เลย และมั่นใจ ไม่มีความกังวล เพราะสิ่งที่เตรียมนำไปชี้แจงทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริง หวังว่าสมาชิก สนช.จะใช้พิจารณาประกอบการตัดสินใจ โดยใช้ดุลพินิจที่ถูกต้อง

“วิชา–สรรเสริญ” คุยหลักฐานปึ้ก

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.มอบหมายให้ตนและนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.เป็นตัวแทน ป.ป.ช.ไปชี้แจงแถลงเปิดคดีในวันดังกล่าว ซึ่ง ป.ป.ช.เตรียมข้อมูลไว้พร้อมหมดแล้ว ไม่หนักใจอะไร ไม่น่าจะมี การซักถามอะไรมาก เพราะเป็นแค่การแถลงเปิดคดี แต่จะไปหนักช่วงที่ ป.ป.ช.ต้องตอบคำถามต่างๆต่อคณะกรรมาธิการซักถามสัปดาห์หน้า แต่ ป.ป.ช.เตรียมข้อมูลต่างๆไว้หมดแล้ว เพราะนายวิชาเป็น หัวหน้าทีมในการทำคดีถอดถอนทั้งสองเรื่อง จึงทราบ ข้อเท็จจริงต่างๆเป็นอย่างดี ไม่มีอะไรน่าหนักใจ

“วิษณุ” ไม่เชื่อเป็นเหตุวุ่นวายอีก

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการพิจารณาคำร้องถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของ สนช.ทั้ง 2 คดีว่า อยู่ที่ สนช.แน่ใจมีอำนาจหรือไม่ ถ้าแน่ใจว่ามีอำนาจก็เลยไปขั้นตอน ต่อไปจะถอดถอนหรือไม่ สนช.ต้องดูแลตรงนี้เอง เป็นอำนาจ สนช.และประธาน สปช.ต้องแน่ใจแล้ว ที่จะพิจารณาถอดถอน ไม่อย่างนั้นคงไม่รับเรื่องเข้ามา กำหนดวันและขั้นตอนไปแล้ว คนอื่นที่อาจไม่เชื่อไม่แน่ใจอาจมีได้ ฉะนั้น ต้องไปหาวิธีให้ได้คำตอบขึ้นมา สุดท้ายคงมีคำตอบชัดเจนได้ ไม่น่ามีปัญหา มั่นใจว่าเรื่องนี้ไม่ทำให้สังคมกลับมาวุ่นวายใหม่อีก

มท.1 เชื่อไม่มีม็อบวันเปิดคดี

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกระแสการเคลื่อนไหวของมวลชนในการประชุม สนช. วันที่ 8-9 ม.ค. ว่า เมื่อมาถึงจุดนี้สังคมคงต้องยึดอยู่บนหลักกฎหมาย เพราะไม่มีทางใดจะไปกันแล้ว ถ้าทุกคนยึดอยู่บนหลักกฎหมายลืมเรื่องความพึงพอใจของตนเองจะเกิดการยอมรับ สังคมก็จะไปได้ แต่ถ้าเอาความต้องการหรือความพึงพอใจของตนเองมาคงไม่ได้ ขณะนี้ยังไม่มีรายงานความเคลื่อนไหวการเคลื่อนคนมาให้กำลังใจ คิดว่า ประชาชนเข้าใจ ตอนนี้ประเทศเสียโอกาสไปเยอะ ถ้า มีความไม่เรียบร้อยเกิดขึ้น เราจะเสียโอกาสไปอีกมาก

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกระแสข่าวมวลชนจะรวมตัวมาให้กำลังใจน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่หน้ารัฐสภาในวันเปิดสำนวนคดีถอดถอนว่า ไม่ได้ห้าม เช่นเดียวกับงานศพ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตประธานสภาฯ แต่จะทำอะไรที่ขัดต่อกฏหมายไม่ได้ เรื่องนี้นายกฯไม่ได้ห่วงหรือกังวลใจเลย

ปัดจุดชนวนเหตุความรุนแรง

เมื่อถามว่า จะขอให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดเบรกคนที่จะเข้ามาหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ตนมองว่าขณะนี้ทุกจังหวัดเข้าใจตรงกันแล้วว่าต้องช่วยกันรักษาความสงบเรียบร้อย เพราะประเทศจะพัฒนาไปได้ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความสงบเรียบร้อย ผวจ.เองก็คงจะเข้าใจ ทุกคนเห็นต่างกันได้แต่ต้องอยู่ร่วมกันได้ ไม่ใช่เอาตามใจของตัวเอง อยากให้ได้อย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ นอกจากนี้ ตนมองว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้เป็นชนวนความรุนแรง เพราะคนไทยเรียนรู้มาก ตนประเมินว่า คนไทยส่วนใหญ่รู้ดีว่า ความขัดแย้งที่มีอยู่ไม่เกิดประโยชน์กับใคร

พท.ยื่น สนช.จับเท็จ ป.ป.ช.

