วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ไว้ใจคนกองทัพ บิ๊กตู่ยืนยัน วันนี้ไม่มีปฏิวัติ!

ไว้ใจคนกองทัพ บิ๊กตู่ยืนยัน วันนี้ไม่มีปฏิวัติ!

  • Share:

เรื่องคดีใครทำผิดต้องรับโทษไม่ต้องมาคุยเรื่องการนิรโทษรัฐมนตรีทหารก็ไม่ให้ลาออก

“บิ๊กตู่” ดับกระแส 3 บิ๊กไขก๊อกพ้นกองทัพ ลั่นไม่ให้ใครไปไหนทั้งนั้น ถ้าจะเอาออกคงไม่ให้เข้ามาแต่ต้น ย้ำยังไม่มีใครมาบ่นซักคำ เสียงแข็งแต่งตั้งโยกย้าย ไม่มีพี่น้องดูตามเนื้อผ้า มั่นใจทุกเหล่าทัพไม่ออกนอกกรอบ “ไม่มีปฏิวัติ-ไม่มีปลด-ไม่มีย้าย” “บิ๊กป้อม” ไล่ไปถาม “ลุงจิ๋ว” ใครจะลาออก “บิ๊กโด่ง” ซัดคนปล่อยข่าวแอบแฝงไม่ปรารถนาดี ฮึ่มใส่ให้พอได้แล้ว ทิ้งทุ่นถ้าคลื่นยังแรงเรือยิ่งช้า วิป สนช. เร่งปิดเกมถอดถอน “สมศักดิ์-นิคม-ยิ่งลักษณ์” เร็วขึ้น “ปู” น้ำตาคลอซึ้งลูกพรรคยังอยู่เคียงข้าง ประกาศพร้อมจะเป็นทางเลือกให้ประชาชนอีก ยืนยันเข้าชี้แจงด้วยตัวเอง มั่นใจหักล้างข้อมูล ป.ป.ช.ได้ นายกฯกร้าวใครออกมาประท้วงมีเรื่องแน่ อัยการศึกยังอยู่ห้ามกระเพื่อม ย้อนถ้าไม่ทำผิดใครเขาจะฟ้อง ส่ง “วิษณุ-สุวพันธุ์” คัดท้าย สปช.-สนช. หวั่นเวทีปฏิรูปเละ

หลังหยุดยาวเทศกาลปีใหม่การเมืองกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ทั้งกระแสข่าว 3 นายทหารระดับสูง จะลาออกจากกองทัพมานั่งทำงานในฝ่ายบริหารเท่านั้น รวมไปถึงกระบวนการถอดถอนบุคคลเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนแถลงเปิดคดีแล้ว ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กำชับเสียงเข้มห้าม ทุกฝ่ายเคลื่อนไหว

นายกฯอวยพรปีใหม่ กอ.รมน.

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 6 ม.ค. ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สวนรื่นฤดี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและ ผบ.ทบ. ในฐานะรอง ผอ.รมน. เดินทางตรวจเยี่ยมให้โอวาทและอวยพรกำลังพล ข้าราชการและลูกจ้างเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ โดย พล.อ.อุดมเดชกล่าวต่อกำลังพลว่า นำสารอวยพรปีใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะ ผอ.รมน. มาเผยแพร่แก่กำลังพล กอ.รมน.ถือเป็นหน่วยงานหลักที่จะเสริมสร้างความรักความสามัคคีคนในชาติ พร้อมทำหน้าที่ปกป้องพิทักษ์เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอบคุณกำลังพลทุกคนที่ร่วมกันแก้ปัญหาให้ประเทศด้วยความตั้งใจ ทุ่มเท และเสียสละ ปี 2558 เป็นปีที่ต้องดำเนินการเรื่องปฏิรูป จึงเน้นย้ำเรื่องการสร้างความปรองดอง มีการจัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ซึ่ง กอ.รมน.รับผิดชอบดูแลอยู่

“บิ๊กโด่ง” งงข่าว “3 บิ๊ก” ไขก๊อก

พล.อ.อุดมเดชให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว 3 นายพล คือ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม และรอง ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ และรอง ผบ.ทบ. และ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ และหัวหน้าคณะฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา กองทัพบก จะลาออกจากตำแหน่งก่อนเกษียณอายุราชการช่วงเดือน เม.ย. เพื่อไปทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีเพียงอย่างเดียว ว่า ทุกคนที่เกี่ยวข้องไม่รู้ว่าข่าวนี้เกิดมาได้อย่างไร จากที่ทำงานกันมาทุกคนที่มีตำแหน่งและได้รับการแต่งตั้งเพิ่มเติม ทำหน้าที่มาด้วยดีไม่มีปัญหาอะไร สามารถแบ่งเวลาการปฏิบัติงานได้ ทุกคนทำหน้าที่ได้ไม่มีปัญหา

ซัดคนปล่อยข่าวมีเจตนาแอบแฝง

“สิ่งต่างๆ ของผู้เริ่มข่าวจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ผมไม่สามารถทราบได้ แต่ถ้าเริ่มข่าวโดยมีความตั้งใจแอบแฝง คิดว่าไม่ปรารถนาดีเท่าไหร่ ขอให้กลับไปคิดว่าเริ่มข่าวนี้อย่างไรและทำไม ต้องเข้าใจว่าขณะนี้เรามีสภาวะเหมือนปกติ ทั้งที่ผ่านมาจริงๆแล้วไม่ปกติจากหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์เสียสละตั้งแต่เป็นหัวหน้า คสช. จนขณะนี้มีรัฐบาลตามขั้นตอนที่ถูกต้องทุกประการ ต่างชาติก็ยอมรับรัฐบาลแล้ว สามารถควบคุมสถานการณ์ให้ทุกอย่างเป็นปกติ ไม่มีม็อบ ไม่มีความร้ายแรง ไม่มีใครใช้อาวุธสงครามในพื้นที่เมือง กทม. ไม่มี เอ็ม 79 ตกลงไปในกลุ่มคนที่ทำให้เด็ก ผู้หญิง และ คนชราเสียชีวิต อย่าลืมตรงนี้ไปถ้าไม่มีการควบคุมสิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นแล้ว เราจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด ดังนั้นต้องเข้าใจกัน” พล.อ.อุดมเดชกล่าว

