วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
"ตั๋วยาว" ยิ่งต้องระวัง

"ตั๋วยาว" ยิ่งต้องระวัง

  • Share:

พิเศษกว่าทุกปี ตามข่าวไฮไลต์ของงานวันเด็กที่ทำเนียบรัฐบาลปีนี้ อยู่ที่เก้าอี้ทำงานของนายกรัฐมนตรีบนตึกไทยคู่ฟ้า ที่มีการเปลี่ยนใหม่ตั้งแต่รัฐบาล คสช.เข้ามาทำงาน

เป็นเก้าอี้ประจำตำแหน่งนายกฯตัวแรกที่ออกแบบโดยกรมศิลปากร

และแน่นอน “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. เป็นคนแรกที่ได้นั่งตั้งแต่เข้ามาเป็นนายกฯ ซึ่งต่างจากเก้าอี้ทำงานของนายกฯทุกคน

ก่อนหน้านี้ที่เป็นเพียงเก้าอี้หรูที่สั่งซื้อจากร้านเฟอร์นิเจอร์ทั่วไปที่ไม่ได้สั่งทำพิเศษ

เรื่องของเรื่อง มันก็มีอะไรให้คิดกันเล่นๆ

โดยความพิเศษของเก้าอี้ มันอาจเหมาะเจาะพอดีกับออปชั่น “นายกฯไม่มีเกษียณ” ที่มีการส่งสัญญาณนำร่องกันออกมาเป็นเชิงปูทางล่วงหน้า

“นายกฯลุงตู่” จะครองเก้าอี้ตัวนี้ไปอีกยาวไม่มีกำหนด

ตามกระแสข่าววงในที่โคตรเซียนอ่านตรงกันหมด ด้วยเงื่อนไขเกมอำนาจที่สลับซับซ้อน ปมขัดแย้งทางการเมืองยังหาจุดลงตัวไม่เจอ

เหนืออื่นใด “ปัจจัยเหนือการเมือง” ยังเป็นเรื่องเกินคาดเดา

สนามเลือกตั้งยังปิดเทอมอีกนาน และรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์จะได้สิทธิ์ถืออำนาจพิเศษประคองสถานการณ์ประเทศไทยไปจนกว่าบ้านเมืองจะเข้าสู่โซนปลอดภัย

“เปิดศักราชปฏิรูป” ยกเครื่องใหญ่กันอย่างจริงๆจังๆ

อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินตามเงื่อนไขรัฐบาลของ “นายกฯลุงตู่” ต้องตีตั๋วลากยาว ตามเค้าลางที่ต้องตามมาก็คือรายการต้านอำนาจของฝ่ายตรงข้าม และเกมล้มโต๊ะของพวกที่จ้องเสียบแทน

ไม่ปล่อยให้อยู่เป็นสุขๆแน่

“นายกฯลุงตู่” ต้องประคองตัวสู้กับแรงเสียดทานที่พุ่งเข้าหารอบทิศทาง

ทั้งจากภายนอกและภายในฝ่ายเดียวกัน

เอาแบบที่เห็นกันตรงหน้าและรู้สึกได้ถึงแรงเขย่าจากคลื่นใต้น้ำ ระลอกหนึ่งก็กระแสข่าวการบีบให้รัฐมนตรีที่มีตำแหน่งในกองทัพต้องลาออกจากทหาร

เลิกถ่างขาควบเก้าอี้เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารงานใน ครม.

แต่ช็อตต่อเนื่องมีการโยงไปถึงเป้าหมายจริงคือการเคลียร์เส้นทางให้น้องชายคือ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วย

ผบ.ทบ.ขยับขึ้นเป็นรอง ผบ.ทบ.จ่อขึ้นแท่นจ่าฝูงกองทัพบกคนต่อไป

นัยว่า เพิ่มระดับความมั่นใจในการเป็นแบ็กอัพประคองอำนาจให้พี่ชาย

นั่นก็ทำให้ “บิ๊กตู่” ต้องออกมาตัดบทเลยว่า ไม่มีปฏิวัติ ไม่มีปลด ไม่มีย้าย

ต้องรีบชิ่งหนีภาวะ “สนิมเนื้อใน” โดยเฉพาะปม “เขี่ยฝอย” กระตุกภาวะทางใจที่ต้องชั่งน้ำหนัก

ระหว่าง “พี่น้องในอุทร” กับ “พี่น้องในทีมบูรพาพยัคฆ์”

อีกระลอกหนึ่งก็เป็นแรงกระเพื่อมที่เกิดจากรายการถอดถอนในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทั้งคิวของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา จากปมแก้รัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว. ต่อเนื่องกับคิวของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากปมปล่อยปละละเลยทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

ที่ พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นเสียงขึงขัง ผิดก็ต้องรับโทษ ไม่ต้องมาพูดถึงเรื่องนิรโทษกรรม

ขู่ทุกฝ่ายห้ามเคลื่อนไหว ท้าทายกระบองกฎอัยการศึก

แต่อย่างไรก็ตาม ประเมินจากอาการแตกคอตั้งแต่ขั้นที่ สนช.โหวตว่ามีอำนาจในการรับเรื่องถอดถอนไว้พิจารณาหรือไม่ ปรากฏฝ่ายที่เห็นว่ามีอำนาจชนะไปหวุดหวิดด้วยคะแนน 87 ต่อ 75 เสียง

ตามตัวเลขโอกาสเสียงทะลุถึง 3 ใน 5 ของ สนช. หรือ 132 เสียง เป็นไปได้ยาก

แนวโน้มเกมถอดถอนยังไม่ถึงขั้นพลิกคว่ำพลิกหงาย

แต่ที่ส่อว่าจะแหกด่าน แทรกคิวร้อนมาเลย ล่าสุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ล่องใต้ไปฐานเมืองตรังของ

“ปรมาจารย์ชวน หลีกภัย” พร้อมเปิดข่าวกรองร้อนๆ มีสัญญาณจากเกษตรกรชาวสวนยางพาราภาคใต้ อาจมีการเคลื่อนไหว อีกรอบ

จี้รัฐบาลเพิ่มความเข้มข้นในการแก้ปัญหาราคายางให้ชัดเจนกว่านี้

นี่ต่างหากที่ “นายกฯลุงตู่” ไม่กล้าละสายตา.

ทีมข่าวการเมือง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้