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้ส่งหนังสือถึงประธาน สนช.ขอให้ตรวจสอบว่าประธาน ป.ป.ช. อ้างอิงมติของวุฒิสภาด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือไม่ สืบเนื่องจากกรณีที่ตนและนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ ยื่นหนังสือและหลักฐานให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบการเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ของนายภักดี โพธิศิริ หลังพบว่าลาออกจากกรรมการบริษัท องค์กรเภสัชกรรมเมอร์ริเออชีววัตถุ จำกัด ล่าช้าเกินกว่า 15 วัน ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 11 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 ต่อมานายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ มาระบุว่า เคยมีคนยื่นต่อวุฒิสภาในการขอถอดถอนนายภักดีประเด็นนี้มาแล้ว ซึ่งที่ประชุมวุฒิสภามีมติไม่ให้นายภักดีพ้นจากตำแหน่ง ถือว่าได้ข้อยุติไปแล้ว แต่สิ่งที่นายปานเทพชี้แจงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง การพิจารณาถอดถอนนายภักดีของวุฒิสภาเมื่อต้นปี 2555 เป็นของอีกบริษัทหนึ่งคือบริษัท ไทยวัฒนาฟาร์มาซูติคัลเด็กซ์โทรส จำกัด ประธาน ป.ป.ช.และสำนักงาน ป.ป.ช.ไปอ้างอิงมติวุฒิสภามาอุ้มนายภักดี หลุดพ้นข้อกล่าวหาตามคำร้องของนายสุรพงษ์และตน จึงเข้าข่ายการอ้างอิงข้อมูลวุฒิสภาด้วยข้อความอันเป็นเท็จ

นปช.ยันไม่จัดมวลชนป่วนสภา

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. กล่าวว่า ในการประชุมสนช.วันที่ 8- 9 ม.ค.ยืนยันว่า นปช.จะไม่มีจัดตั้งมวลชนเสื้อแดงไปเคลื่อนไหวให้กำลังใจนายสมศักดิ์ นายนิคม และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่รัฐสภา หากมีใครไปก็เป็นแบบส่วนตัว เป็นสิทธิส่วนบุคคล ขณะนี้ คสช.ยังประกาศใช้กฎอัยการศึก พวกเราเป็นมนุษย์ฟังรู้เรื่อง ไม่มีความจำเป็นที่ นปช.ต้องกระทำการขัดกฎหมาย หากมีใครใส่เสื้อแดงไปรวมตัวที่รัฐสภา สร้างความวุ่นวาย ไม่ใช่ นปช.แน่นอน เป็นพวกแดงปลอม แดงป่วน หวังใส่ร้ายป้ายสี นปช.

โวยมั่วข้อมูลไทยทวงแชมป์ส่งข้าว

นายยรรยง พวงราช อดีต รมช.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีมีผู้ส่งออกข้าวระบุไทยสามารถทวงแชมป์ส่งออกข้าวได้แล้วในปี 57 โดยส่งออกได้ 10.5 ล้านตัน ซึ่งเป็นผลงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันว่า เป็นเรื่องที่ตรงข้ามกับความเป็นจริง การส่งออกข้าวในปี 57 เกือบทั้งหมด เป็นการส่งออกข้าวที่ได้รับจำนำไว้ และระบายให้ภาคเอกชนส่งออก ซึ่งเป็นไปตามสัญญาเดิม ทั้งที่เป็นสัญญาของเอกชน และสัญญาแบบจีทูจี ที่ทำไว้ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทั้งสิ้น การที่ไทยส่งออกข้าวได้เกินกว่า 10 ล้านตัน ในปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่ผลงานรัฐบาลชุดปัจจุบัน ขอให้ทุกฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์โครงการจำนำข้าวด้วยความเป็นธรรม ไม่บิดเบือนสร้างความเข้าใจผิด มุ่งโจมตีทางการเมือง