ขอชี้แจงครั้งเดียวจบ “ไม่มีปัญหา”

พล.อ.อุดมเดชกล่าวว่า การที่เราต้องทำงานหลายๆ ด้านนั้นมีความจำเป็น ต้องมาช่วยกันดูแล เมื่อผ่านพ้นขั้นตอนที่นายกฯกำหนดตามโรดแม็ปก็เข้าสู่การเลือกตั้งที่สมบูรณ์ และเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามขั้นตอน ต้องเข้าใจว่าทุกอย่างเริ่มมาจากสภาวะไม่ปกติ เราต้องรักษาสถานการณ์ให้ปกติ ขณะนี้ทุกคนมีความรู้สึกเป็นปกติจนลืมไปว่าสิ่งที่ผ่านมาไม่กี่เดือนมันไม่ปกติ มีความรุนแรงมาก ทุกคนต้องช่วยกันให้ทุกอย่างเป็นปกติที่สมบูรณ์ตามโรดแม็ประยะที่ 3 แต่ข่าวที่ออกมาจากบางคนที่จุดประเด็นอาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ขอให้พอและไม่ต้องพูดอะไรตรงนี้ เพราะทุกอย่างเป็นไปได้ และจะตั้งใจทำให้ดี วันนี้อยากให้ข่าวนี้เป็นวันสุดท้าย เพราะเกี่ยวข้องกับคนในกองทัพบก ซึ่งตนไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น ไม่ควรเป็นเรื่องที่ต้องนำมาขยายความกันต่อไป จริงๆอยากพูดเรื่องนี้ให้น้อย แต่ถ้าถามก็จะพูดว่าไม่มีปัญหาอะไร ทุกคนแบ่งเวลาแบ่งงานได้ ตนก็มีหลายหน้าที่ที่เกื้อกูลต่องานของฝ่ายความมั่นคง ทำให้เห็นภาพงานที่จะทำให้กระชับราบรื่นยิ่งขึ้น ถือว่าเป็นการเสริมงานด้วยซ้ำไป ไม่ได้มีปัญหาอะไร

ฮึ่ม “คนที่เริ่มขอให้พอได้แล้ว”

เมื่อถามว่า ข่าวนี้มีเป้าหมายกดดันตัวท่านเองหรือไม่ พล.อ.อุดมเดชตอบว่า ไม่ได้กำหนดตัวเอง ตนเป็นอะไรก็ได้ แล้วแต่ผู้บังคับบัญชาเห็นความเหมาะสม รวมถึงผู้ที่มีชื่อถูกพาดพิงนั้นเป็นอะไรก็ได้ ถ้าถูกสั่งการหรือถูกกำหนดให้มาช่วยกัน ทุกคน ก็ยินดีทำทุกอย่างตามกำลังตามความสามารถที่สติ ปัญญามี คงไม่ได้กดดันอะไรเพราะไม่มีผล แต่เรื่องนี้ทำให้เกิดกระแสข่าวจากคนที่เข้าใจในทางไม่ดี แต่ผู้ที่ปฏิบัติงานไม่มีอะไร ไม่อยากให้ความ สำคัญเรื่องเหล่านี้เพราะมีเรื่องที่ต้องทำอีกมาก สำหรับตนรู้สึกว่าการทำงานขณะนี้มีความเรียบร้อย ราบรื่นและสามัคคีดี อย่าไปย้อนนำเรื่องที่อาจมีคนตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ หากไม่ตั้งใจก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าตั้งใจคนที่เริ่มขอให้พอได้แล้ว

ทิ้งทุ่นถ้าคลื่นยังแรงเรือยิ่งช้า

เมื่อถามย้ำว่า คนที่เริ่มคือคนในกองทัพหรือคนนอกกองทัพ พล.อ.อุดมเดชตอบว่า ไม่ทราบเหมือนกันแต่คนที่พูดคนแรกรู้ตัวดี ไม่รู้ว่าใครไม่ขอขยายความต่อ ทุกคนที่มาลงเรือพยายามแก้ไขปัญหา แต่ทุกอย่างต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนทุกคน หากยังคิดแล้วมาพูดมันทำให้รัฐนาวาของเราเดินได้ไม่เรียบ ถ้าเดินเรียบมันจะแก้เร็ว หากคลื่นแรงเรือก็ช้า ถ้าเราอยากให้เรือไปถึงฝั่งเร็วก็ต้องไม่ให้มีคลื่น ฉะนั้นใครจะคิดอะไรก็ตามที่ทำให้เกิดคลื่น ต้องไม่ตอกย้ำเรื่องเหล่านั้น มันจะได้เรียบและสำเร็จโดยเร็ว เมื่อถามว่า หมายความว่าถ้ามีคลื่น คสช.ก็จะอยู่ต่อไปเรื่อยๆ พล.อ.อุดมเดชตอบว่า นายกฯระบุโรดแม็ปไปแล้ว และทุกอย่างดำเนินการตามขั้นตอน

“บิ๊กตู่” ลั่นไม่ให้ใครไปไหนทั้งนั้น

ต่อมาเวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าว ภายหลังการประชุม ครม. ถึงกระแสข่าวลือว่าจะมีการปรับ ครม. ว่า ข่าวลือที่ว่าจะให้รัฐมนตรีบางคนที่ควบตำแหน่งข้าราชการประจำลาออกจากตำแหน่งข้าราชการประจำ ไม่เป็นความจริง เพราะคนอนุมัติมีเพียงคนเดียวคือตน คนที่จะปรับ ครม.ก็คือตน วันนี้ยังไม่ได้อะไรทั้งสิ้น ไม่มีใครลาออกทั้งสิ้น และไม่ได้ให้ใครลาออก ถ้าจะให้ใครลาออกคงไม่ให้เขาเข้ามาตั้งแต่ต้น รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็บัญญัติชัดเจนให้ข้าราชการประจำเป็นรัฐมนตรีและบริหารงานได้ ซึ่งเขาก็ทำงานหนักเป็นสองเท่า ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำงาน ทั้ง ผบ.ทบ. รอง ผบ.ทบ. ก็ทำงานสองอย่าง และทำได้เยอะกว่าคนทำอย่างเดียวจะบอกให้ เพราะทำงานด้วยความตั้งใจ บางคนทำทั้งเช้าเย็น กลางคืนก็ทำงาน ซึ่งไม่ยาก บริหารงานให้ได้เพราะ มีลูกน้อง มีผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ ก็มอบหมายคนที่ไว้วางใจให้นโยบายสั่งงานลงไป หรือบางอย่างก็ไปทำเองก็ไม่เห็นยากถ้าจะทำ มันมีเวลา มีใจ ทุกคนมีใจในการทำงาน ไม่มีใครลาออก ไม่ได้ให้ใครลาออก

