วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ต้องกล้าทำสิ่งที่ถูกต้อง

ต้องกล้าทำสิ่งที่ถูกต้อง

  • Share:

หลายฝ่ายออกอาการกังวลและหวั่นไหว ในขณะที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมพิจารณาและชี้ขาด คดีที่สองอดีตประธานสภาถูกกล่าวหา จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และคดีที่อดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกกล่าวหาละเลยไม่ยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ก่อให้เกิดความ เสียหาย ทั้งต่อประเทศและประชาชน

นับเป็นคดีถอดถอนทางการเมืองใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะผู้ถูกกล่าวหาเคยเป็นประมุขฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เกิดความหวั่นไหวในหมู่สมาชิก สนช. หวั่นเกรงว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้ง และเกิดความไม่สงบในบ้านเมือง และถูกขู่ว่าจะถูกฟ้องกลับ เป็นจำเลยหลังจากพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจาก สนช.ไม่มีอำนาจถอดถอน

ประเด็นที่ว่า สนช.มีอำนาจถอดถอนหรือไม่? น่าจะจบไปตั้งนานแล้ว เพราะ สนช.มีมติด้วยเสียงข้างมาก ให้รับทั้งสามเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัย เป็นมติที่ยืนยันว่า สนช. มีอำนาจถอดถอนตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ใช้บังคับอยู่ ที่ระบุว่าถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับการวินิจฉัยรัฐธรรมนูญที่อยู่ในวงงานของ สนช. ให้ สนช.เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด และ สนช.ก็ได้ชี้ขาดไปแล้ว

แต่ฝ่ายที่เห็นต่างอ้างว่าทั้งสามคน ต่างพ้นตำแหน่งทางการเมืองไปแล้ว จะถอดถอนได้อย่างไร? เรื่องนี้อาจเปรียบเทียบได้กับข้าราชการ เมื่อถูกสอบสวนทำผิดทางวินัย แม้ทางการจะให้ออกจากราชการไว้ก่อน หรือผู้นั้นลาออกเอง แต่การสอบสวนก็ยังดำเนินต่อไป ถ้าพบว่ามีความผิดวินัยร้ายแรง ก็ต้องปลดออกหรือไล่ออก แม้จะพ้นตำแหน่งแล้วก็ยังไม่พ้นคดี

การถอดถอนเป็นโทษทางการเมือง ยังไม่ร้ายแรงถึงติดคุกเหมือนกับโทษอาญา เนื่องจากสังคมคาดหวังให้นักการเมืองมีความรับผิดชอบที่สูงกว่าชาวบ้าน จึงกำหนดโทษถอดถอนไว้ในรัฐธรรมนูญ นอกจากให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว ยังถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้สมัคร ส.ส.และ ส.ว. หรือตำแหน่งการเมืองอื่นๆ เช่นเดียวกับข้าราชการที่ถูกไล่ออก ก็ถูกตัดสิทธิ์แบบเดียวกัน

การพิจารณาและชี้ขาดว่าจะถอดถอนหรือไม่ถอดถอนนักการเมือง เป็นหน้าที่ของ สนช. ที่ทำตามกฎหมายและความถูกต้อง แต่ถ้าไม่กล้าทำเพราะกลัวว่าจะถูกฟ้องกลับ หรือกลัวว่าจะเกิดความขัดแย้ง หรือความวุ่นวายในบ้านเมือง ถือว่าถูกครอบงำด้วยอคติอย่างหนึ่ง พระพุทธศาสนาเรียกว่า “ภยาคติ” มีความลำเอียงเพราะความกลัว ไม่กล้าทำหน้าที่ตรงไปตรงมา

ในขณะที่สังคมกำลังตื่นตัวการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ ทุกฝ่ายต่างเรียกร้องหลักธรรมาภิบาล ซึ่งมีนิติธรรม ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ เป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่ถ้าสมาชิกรัฐสภาไม่กล้าปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา หลักธรรมาภิบาลก็จะเป็นเพียงตัวอักษรบนแผ่นกระดาษ ประเทศไทยอาจกลายเป็น “อาณาจักรแห่งความกลัว” ไม่กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้