ปชป.สะกิด สนช.ระวังหลุมพราง

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า วันที่ 9 ม.ค. ถือว่าเข้าสู่จุดสุดท้ายของการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯจากกรณีโครงการรับจำนำข้าว มีข้อสังเกตว่า 1.มีหลุมพรางสร้างกระแสเรื่องการปรองดองขึ้นมา เพื่อให้ สนช.ไขว้เขว ไม่ต้องถอดถอน 2.อดีตนายกฯคงจะแก้ต่างว่านโยบายจำนำข้าวต้องการช่วยเหลือประชาชน ไม่ควรนำกำไรขาดทุนมาคิด หลักการนี้ไม่มีใครว่า แต่นโยบายหรือโครงการช่วยประชาชนต้องไม่นำไปสู่ความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินมหาศาล ขอฝาก สนช.ขอให้ตัดสินใจให้รอบคอบ คดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานในอนาคตไม่ใช่คิดว่ามาจากการเลือกตั้งแล้ว จะทำอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบ

ปูด “บิ๊ก รบ.-แม้ว” เกี้ยเซียะถอดถอน

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แว่วข่าวว่ามีผู้ใหญ่ในรัฐบาลเกี้ยเซียะกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯเรียบร้อยโรงเรียน คสช.แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการเล่นละครตบตาประชาชน โดยอ้างรูปแบบพิธีกรรมให้ดูว่า มีหลักการปฏิรูปประเทศ แต่คงไม่ต่างจากการเมืองน้ำเน่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องส่งสัญญาณเด็ดขาดว่า จะเลือกรักษากฎหมาย และระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ หรือจะเลือกตัวบุคคล ขอสนับสนุนนายกฯให้ทำตามสัญญาประชาคมว่า จะขจัดการทุจริต รักษากฎหมาย อย่าได้หวั่นไหวใดๆแล้วจะเป็นรัฐบุรุษของชาติคนต่อไป

ผุดเวทีแรกฟังความเห็นคนสุพรรณ

อีกเรื่องที่รัฐสภา นางถวิลวดี บุรีกุล ประธาน คณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) การมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึง การเตรียมจัดโครงการสัมมนาเวทีประชาเสวนาหาทางออก เรื่อง สานพลังประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทย 10 เวที ใน 10 จังหวัดว่า เวทีแรกจะจัดในวันที่ 17-18 ม.ค.ที่ จ.สุพรรณบุรี โดยสุ่มเลือกประชาชนเข้าร่วม 200 คน จากจังหวัดในภาคกลาง อาทิ จ.ชัยนาท อ่างทอง ลพบุรี เพชรบุรี สมุทรสงคราม กำหนดประเด็นเปิดรับฟังในหัวข้อหลัก คือ 1.คุณลักษณะของนักการเมืองที่ดี 2.การต่อต้านการทุจริต 3.พลเมืองที่ดี 4.การเลือกตั้งที่ดี และ 5.การมีส่วนร่วมทางการเมือง สาระสำคัญจะพูดคุยถึงวิธีที่ทำให้สิ่งที่อยากเห็นให้เป็นจริงได้ และใครควรเข้าร่วมรับผิดชอบในประเด็นที่นำเสนอ เมื่อรับฟังแล้วเสร็จจะมีทีมงานสังเคราะห์ความเห็น จะนำมาผนวกเข้ากับเนื้อหาและประเด็นสาระของร่างรัฐธรรมนูญใหม่

“เติ้ง” ร่วมสังเกตการณ์ได้–ห้ามจ้อ

ด้าน พล.ท.นคร สุขประเสริฐ กมธ.ยกร่างฯในฐานะอนุ กมธ.การมีส่วนร่วมฯ กล่าวว่า กรณีที่มีข่าวว่านายบรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา อาจเข้าร่วมเวทีดังกล่าวว่า เข้าร่วมฐานะผู้สังเกตการณ์ เพราะเป็นผู้ใหญ่ในพื้นที่ แต่ขอสงวนสิทธิการอภิปรายหรือพูดคุยกับประชาชนที่เข้าร่วมเวที เนื่องจากที่ผ่านมา กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เคยรับฟังความเห็นของพรรคชาติไทยพัฒนาไปบ้างแล้ว เบื้องต้นคาดว่านายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯจะไปกล่าวปาฐกถาและเปิดเวที