โผ เม.ย.แค่หมุนเวียนรอเกษียณ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รวมถึงการปรับย้ายแต่งตั้ง ผบ.เหล่าทัพใหม่ เป็นสิทธิเป็นอำนาจตนในการอนุมัติ ซึ่งมีคณะกรรมการแต่งตั้งอยู่แล้วตาม พ.ร.บ.กลาโหม โดยเสนอขึ้นมาตามขั้นตอน การปรับย้ายจะไม่ทำกันกลางปี เว้นแต่จะมีความผิด ถ้าไม่ผิดก็ไม่มีการปรับ ไปทำกันเดือน ต.ค. ช่วงปรับ ย้ายหลัก ส่วนการปรับย้ายในเดือน เม.ย.เป็นการปรับเพื่อหมุนเวียนรอเกษียณ แต่ถึงขณะนี้ยังไม่มีการปรับย้ายใดๆทั้งสิ้น ยืนยันว่า ผบ.เหล่าทัพยังไม่มีการปรับย้าย และไม่เห็นว่าจะไปเดือดร้อนใคร ไม่ใช่ว่าจะปรับเพราะไม่มั่นใจอำนาจ ตนไม่ได้ต้อง
การอำนาจ วันนี้เพียงต้องการอำนาจบริหารราชการแผ่นดินในการปกครองเพื่อบังคับบัญชาเท่านั้น ไม่ใช่เอามาปกป้องตัวเอง ทหารไม่ได้คิดแบบพลเรือน ทั่วไป อย่ามากังวลในเรื่องนี้ ถ้าอยู่ได้ก็คือประชาชนยอมรับในการทำงาน แต่ถ้าอยู่ไม่ได้ก็คือประชาชนไม่ยอมรับ วันนี้ต้องดูว่ามันดีหรือแย่กว่าเดิม ถ้าการทำงานแย่กว่าเดิม ขอให้บอกมาจะได้แก้ไข

เสียงแข็งไม่มีพี่น้องดูตามเนื้อผ้า

เมื่อถามว่ามีรัฐมนตรีคนใดมาบ่นเรื่องการทำงานหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่เห็นมีใครมาบ่น ให้กำลังใจกับทุกคน โดยเฉพาะรัฐมนตรี 3-4 คนที่ทำงานหนัก ซึ่งทุกคนบอกว่าไหว “ทุกคนบอกผมทำให้ได้ช่วยพี่ได้ ผมทำเพื่อบ้านเมืองไม่เห็นใครเดือดร้อนเลย” เมื่อถามว่ามองว่าเป็นเรื่องคลื่นใต้น้ำหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่มีคลื่น ข่าวก็ปล่อยมาจากพวกเรานั่นแหละ ยืนยันว่าไม่มีมูลโดยเฉพาะเรื่องน้องชาย (พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วย ผบ.ทบ.) ก็ไม่เกี่ยว วันนี้ไม่มีคำว่าน้องชายมีแต่ข้าราชการกองทัพบก ซึ่งไม่ได้อยู่แล้วก็ให้สิทธิ ผบ.ทบ.เป็นผู้ตัดสินพิจารณา อย่ามากังวลกับตนยืนยันไม่ใช้อำนาจในทางที่ผิดอยู่แล้ว กองทัพบกเขามีคำว่าอาวุโส แม้จะมีรุ่นหรือเกษียณพร้อมกันแต่ต้องดูว่าใครอาวุโสกว่า รวมถึงเหตุผลอื่น เช่น ทำงานดีกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า คณะกรรมการพิจารณาของกองทัพบกว่ากันไปไม่เกี่ยวกับตน

มั่นใจทุกกองทัพไม่ออกนอกกรอบ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า เชื่อว่าทุกกองทัพมีความเข้มแข็งและไว้ใจทุกคน ไม่มีใครทำนอกกรอบ ตนไม่เคยไปละลาบละล้วง คนเราต้องเคารพกติกา เคารพในสิทธิและอำนาจของคนอื่นบ้าง อย่าไปถืออำนาจอยู่คนเดียว ทุกคนอาจมองว่าตนมีอำนาจล้นฟ้าความจริงจะใช้ก็ได้แต่ไม่ได้ใช้ ถ้ามัวแต่เลือกคนนั้นคนนี้จะทำให้เสียหายไปเรื่อยๆ ประเทศก็อยู่ไม่ได้ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่กังวลมากกว่าเรื่องตำแหน่ง ส่วนใครเป็นคนปล่อยข่าวก็ต้องไปถาม เพราะไม่เห็นมีใครมาพูดกับตนสักคน ยังเหลือเวลาอีก 9 เดือนจะรีบร้อนไปไหนกัน ไม่ต้องมาวิเคราะห์ วางแผนแทนทหาร ไม่เช่นนั้นก็เป็น รมว.กลาโหมกันหมดแล้ว ใครจบแล้วก็จบไป ตนหมดหน้าที่จาก ผบ.ทบ. ก็ไม่ต้องไปปรับย้าย ผบ.ทบ. ทุกอย่างมีขั้นตอนจะมาอะไรกันนักหนา ทุกคนโตมาถึงวันนี้ก็เป็นได้ทุกคนเพียงแต่จะเหมาะสมหรือไม่ มีอาวุโสได้รับการยอมรับไหม ทหารเขาไม่เรื่องมากอยู่แล้ว

“ไม่มีปฏิวัติ–ไม่มีปลด–ไม่มีย้าย”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า วันนี้ไม่มีปฏิวัติ ไม่มีปลด ไม่มีย้าย ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ยืนยันว่าไม่มี ผู้สื่อข่าวถามว่ายืนยันมั่นใจในอำนาจของตัวเองที่มีอยู่ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่เคยมั่นใจในอำนาจ เพราะไม่มีอำนาจ แต่บอกว่ามีอำนาจในการปกครองบังคับบัญชาบริหารราชการแผ่นดิน ไม่มีอำนาจไปแสวงหาผลประโยชน์หรือเพื่อสร้างฐานอำนาจใหม่ ไม่มีไม่เคยคิด เมื่อถามว่ามั่นใจว่าจะไม่มีใครมาปฏิวัติใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ใครละ มาซิมาปฏิวัติไปเลย ใครละ สื่อจะเขียนไปทำไม คงไม่มีใครเขาโง่ที่จะมาปฏิวัติ อย่าไปเขียนนิยาย วันนี้สถานการณ์ในประเทศสงบพอสมควร ส่วนที่จะมีการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์และรถถังต่างๆเข้ามาเพื่อจัดงานวันเด็ก ก็อย่าตกใจ ยืนยันว่าไม่มีปฏิวัติแน่นอน

ให้ไปถาม “ลุงจิ๋ว” ใครจะลาออก

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า อย่าถามเรื่องการลาออกของ 3 นายทหารที่เป็นข่าว เขาตอบมากันเท่าไหร่แล้ว เมื่อถามย้ำว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ ระบุว่าจะมีการลาออกจริง พล.อ.ประวิตรตอบว่า ใครลาออกก็ไปถาม พล.อ.ชวลิต อย่ามาถามตน หากลาออกก็ยืนยันมาว่าลาออก มีที่ไหนในเมื่อตนเป็น รมว.กลาโหม เมื่อถามว่ามีการยุแหย่กันเองหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า “ไม่รู้ ผมไม่รู้ แต่ผมเอาข้อเท็จจริงมาพูด อย่าไปเขียน เรื่องมโนอะไรอย่างนี้ไม่เอา ต้องเอาข้อเท็จจริงมาพูดกัน”

“สุรชัย” ชี้ “ปู” มาเองเป็นเรื่องดี

อีกเรื่อง ที่รัฐสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมคณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) ว่า ทราบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเข้าชี้แจงข้อกล่าวหาด้วยตนเอง โดย สนช.จะเปิดโอกาสให้คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงเปิดคดีโดยไม่กำหนดเวลา และเปิดโอกาสให้ตอบข้อซักถามได้อย่างเต็มที่การมาชี้แจงด้วยตนเองของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ถือเป็นเรื่องดี จะได้ตอบข้อซักถามได้ทันทีที่สมาชิกมีข้อสงสัย

ตั้ง กมธ.ซักถาม 2 ชุดแยก 2 คดี

นายสุรชัยกล่าวต่อว่า ส่วนการตั้งกรรมาธิการซักถามคาดว่าจะตั้ง 2 ชุด โดยชุดแรกทำหน้าที่ซักถามคดีถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ส่วนอีกชุดทำหน้าที่ซักถามคดีถอดถอน น.ส. ยิ่งลักษณ์ แต่ละชุดมี กมธ.ไม่เกิน 21 คน โดยข้อบังคับการประชุม สนช.กำหนดให้ กมธ.ทำหน้าที่รวบรวมคำถาม จัดลำดับและซักถามคู่ความทั้งสองฝ่าย โดยไม่สามารถตั้งคำถามใหม่ขึ้นเองได้ จึงเป็นการยืนยันได้ว่าการทำหน้าที่ของ กมธ.จะเป็นกลางและไม่มีอคติ

วิป สนช.ชงเร่งปิดเกมเร็วขึ้น

จากนั้นเวลา 17.00 น. นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิป สนช. กล่าวว่า ที่ประชุมวิป สนช. ยืนยันกำหนดการพิจารณาคำร้องถอดถอนทั้ง 2 คดี ยังเป็นไปตามกรอบเวลาเดิม คือจะสิ้นสุดปลายเดือน ม.ค. แต่ให้ขยายเวลาการส่งญัตติซักถามของ สนช.ออกไปถึงวันที่ 13 ม.ค. เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกได้รับฟังการชี้แจงแถลงเปิดคดีของคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายก่อน ส่วนการลงมติคดีถอดถอนทั้ง 2 คดี ที่กำหนดเบื้องต้นไว้ปลายเดือน ม.ค. อาจมีการร่นเวลาลงมติให้เร็วขึ้น เป็นวันที่ 22-23 ม.ค. เนื่องจากกำหนดเดิมคือวันที่ 26-27 ม.ค. ซึ่งตรงกับวันจันทร์-อังคาร ซึ่งเป็นวันประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพราะหากไปลงมติวันที่ 29-30 ม.ค. จะเลยกำหนดตามข้อบังคับการประชุม

พร้อมแจงขึ้นเขียง สนช. 9 ม.ค.

ที่รัฐสภา นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทีมทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯให้รับผิดชอบคดีรับจำนำข้าว เข้ายื่นหนังสือถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ผ่าน น.ส. จินดา กองแก้ว ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานถอดถอนและตรวจสอบ เพื่อยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์พร้อมเข้าชี้แจงต่อที่ประชุม สนช. วันที่ 9 ม.ค. โดยนายนรวิชญ์กล่าวว่า การแถลงเปิดคดีถอดถอนวันที่ 9 ม.ค. ยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์พร้อมจะมาชี้แจงเพื่อโต้แย้งข้อกล่าวหาในคดีรับจำนำข้าวของ ป.ป.ช.ด้วยตัวเอง โดยเตรียมหลักฐานเป็นคำโต้แย้งข้อกล่าวหามาแจกสมาชิก สนช. จำนวน 250 ชุด เพื่อยืนยันว่าโครงการดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือประชาชน ไม่ได้มีการขาดทุน และเกิดความเสียหายตามที่มีการกล่าวหา โดยมั่นใจว่าจะชี้แจงได้ทุกประเด็นให้เข้าใจได้ ไม่มีความกังวลใดๆ และเชื่อมั่นว่าจะได้รับความเป็นธรรมจาก สนช.