มั่นใจ ปชช.ตื่นตัวขานรับปฏิรูป

เมื่อเวลา 16.00 น. ที่รัฐสภา นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) แถลงภายหลังการประชุมวิป สปช.ว่า ที่ประชุมพูดคุยถึงการลงพื้นที่ของ สปช.เพื่อรับฟังความเห็นจากประชาชน มั่นใจจะทำให้ประชาชนตื่นตัวในการปฏิรูปประเทศ ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ย. และวันที่ 12-13 ม.ค. บรรจุวาระสำคัญคือการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของข้าราชการและเอกชน จะให้ กมธ.ปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สปช.รายงานความคืบหน้า ให้ประชาชนรับทราบ

เด้งรับ “บิ๊กตู่” จี้ถามสัมปทานน้ำมัน

ด้านนายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการวิป สปช. ในฐานะ กมธ.ปฏิรูปพลังงาน กล่าวว่า ในการประชุมวันที่ 12-13 ม.ค.จะมีวาระสำคัญคือ การพิจารณารายงานของ กมธ.ปฏิรูปพลังงานเกี่ยวกับการสัมปทานปิโตรเลียมแปลงที่ 21 ภายหลังที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯต้องการทราบความเห็นของ สปช. ก่อนวันที่ 15 ม.ค.ขณะนี้ กมธ.พลังงาน มี 3 เรื่องจะนำเสนอต่อที่ประชุม สปช. คือ 1.ระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรีพลัส ที่ยังมีเสียงไม่เห็นด้วย 2.ระบบแบ่งปันผลผลิต และ 3.มติจากที่ประชุม สปช. โดย กมธ.ปฏิรูปพลังงาน จะประชุมนัดสุดท้ายวันที่ 12 ม.ค.ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุม สปช.และมีมตินำความเห็นเสนอต่อนายกฯทันก่อนวันที่ 15 ม.ค.แน่นอน

กำชับทุกฝ่ายต้องเป็นกลาง

ขณะที่เวลา 09.00 น. ที่กระทรวงมหาดไทย มีการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน สปช.ผ่านระบบวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังผู้ว่าฯทั่วประเทศ โดยนายประชา เตรัตน์ ประธานอนุกรรมาธิการรับฟังความเห็นประชาชน ในภาคส่วนจังหวัดเป็นประธาน ทั้งนี้นายประชากล่าวว่า การจัดเวทีรับฟังความเห็น ขอกำชับทุกฝ่ายและผู้มาร่วมแสดงความคิดเห็นต้องเป็นกลาง นายอภินันท์ จันทรังษี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า กรมประชาสัมพันธ์ได้ปรับผังรายการ ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) ให้วันจันทร์ถึงศุกร์เวลา 20.30-21.00 น.ออกอากาศรายการเวทีปฏิรูปประเทศ เชิญผู้เกี่ยวข้องมารายงานความคืบหน้าของ สปช.รวมทั้งเตรียมออกอากาศรายการ สปช.เสียงประชาชน ทุกวันอาทิตย์ เวลา 20.30-22.00 น. พร้อมให้สถานีโทรทัศน์และสถานีวิทยุทุกแห่งเชื่อมสัญญาณออกอากาศ เผยแพร่ไปทุกภูมิภาค

“วิษณุ” ย้ำ รบ.ไร้ธงยกร่าง รธน.

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 12 ม.ค.ว่า เมื่อพิจารณาแล้วเสร็จเดือน เม.ย. กมธ.ยกร่างฯต้องส่งให้ คสช.ครม.สนช.และ สปช.รวมถึงประชาชนเพื่อให้ความเห็น ใครอยากแก้อะไรก็บอกไป จะเอาตามหรือไม่ก็ได้ ถ้าเสนอแก้ไปคนละทิศต้องเลือกเอาทิศใดทิศหนึ่ง เอาใจคนทั้งหมดไม่ได้ และรัฐบาลต้องมีความเห็น เพราะรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 บังคับ ส่วนที่มองว่าข้อเสนอ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญสะเปะสะปะ ไม่ใช่เรื่องแปลก คน 36 คนก็ 36 ความคิดจะจับปูใส่กระด้งแล้วร่อนสิ่งที่ต้องการต้องใช้เวลา ยืนยันเลยว่ารัฐบาลไม่มีธง เราปล่อยให้คิดกันเอง ถ้ามีจะมาเสียเวลา เสียเงินเสียทอง เสียความรู้สึกทำไม ทำวิธีอื่นไปนานแล้ว ส่วนประเด็นนายกฯจากคนนอกยังไม่แน่ใจสุดท้ายคำตอบคืออะไร ค่อยดูกันอีกที

สัปดาห์หน้านัดถกไกด์ไลน์ปฏิรูป

นายวิษณุกล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯมอบหมายให้ร่วมกับนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำหนดไกด์ไลน์แนวทางปฏิรูปให้ สปช.ว่า หลัง สปช. หมดหน้าที่ทำข้อเสนอแนะร่างรัฐธรรมนูญให้กับ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว นายกฯหวังว่าจากนี้สปช.ต้องทำการปฏิรูปทั้ง 11 ด้านออกมาเป็นรูปธรรม อย่างน้อย 3 เดือนแรก เดือน ม.ค.-มี.ค.ต้องมีเป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น สัปดาห์หน้าจะนัดพูดคุยประธาน กมธ.สปช.ทุกคณะ เพื่อตีความว่า สปช.อยากให้รัฐบาลช่วยอะไร ส่วนเนื้อหาปฏิรูปรัฐบาลไม่แทรกแซง

สปช.ชี้แนวโน้มสูงให้ มท.จัด ลต.

วันเดียวกัน นายประชา เตรัตน์ สปช. กล่าวถึงกรณีข่าวการคืนบทบาทหน้าที่ให้กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานจัดการเลือกตั้งว่า จากการหารือกันนั้น 80 เปอร์เซ็นต์ มีแนวโน้มว่าจะให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง แต่อย่างไรก็ตาม ต้องรอข้อสรุปสุดท้ายกันอีกครั้ง

กกต.ออกตัวพร้อมทำหน้าที่

นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า กกต.มีความพร้อมทุกอย่าง ไม่ว่ากฎหมายออกมาลักษณะใด แต่ขณะนี้กระบวนการยังไม่สิ้นสุด ทั้งการยกร่างเป็นรายมาตราหรือการรับฟังความคิดเห็น เชื่อว่าตลอดเวลาการทำงานของ กกต.จะทำให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจบทบาท มีเพียงครั้งเดียวเมื่อปีที่ผ่านมาที่ไม่สามารถจัดเลือกตั้งได้ เกิดจากปัญหาการเมือง หาก กมธ.ฯหรือ สปช.เห็นว่า กกต.สามารถจัดการเลือกตั้งได้หรือได้รับอำนาจหน้าที่มากกว่าเดิม เราก็พร้อมทำหน้าที่ต่อไป

“สมชัย” ซัดพวกร้อนวิชา-บ้าอำนาจ

ขณะที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงข้อเสนอที่จะให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการจัดการเลือกตั้งว่า กกต.มีประสบการณ์มา 16 ปี รู้ถึงเล่ห์กลฝ่ายการเมืองทำให้คัดกรองคนดีเข้ามาได้ แต่ถ้ามหาดไทยกับศึกษาฯจัด คงทำแค่ให้เลือกตั้งสำเร็จและรับรองความชอบธรรมให้ฝ่ายการเมืองหรือได้คนทุจริตเข้าสู่การเมืองได้ แนวคิดดังกล่าวมาจาก 3 กลุ่ม 1.กลุ่มร้อนวิชา เป็นพวกอยากลองของใหม่เห็นว่าสิ่งที่เป็นอยู่มีปัญหา ทั้งที่การเลือกตั้งไม่ใช่สิ่งที่ต้องมาทดลอง คิดถึงอนาคต ไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลอง 2.กลุ่มบ้าอำนาจ เป็นพวกนักการเมืองที่มองการณ์ไกลว่าหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ถ้าสามารถเข้าไปกำกับดูแลกระทรวงมหาดไทยและศึกษาฯก็ควบคุมการเลือกตั้งได้ และ 3.กลุ่มที่มีอำนาจในปัจจุบัน ไม่รู้ว่าจะใช้คำว่าอะไร แต่กลุ่มนี้คิดจะใช้อำนาจที่มีอยู่ในปัจจุบัน ควบคุมกลไกต่างๆให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ แต่ไม่ได้มองระยะยาว