ยื่นเงื่อนไขขอถ่ายทอดสดช่อง 11

นายนรวิชญ์กล่าวว่า นอกจากนี้ทีมทนายความจะร้องขอที่ประชุม สนช.ให้ถ่ายทอดสดการประชุมคดีถอดถอนในวันที่ 9 ม.ค. ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เพื่อให้สังคมได้รับทราบการชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดเนื่องจากที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เคยได้ชี้แจงข้อเท็จจริงในโครงการนี้เลย โดยจะขอให้อดีตนายกฯได้ชี้แจงอย่างเต็มที่ พร้อมจะขอนำนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีต รมว.พาณิชย์ นายยรรยง พวงราช อดีต รมช.พาณิชย์ นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมทั้งทีมทนายความอีก 4 คน เข้าร่วมการชี้แจงต่อที่ประชุม สนช.วันที่ 9 ม.ค.ด้วย

ทีมทนายถกเครียดพร้อมรับมือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ทีมทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ประชุมหารือกันตั้งแต่เช้ากระทั่งเย็น เพื่อเตรียมความพร้อมในการชี้แจงกรณีดังกล่าว โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางมาร่วมหารือด้วยในช่วงบ่าย ประมาณ 2-3 ชั่วโมงก่อนเดินทางกลับ โดยที่ประชุมมีการหารือถึงแนวทางการดำเนินการของ สนช. ประเด็นการแถลงคัดค้าน คำโต้แย้งคำแถลงเปิดสำนวนหรือรายงานพร้อมความเห็นของ ป.ป.ช. ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า “จะเดินทางไปชี้แจงด้วยตัวเอง เพราะมั่นใจว่าสามารถชี้แจงได้ทุกประเด็น เมื่อเป็นผู้ถูกกล่าวหาคงไม่มีใครที่จะชี้แจงได้ดีเท่ากับดิฉัน” จากนั้นจึงเดินทางกลับ

“พรเพชร” แบะท่าไม่ให้ถ่ายสด

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. กล่าวว่า ยังไม่ได้รับเรื่องที่ทีมทนายอดีตนายกฯขอมา แต่การประชุม สนช.มีการถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาอยู่แล้ว ส่วนการขอให้ถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรณีการถอดถอนไม่เคยมีมาก่อน ต้องขอเวลาไปศึกษารายละเอียดก่อนว่าจะอนุญาตหรือไม่ ส่วนที่ทีมทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะขอนำอดีตรัฐมนตรี 4 คน และทีมทนายความ 4 คน มาร่วมชี้แจงในวันที่ 9 ม.ค. ด้วยนั้น ตามข้อบังคับการประชุมจะให้ฝ่ายละ 1 คน มาชี้แจงเท่านั้น หรือถ้ามีการร้องขอมา อาจจะอนุญาตเพิ่มให้ 2-3 คนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม คงต้องไปหารือคำร้องขอของทีมทนายความก่อนว่าจะอนุญาตให้ตามที่ร้องขอมาหรือไม่

“ปู” น้ำตาคลอซึ้ง พท.แห่อวยพร

ก่อนหน้านี้เวลา 09.00 น. ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค รักษาการคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย อาทิ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรค นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธาน ส.ส.ภาค กทม. นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีตส.ส.กทม. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย เข้าอวยพรเนื่องในเทศกาลปีใหม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยนายวิชาญเป็นตัวแทนภาค กทม. อวยพรให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ปลอดภัยแคล้วคลาดจากคดี และกลับมาเป็นนายกฯคนที่ 30 ต่อไป ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้า กับผู้ที่เข้าอวยพรว่า ขอเป็นกำลังใจให้ภาค กทม.เพราะเป็นสนามที่แข็ง เข้าใจว่าการลงพื้นที่ช่วงนี้ลำบาก ขอบคุณที่ยังอยู่ช่วยกัน ส่วนคำร้องถอดถอนที่จะพิจารณาใน สนช.วันที่ 9 ม.ค. จะสู้ให้เต็มที่

พร้อมเสนอตัวเป็นทางเลือกให้ ปชช.

จากนั้น พล.ต.ท.วิโรจน์เป็นตัวแทนรักษาการคณะกรรมการบริหารพรรคกล่าวให้กำลังใจว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อสู้ทางการเมืองมาอย่างเข้มแข็งตามแนวทางประชาธิปไตย เป็นหลักให้กับพรรคเพื่อไทยอย่างมั่นคง ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้กล่าวขอบคุณพร้อมให้กำลังใจว่า รักษาการคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้เสียสละเป็นแนวหน้าให้กับสมาชิกพรรคทั่วประเทศในการทำงานเพื่อส่วนรวม ปีที่ผ่านมาผ่านประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยากลำบากด้วยกัน ปีใหม่นี้คงจะมีสิ่งดีๆเข้ามา อยากให้ช่วยกันเยี่ยมเยียนให้กำลังใจประชาชน เมื่อถึงเวลาพรรคเราจะเสนอตัวเป็นทางเลือกของประชาชนในการพัฒนาบ้านเมืองตามแนวทางประชาธิปไตยต่อไป

โต้ 3 ป.ป.ช.คุณสมบัติครบ

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ ระบุคุณสมบัติการเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ของนายปรีชา เลิศกมลมาศ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง และนายณรงค์ รัฐอมฤต ขัดต่อประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชา-ธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 19 ว่า สิ่งที่นายสุรพงษ์ระบุอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนแก่สาธารณชน เนื่องจากนายปรีชา พล.ต.อ.สถาพร และนายณรงค์ ได้รับการสรรหาและโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ตามรัฐธรรมนูญปี 50 ที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการสรรหา การเลือกกรรมการ ป.ป.ช.มีผลบังคับใช้แล้วภายหลังจากประกาศ คปค. ฉบับที่ 19 ถือว่าไม่กระทบต่อสถานะการดำรงตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ทั้ง 3 คน