เตือน สปช.เป็น “โมรา” ยื่นดาบให้โจร

นายสมชัยกล่าวว่า การคิดใหม่เรื่องนี้ ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนนิทานจันทโครพ สุดท้าย สปช.จะเหมือนนางโมรายื่นดาบให้กับโจร สิ่งที่เราคิดว่าจะจัดการกับโจร คนทุจริต เราก็สร้างกลไกขึ้นมา แต่กลายเป็นว่าฝ่ายโจรกลับได้ดาบนั้นไปแล้วเอาดาบนั้นมาทิ่มแทงเรา การจะร่างอะไร ประสบการณ์ในอดีตต้องเป็นตัวชี้ ไม่ใช่แค่มองปัญหาในปัจจุบัน อยากให้คนคิดมีสติ การสร้างกลไกขึ้นมาไม่ได้ใช้ครั้งเดียว แต่จะอยู่ไปเรื่อยๆ ที่พูดไม่ได้คิดเพื่อ กกต.หรือหวงอำนาจ แต่คิดตามหลักสากล หน่วยงานที่ จะจัดการเลือกตั้งจะเป็นหน่วยงานใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น กกต.แต่ขอให้เป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้กำกับนักการเมืองหรือหน่วยราชการ ประวัติศาสตร์ชี้แล้วว่าราชการประจำไม่อยู่ในฐานะที่จะไว้ใจว่าเป็นกลางทางการเมือง

ไม่เกิน 27 ม.ค.รู้ใครจ่าย 3 พันล้าน

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงความคืบหน้าในการฟ้องร้องค่าเสียหาย 3,000 ล้านกับผู้ที่ทำให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.2557 เป็นโมฆะว่า วันที่ 20 ม.ค. ก็จะรู้เพราะให้คณะทำงานของสำนักกฎหมาย กกต.เสนอเรื่องนี้ขึ้นมา ถ้าหากข้อมูลชัดเจนก็จะทราบว่าจะฟ้องใคร ข้อหาอะไร มูลค่าความเสียหายเท่าไหร่ แต่ถ้าข้อมูลยังไม่ชัดเจน ก็จะให้รวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมแต่ต้องไม่เกินวันที่ 27 ม.ค. หลักคิดคือใครผิดก็ฟ้อง เมื่อถามว่า กกต.ต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วยใช่หรือไม่ นายสมชัยกล่าวว่า ไม่ตอบ

กกต.ยกคำร้อง “ปู” ปมแก้ รธน.

ที่สำนักงาน กกต. นายดุษฎี พรสุขสวัสดิ์ รองเลขาธิการ กกต. กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 2 ก.พ.57 ว่า มีคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งรวม 9 สำนวน เป็นสำนวนคัดค้านพรรคเพื่อไทย 7 สำนวน พรรคประชาธิปัตย์ 2 สำนวน ซึ่ง กกต.พิจารณาแล้วเสร็จ 4 สำนวน อาทิ กรณีนายเศวต ทินกูล ร้องคัดค้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ กับพวก ขาดสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. เนื่องจากร่วมกันเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว. โดย กกต.มีมติ ยกคำร้อง เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยกรณีดังกล่าวว่าไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ และขณะนี้ผู้ถูกร้องพ้นสมาชิกสภาพไปแล้ว จึงไม่มีประเด็นให้พิจารณาอีก นอกจากนี้ ยังยกคำร้องกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ใช้อำนาจบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ออกประกาศจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองปี 48-53 เพื่อ เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มฐานเสียงตัวเอง

“บิ๊กตู่” ให้โอวาทเด็กเยาวชนดีเด่น

อีกด้าน เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ นำเด็กและเยาวชนดีเด่น จำนวน 779 คน เยี่ยมคารวะและรับโอวาทจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯโดยตัวแทนเด็กและเยาวชนนำของขวัญมามอบให้นายกฯ อาทิ ภาพวาดสีน้ำมันรูป พล.อ.ประยุทธ์ พวงมาลัยจากฝีมือนักเรียน สิงห์มงคลแกะสลักด้วยไม้ ช้างคู่ผลิตภัณฑ์ของดีจากจังหวัดต่างๆ เป็นต้น โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวให้โอวาทตอนหนึ่งว่าวันนี้ประเทศหยุดชะงักมานานพอควร ด้วยความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจ ความเหลื่อมล้ำ ความยากจน สาเหตุเกิดมาจากคน ดังนั้น ผู้บริหาร ข้าราชการ ภาคธุรกิจ ประชาชน ต้องร่วมมือพัฒนาประเทศไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน รัฐบาลกำหนดวิสัยทัศน์ไว้ชัดเจนว่า เราจะต้องเป็นประเทศที่มั่นคงและมั่งคั่งอย่างยั่งยืนใน 5 ปี ข้างหน้า จาก ค.ศ.2015-2020 จำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับประชาคมอื่นๆให้ได้ ไม่เช่นนั้นเราจะเดินหน้าประเทศไปไม่ได้ และจะกลับมาสู่ความขัดแย้งเช่นเดิม