กร้าวใครออกมาประท้วงมีเรื่อง

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวว่า เรื่องคดีถอดถอนไม่กระทบความมั่นคง ทุกอย่างหากผิดกฎหมายคือผิด ตรวจสอบแล้วไม่ผิดกฎหมายก็คือจบ มีคนเสนอให้ตรวจสอบเพราะเป็นหน้าที่ ถามว่าไม่ตรวจได้หรือไม่ก็ไม่ได้ พอ สนช.ไม่รับก็เป็นประเด็น แต่พอรับมาก็มีกระแสอีกว่ารับมาทำไมเพราะประเทศอยู่ในขั้นปรองดอง สุดท้ายต้องดูว่ามันผิดกฎหมายหรือไม่ ส่วนเรื่องความมั่นคงขอยืนยันว่าต้องไม่มีการประท้วง จะมาตัดสินแทนว่าผิดว่าถูกไม่ได้ ใครผิดใครถูกเป็นเรื่องของกฎหมาย แต่ถ้าตัดสินแล้ว ไม่ยอมรับความผิด มาประท้วง ตนเอาเรื่องก็แค่นั้น “ถ้าเราจะปรองดอง เราต้องยกโทษยกความผิดให้ทุกคนก่อนหรือไงมันไม่ใช่ เราต้องแยกแยะให้ชัดเจน ผมขอย้ำว่าใครทำผิดต้องว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม ถ้าทำผิดถูกลงโทษแล้วไปขอพระราชทานอภัยโทษมา เรื่องอื่นไม่ต้องมาคุยกับผมโดยเฉพาะเรื่องการนิรโทษกรรม อยากจะพูดก็พูดไปผมไม่รับรู้รับทราบอะไรทั้งสิ้น”

อัยการศึกยังอยู่ห้ามกระเพื่อม

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ถ้ามาอ้างว่ารัฐธรรมนูญ 50 ยกเลิกไปแล้วนั้นไม่ถูกต้อง เพราะยังมีกฎหมายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อยู่ ดังนั้น ต้องว่าไปตามกระบวนการ ซึ่งตนไม่ได้ยกเลิกกฎหมาย ป.ป.ช. เพียงยกเลิกรัฐธรรมนูญเท่านั้น ส่วนกฎหมายลูกยังคงไว้อยู่ทุกข้อ อย่าเอามาเหมารวมเพราะมันเป็นคนละเรื่องกัน ที่ยกเลิกรัฐธรรมนูญเพราะต้องนำอำนาจมาใช้ 3 อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ดังนั้น กฎหมายใดที่นอกเหนือจาก 309 มาตราไม่มีการยกเลิกทั้งสิ้น ท้ายที่สุดต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อถามว่า รัฐบาลสามารถทนแรงกระเพื่อมได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่มีแรงกระเพื่อมใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเรามีกฎหมายอัยการศึกควบคุมไม่ให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่

บอกถ้าไม่ทำผิดใครเขาจะฟ้อง

เมื่อถามว่า นายกฯลำบากใจหรือไม่เนื่องจากเคยทำงานร่วมกับน.ส.ยิ่งลักษณ์มาก่อน พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่ลำบากใจ เพราะทำงานด้วยกฎหมายให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ได้ไปไล่ล่าฆ่าฟันใครทั้งนั้น เราปล่อยให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนเอง เพราะถ้าตนใช้อำนาจเต็มๆ หลายคนคงอยู่ไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องเข้ากระบวนการเช่นเดียวกัน ใครผิดก็ว่าไปตามผิดแล้วต้องรับโทษตามกฎหมาย “ถ้าท่านคิดว่าถูกก็ต้องสู้ตามกระบวนการ ท่านผิดก็ต้องรับโทษก็แค่นั้นไม่ยาก แล้วถ้ามันไม่มีความผิดเขาจะฟ้องทำไม เพราะถ้าไม่มีเรื่องก็ไม่มีคนมาหาเรื่อง ใครจะมาหาเรื่องท่าน”

พท.ยังเชื่อกดปุ่มสอยไม่ง่าย

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นหลายฝ่ายรู้ดีว่าเป็นขบวนการที่จ้องจะเด็ดหัวแม่ทัพฝ่ายประชาธิปไตย ต้องการกำจัด น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้พ้นจากเส้นทางการเมืองหรือไม่ คดีจำนำข้าวที่ ป.ป.ช.ออกมาระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่กำกับดูแล จนทำให้เกิดการทุจริต รัฐเสียหายมากถึง 7 แสนล้านบาทนั้น ถามว่าที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมมีการชี้มูลความผิดบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีนี้แล้วหรือยัง ไม่มีเลย ขณะที่อัยการสูงสุดระบุว่าหลักฐานในคดีนี้ยังไม่เพียงพอ เหตุใด ป.ป.ช.จึงยังเดินหน้าถอดถอน แตกต่างจากคดี ปรส.ที่ศาลตัดสินว่ามีการกระทำผิดจริง มีคนติดคุก แต่ผู้กำหนดนโยบายในขณะนั้นกลับไม่ผิด ดังนั้น เชื่อว่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะต้องใช้เสียง สนช. 3 ใน 5 เชื่อว่ายังมี สนช.บางส่วนที่รักความยุติธรรม

ย้ำไร้พิมพ์เขียวร่างรัฐธรรมนูญ

ที่รัฐสภา นายประสพสุข บุญเดช กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความคืบหน้าการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้ฝ่ายเลขานุการ กมธ.ยกร่างฯอยู่ระหว่างดำเนินการยกร่างข้อความเบื้องต้น ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กมธ.ยกร่างฯ เพื่อเริ่มพิจารณาเนื้อหารายมาตราในวันที่ 12 ม.ค. ดังนั้นข้อเสนอต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นที่มานายกรัฐมนตรีและการได้มาของ ส.ส. ได้ข้อยุติเบื้องต้นเท่านั้น ยังมีขั้นตอนของการพิจารณาแบบรายมาตราของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและฝ่ายต่างๆ อาจจะมีการแก้ไขและเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญมีความเหมาะสมที่สุด ยืนยันว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่มีใครมาสั่งหรือกำหนดทิศทางได้

ส่ง “วิษณุ-สุวพันธุ์” กำกับเวทีปฏิรูป

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯได้พูดถึงการปฏิรูปที่มี 3 ส่วนสำคัญ คือ สปช. สนช. และรัฐบาล โดยนายกฯได้ติดตามดูฝั่งของ สปช.และ สนช.อยู่ตลอด พบว่าหลายกรณีมีข้อมูลไม่เพียงพอ จึงมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปประสานแลก เปลี่ยนข้อมูลกันอย่างใกล้ชิด เพื่อชี้แจงว่ามีอะไรเป็นต้นทุน มีพื้นฐานอย่างไร เพื่อเป็นไกด์ไลน์แนวทางการปฏิรูป เพราะถ้าไปเริ่มใหม่หมดเลยจะไปกันคนละทิศละทาง

“สายหยุด” หนุนเลิกกฎอัยการศึก

ที่อาคารเพรสิเด้นท์ เพรส พล.อ.สายหยุด เกิดผล ประธานคณะรัฐบุคคล แถลงถึงการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ไขวิกฤติบ้านเมือง ว่า คณะรัฐบุคคลได้พิจารณาแล้วเห็นว่าควรเสนอความคิดเห็นแก่ คสช. สนช. สปช. และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีสาระสำคัญ คือ ขอให้กมธ.ยกร่างฯกำหนดเรื่องพระราชอำนาจของพระประมุขให้สามารถเข้ามาแก้ไขกรณีเกิดวิกฤติในบ้านเมือง โดยใช้พระราชอำนาจผ่านสถาบันกองทัพ หรือผู้ดำรงตำแหน่งรัฐบุรุษที่ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯไว้ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการรัฐประหารที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อถามว่า ถึงเวลาที่รัฐบาลจะยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึกแล้วหรือยัง พล.อ.สายหยุดตอบว่า ส่วนตัวเห็นว่า ยิ่งยกเลิกได้เร็วเท่าไหร่ ก็เป็นประโยชน์กับประเทศชาติมากเท่านั้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจว่าจะเห็นอย่างไร

แขวะ พท.เป็นฝ่ายไม่เข้าใจ ปชต.

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย พาดพิงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ว่าดูถูกภูมิความรู้ความเข้าใจของประชาชนว่าไม่เข้าใจประชาธิปไตยดีพอว่า เป็นการพูดบิดเบือนข้อเท็จจริงให้ประชาชนเข้าใจผิด ทั้งที่นายชวนไม่เคยพูดดูถูกประชาชน พูดเฉพาะให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตยกับนักศึกษาให้มีความรู้ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของนักการเมืองที่ทุจริตซื้อเสียง เพราะเป็นต้นเหตุของวิกฤติบ้านเมือง ขอตั้งข้อสังเกตว่าพรรคเพื่อไทยกลัวคนจะรู้เท่าทันหรือไม่ จึงเต้นเหมือนโดนน้ำร้อนลวก ขอให้นายอนุสรณ์อย่านำแค่บางส่วนมาบิดเบือน และควรตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเอง พร้อมตั้งคำถามกับตัวเองและพรรคเพื่อไทยว่าเข้าใจคำว่าประชาธิปไตยแค่ไหน

สปช.ถกหั่นค่าโทร.คิดเกินจริง

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มี น.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธาน สปช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณารายงานการศึกษาเรื่องการกำหนดอัตรา ค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามระยะเวลาการใช้งานที่เป็นจริงโดยคิดเป็นวินาที ตามที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค (กมธ.) พิจารณาเสร็จแล้ว โดย น.ส.สารี อ๋องสมหวัง ประธาน กมธ. ชี้แจงว่า ปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่กำหนดอัตราค่าบริการไม่เป็นธรรมกับผู้ใช้บริการ โดยเก็บค่าบริการเป็นนาที แม้ใช้งานจริง ต่อครั้งไม่ถึงนาที ทำให้มีค่าใช้จ่ายส่วนเกินที่ไม่ได้ใช้งาน การกระทำดังกล่าวเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค หากคิดค่าบริการตามจริงเป็นวินาที ไม่มีการปัดเศษเป็นนาที จะช่วยประหยัดวันละ 1 นาที หรือ 1.33 บาท 1 เดือน ประหยัด 40 บาทต่อคน ประเทศไทยมี 94 ล้านเลขหมาย จะประหยัดเงินเดือนละ 3,591 ล้านบาท หรือปีละ 43,092 ล้านบาท โดยที่ประชุม อภิปรายสนับสนุนอย่างกว้างขวาง ในที่สุดมีมติเห็นชอบรายงานของ กมธ. เพื่อส่งเรื่องให้ คสช.ให้ความเห็นชอบหลักการคิดค่าบริการโทรศัพท์เป็นวินาที และส่งให้ กสทช.ดำเนินการตามกฎหมายให้ผู้ประกอบกิจการฯคิดค่าบริการโทรศัพท์ฯตามระยะเวลาใช้งานจริงเป็นวินาที

จี้ กมธ.สอบเอสแอลซีฮุบ “เนชั่นกรุ๊ป”

ต่อมาเวลา 14.20 น. นายสุทธิชัย หยุ่น ประธานกรรมการ บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป เข้ายื่นหนังสือต่อ กมธ.ปฏิรูปการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ สปช. เพื่อขอให้พิจารณาตรวจสอบกรณีที่บริษัท โซลูชั่น คอนเนอร์ (1989) จำกัด (มหาชน) หรือ SLC เข้าซื้อหุ้นในบริษัทเนชั่นฯ โดยนายสุทธิชัยกล่าวว่า ตามที่บริษัท SLC เข้าถือหุ้นในบริษัทเนชั่นฯในลักษณะที่เข้าข่ายเทกโอเวอร์อย่างไม่เป็นมิตรนั้น ทางเนชั่นกรุ๊ปขอให้ กมธ.พิจารณาประเด็นดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เนื่องจากพฤติกรรมของนักลงทุนกลุ่มดังกล่าวรวมทั้งกลุ่มทุนที่อยู่เบื้องหลังนั้น ได้นำมาซึ่งความกังวลว่า จะก่อให้เกิดความครอบงำสื่อ อันจะมีผลกระทบต่อการทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ดี มีอิสระในการตรวจสอบ อาจขาดความเป็นกลาง ความน่าเชื่อถือ กระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของสื่อมวลชน

รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาค้ามนุษย์

ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปรามปราบการค้ามนุษย์ รวมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย พล.อ.ประวิตรกล่าวในที่ประชุมว่า ผลความคืบหน้าในการดำเนินการทั้งหมดจะนำรายงาน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ทราบในวันที่ 7 ม.ค. และต้องจัดทำ รายงานส่งให้สหรัฐอเมริกาภายในสิ้นเดือน ม.ค.ตามกำหนดที่รัฐบาลไทยต้องจัดส่งรายงานให้ อีก 2-3 เดือนข้างหน้าต้องชี้แจงส่งรายละเอียดที่ชัดเจนให้สหรัฐฯอีกครั้ง เพื่อลดระดับจากเทียร์ 3 ต่ำสุดในการตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ของไทย ปรับขึ้นมาเป็นเทียร์ 2 ดังนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ

ตีกัน สธ.เร่งออก ก.ม.ยาสูบใหม่

นางวราภรณ์ นะมาตร์ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมการค้ายาสูบไทย กล่าวว่า จากกรณีที่สมาคมฯเคยยื่นคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการบริโภคยาสูบต่อ คสช. โดยสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีชี้แจงทำหนังสือชี้แจงว่า ขอให้รอรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งพิจารณา เพราะมีผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก แต่ขณะนี้พบว่ากระทรวงสาธารณสุขมีความพยายามผลักดันกฎหมาย ทั้งที่ยังมีความขัดแย้งกับหน่วยงานกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ หากกฎหมายดังกล่าวผ่านจะสร้างความขัดแย้งกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องธุรกิจยาสูบจำนวนมาก รวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบทั่วประเทศ 52,000 ครอบครัว ร้านค้าปลีกค่าส่งกว่า 800,000 ราย อาจส่งผลต่อรายได้ภาษีสรรพสามิตจากยาสูบกว่า 60,000 ล้านบาท และส่งผลกระทบการดำเนินงานของโรงงานยาสูบอีกด้วย

ชาวสวนยางบี้รัฐอุ้มราคาตก

อีกเรื่อง นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน รองนายก อบจ.กระบี่ นายสุคนธ์ สวัสดิภิรมย์ แกนนำเครือข่ายชาวสวนยาง จ.กระบี่ และ ส.อบจ.กระบี่ นายสมัชชา เอ่งฉ้วน ส.อบจ.กระบี่ ร่วมหารือปัญหาราคายางพาราตกต่ำ เพื่อทำการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไข ภายหลังการหารือนายกิตติชัยกล่าวว่า ได้ยื่นหนังสือต่อรัฐบาลหลายครั้งให้แก้ปัญหานี้ โดยเกษตรกรขอที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม ปรากฏว่าราคายางกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น เรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนยางอย่างหนัก ดังนั้นขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหานี้โดยเร็ว ส่วนการเคลื่อนไหว แกนนำจะหารือกับแกนนำ 14 จังหวัดภาคใต้อีกครั้ง คาดวันที่ 10 ม.ค.นี้จะชัดเจนมากขึ้น

นายกฯเผยราคาข้าว–ยางขาขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กล่าวว่าสถานการณ์ราคาข้าวและยางพารา ขณะนี้ข้าวราคาขึ้น 0.15% อยู่ที่ประมาณ 12,900 บาท/ตัน ส่วนราคายางประมาณ 61 บาท/กก. จะพยายามทำให้ราคาขึ้นไปถึง 65 บาท/กก. ทั้งนี้ อย่าไปมองเป็นจุดๆ ถ้ายางไม่ได้คุณภาพต้องลดราคาลงมา ซึ่งต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 50 กว่าบาท/กก. เราต้องค่อยๆแก้ปัญหา ถ้าแก้รวดเดียวใช้เงินอุดหนุนแล้วเมื่อไหร่จะพอ ตอนนี้กำลังดูว่าคนกรีดยางจะทำอย่างไร วันนี้การทำยางไม่เหมือนกัน ภาคใต้กรีดเอง ภาคอีสานมีบริษัทจ้างคนงานคิดค่าแรงต่างหาก เราต้องแก้ทั้งระบบ

สั่ง กต.ร่อนหนังสือแจงคดีหมิ่น

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงกรณีนายเอกภพ เหลือรา หรือตั้ง อาชีวะ ผู้ต้องหาคดีกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ยื่นขอสิทธิเป็นพลเมืองประเทศนิวซีแลนด์ว่า ผู้ที่หลบหนีคดีไปอยู่ใน 7-8 ประเทศ จะให้กระทรวงการต่างประเทศทำหนังสือชี้แจงทุกประเทศ กรณีนายเอกภพไม่ใช่ความผิดของเรา เพราะนายเอกภพไปร้องขอกับรัฐบาลนิวซีแลนด์ ถ้าเราพูดอะไรก็จะเสียหายกับรัฐบาลนิวซีแลนด์ เพราะเป็นเรื่องสิทธิประชาชน ถ้านิวซีแลนด์ จะรับก็เป็นเรื่องของเรา แต่เราจะไปบอกเขาว่านายเอกภพกระทำความผิดอยู่ ต้องบอกเขาเพราะเขาไม่เข้าใจและคิดไปว่าเป็นเรื่องการเมือง แต่ที่หนีกันหัวซุกหัวซุนนั้นเป็นเรื่องอาญาหรือเปล่าไม่มีการเมือง เมื่อถามว่าใน 7-8 ประเทศเหล่านี้มีกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับไทยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ก็มี แต่เขาไม่ส่ง เป็นธรรมดาที่จะส่งบ้างไม่ส่งบ้างแต่ที่ผ่านมาไม่เคยส่ง

“ลุงตู่” ไม่หวงเก้าอี้เด็กเชิญตามสบาย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า การจัดงานวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2558 ได้สั่งการในที่ประชุม ครม.ว่าจะจัดงานเหมือนเดิมทุกปี ส่วนของขวัญพิเศษที่จะให้เด็กๆนั้น ของขวัญทั่วไปทุกปีมีให้เด็กๆอยู่แล้ว ทั้งหมวก ของใช้ อุปกรณ์เครื่องเขียน วันเวลาที่ให้ทุกคนให้ได้ทุกวัน อย่าไปคิดว่าวันเด็กต้องให้ ปีใหม่ต้องให้ แต่ตนให้ความรู้สึกที่ดี ให้จิตใจว่าจะทำอะไรให้ทุกวัน นอกจากนี้ ยังมีการสร้างค่านิยมปลูกฝังเด็กๆให้ได้ และอยากให้ไปเที่ยวในที่ที่ปลอดภัยใกล้บ้านไม่เป็นภาระกับพ่อแม่ เมื่อถามว่าจะเปิดห้องทำงานให้เด็กนั่งเก้าอี้นายกฯหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า จะนั่งโต๊ะ เก้าอี้ เตียง อยากนั่งอยากนอนอะไรก็เชิญ ตนก็จะมาร่วมเปิดงาน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้