ฝากความหวังเด็กยุติแตกแยก

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลพยายามทำทุกอย่างเพื่อขับเคลื่อนประเทศในวันข้างหน้าโดยไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในอนาคต สิ่งที่ทำวันนี้อาจไม่ทัน เนื่องจากมีเวลาจำกัด แต่สามารถฝากความหวังไว้กับเยาวชน ต้องมีความคาดหวังว่า อนาคตอยากเป็นอะไร ไม่ใช่ต้องการรับราชการอย่างเดียว เพราะวันนี้เราขาดแคลนคนหลายประเภทอาทิ ข้าราชการที่มีคุณภาพ ไม่ทุจริต นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย วิศวกร ธุรกิจบริการ ยังมีความขาดแคลน ประเทศไทยต้องพัฒนาด้วยวิทยาศาสตร์ รัฐบาลจึงพยายามส่งเสริมภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วม ขอฝากถึงการใช้โซเชียลมีเดีย การใช้โทรศัพท์ แม้เทคโนโลยีจะก้าวล้ำทันสมัย แต่อย่าให้มาชี้นำครอบงำ ทั้งเกม การพนัน ยาเสพติด สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศถอยหลัง ก่อให้เกิดความเลวร้าย ทุกคนต้องมีสติ ทำตามค่านิยม 12 ประการ อย่าท่องอย่างเดียว

ตั้งเป้าปี 63 เลิกขัดแย้งเด็ดขาด

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ในปี 2563 จะต้องร่วมมือกันทำให้ประเทศมีความมั่นคง ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ไทยแลนด์ปลอดภัย สร้างความเข้มแข็งทั้งคน ดินแดน เศรษฐกิจ สังคม ประชาชนมีความสุข วันนี้ประเทศไทยเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ประเทศ ทุกคนคือส่วนร่วม อย่าให้ใครมาปลุกปั่นให้แตกแยกอีกเด็ดขาด เราไม่มีเวลาอีกแล้วที่จะแก้ไข ช่วยไปบอกพ่อแม่ทุกคนว่า ต้องช่วยกันแก้ไขไปเรื่อยๆ แม้ตนไม่อยู่ ทุกคนต้องทำต่อ ระหว่างปฏิรูปทุกคนต้องไม่ทะเลาะกัน อยากให้ทุกคนมีหัวใจเหมือนนายกฯคือมีหัวใจให้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ บ้านเมืองต้องสงบเรียบร้อย จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้ร่วมถ่ายภาพกับเด็กและเยาวชน พร้อมเดินชมของที่ระลึกที่เด็กนำมามอบให้ โดยหยิบภาพวาดเหมือนของตัวเอง ที่ ด.ช.ธรรพ์ธีรธรณ์ ธรรมเรืองฤทธิ์ นักเรียน ป.4 นักเรียนแบบโฮมสคูลจาก อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี วาดให้ขึ้นมาดูอย่างอารมณ์ดี

เด็กแห่ส่ง ส.ค.ส.อวยพร “ลุงตู่”

วันเดียวกัน สำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนำ ส.ค.ส.บางส่วนจากเด็กเยาวชน และบุคคลต่างๆทั่วประเทศกว่า 1,000 ฉบับ ที่ส่งมาอวยพรให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสปีใหม่ มาเผยแพร่ต่อสื่อมวลชน เพื่อนำไปจัดบอร์ดนิทรรศการวันเด็กแห่งชาติ ที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันเสาร์ที่ 10 ม.ค. โดยเนื้อหาใน ส.ค.ส. ที่เด็กส่งมาส่วนใหญ่เป็นการให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี การให้สัญญาว่าจะตั้งใจเรียน เป็นคนดีตามหลัก ค่านิยม 12 ประการ อาทิ ด.ญ.สุพัตรา เที่ยงเจริญ และ ด.ช.นครินทร์ นักเรียน ร.ร.วัดลาดกระบัง แต่งกลอนให้กำลังใจว่า “มีเมียสาวคนสวยเป็นแรงเสริม มิได้เพิ่มภาระในหน้าที่ การวางตัวเป็นแม่บ้านทหารดี ยังไม่มีที่ติเตียนเพียรนินทา ถึงวันนี้งานหนักลุงพักหน่อย แล้วค่อยค่อยคิดใหม่ใจเร็วรี่ สุภาพบุรุษเมตตาธรรมปราบไพรี ขอจงมีอารมณ์ขันทุกวันเอย” ทั้งนี้เจ้าหน้าที่สำนักนายกรัฐมนตรีจะทยอยส่งจดหมายตอบกลับของนายกฯไปยังเด็กๆที่ส่ง ส.ค.ส.ให้นายกฯทุกคน

“วิษณุ” อ้างซ้ำซ้อนริบอำนาจ กสทช.

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอลหลายฉบับ รวมถึงร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ซึ่งยกเลิกอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ว่า เนื่องจากมีคณะกรรมการดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขึ้นมา ทำให้อำนาจหน้าที่ซ้ำซ้อนกันบางส่วน จึงต้องจัดเสียใหม่ เมื่อถามว่า เป็นการลดอำนาจ กสทช.หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า กสทช.เกิดจาก พ.ร.บ.กสทช. ส่วนที่กำลังจะทำกฎหมายออกมาใหม่เป็นกฎหมายที่มีฐานะเท่ากัน เป็นธรรมดาที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ รวมถึงเปลี่ยนกรรมการ กสทช.ได้ด้วย เมื่อถามว่า คณะกรรมการดิจิตอลฯที่มีนายกฯเป็นประธาน จะเป็นผู้รับผิดชอบการประมูลคลื่น 4 จีที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่ รองนายกฯกล่าวว่า ไม่แน่ว่ากฎหมายจะออกมาทันหรือไม่ แต่หากทันก็เป็นคณะกรรมการชุดนี้รับผิดชอบประมูลคลื่น 4 จี

โต้งบไลน์ 7.1 ล้านไม่ฟุ่มเฟือย

นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อวิจารณ์การใช้งบประมาณ 7.1 ล้านบาท จัดทำสติกเกอร์ไลน์ ค่านิยม 12 ประการ ในราคาแพงว่า ขณะนี้มียอดดาวน์โหลด 6 ล้านกว่าครั้งแล้ว ถือว่าได้รับการตอบรับจากสังคมชัดเจน ในที่สุดสังคมได้ใช้ประโยชน์จากค่านิยม 12 ประการ ดีใจที่ประชาชนใช้สติกเกอร์ไลน์ ส่วนงบประมาณที่ใช้นายพรชัย รุจิประภา รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ยืนยันว่าการดำเนินการทุกอย่างถูกต้อง ได้ต่อรองราคาอย่างเหมาะสม เรื่องดังกล่าวไม่ใช่การฟุ่มเฟือย เชื่อว่ายอดดาวน์โหลดคงถึง 7 ล้านรายอย่างแน่นอน ก็จะตกรายละ 1 บาทเท่านั้น

คนไทยเฮ มี.ค.คิดค่าโทร.ตามจริง

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า จากการกำหนดอัตราคิดค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามระยะเวลาการใช้งานจริงคิดเป็นวินาที เพื่อลดค่าใช้จ่ายประชาชนลงนั้น เมื่อวันที่ 6 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. สั่งการไปยังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้รีบดำเนินการ เพราะถือเป็นหน้าที่โดยตรง โดยให้ยึดประโยชน์ผู้บริโภคเป็นที่ตั้ง และต้องมีความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการ จากการติดตามทราบว่า กทสช.ประชุมร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ได้ข้อสรุปว่าทุกค่ายจะเริ่มดำเนินการเก็บค่าบริการตามความเป็นจริงได้ต้นเดือน มี.ค. และขอยืนยันว่าทุกเรื่องที่เป็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ

“ปึ้ง”สอนมวยด้าน ตปท. “บิ๊กตู่”

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะให้กระทรวงการต่างประเทศทำหนังสือชี้แจงไปยังประเทศที่ให้ผู้กระทำผิดฐานหมิ่นสถาบัน เพื่อขอตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยนั้น ทำไปก็ไม่มีประโยชน์ เนื่องจากการส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่หลายประเทศไม่ส่งตัวมาให้ เพราะเป็นคดีการเมือง ขอลี้ภัยทางการเมือง รวมถึงเป็นคดีที่ไม่มีอยู่ในกฎหมายของประเทศนั้นๆ เช่น คดีหมิ่นสถาบัน ดังนั้นนายกฯทราบข้อมูลเหล่านี้หรือไม่

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้