วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
พระที่นั่งสนามจันทร์

พระที่นั่งสนามจันทร์

  • Share:

ภาพประกอบจาก วิกิพีเดีย

สังคมไทยเป็นสังคมที่อาศัยระบบอาวุโสเป็นหลักสำคัญในการอยู่ร่วมกันของคนหมู่มาก ระบบอาวุโสนี้จึงแทรกซึมอยู่ในความรู้สึกนึกคิด รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ มาอย่างยาวนาน จนบางครั้งเราแทบไม่รู้สึกตัวเลยว่ากิจกรรมหรือการกระทำต่างๆ ของเราที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนแล้วแต่มีที่มาเนื่องจากระบบอาวุโสที่ได้รับการปลูกฝังมายาวนานแทบทั้งสิ้น 

แทบทุกครั้งที่ผมไปบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวของพระบรมมหาราชวัง ก็อดไม่ได้ที่จะสอดแทรกและเล่าถึงความสำคัญของระบบอาวุโส ที่เกี่ยวข้องกับอาคารเล็กๆ หลังหนึ่งในพระบรมมหาราชวัง เพราะอาคารเล็กๆ นี้ถ้าพวกเราๆชาวบ้านเห็นเข้าที่ไหน ก็จะอดไม่ได้ที่จะเรียกว่า "ศาลา" หรือบางคนอาจเรียกเลยไปไกลเป็น "ศาลาวัด" เลยก็ได้

ศาลาเล็กๆ หลังนี้ นามอย่างเป็นทางการว่า "พระที่นั่งสนามจันทร์" ตั้งอยู่ตรงชานชาลา หรือซอกรักแร้ของพระที่นั่งไพศาลทักษิณบรรจบกับพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ด้านทิศตะวันตก ขวางอยู่ทางด้านทิศเหนือของหอพระธาตุมณเฑียรอยู่อย่างชัดเจน หากท่านจะไปเที่ยวชมเอง ก็ขอเรียนว่า เมื่อผ่านประตูวิเศษไชยศรีอันเป็นประตูเข้า-ออกตามปกติในปัจจุบันแล้ว ให้เดินต่อไปยังพระที่นั่งอมรินทร์ จากนั้นให้ผ่านซุ้มประตูของกำแพงแก้วรอบพระที่นั่งอมรินทร์เข้าไป หากหันหน้าเข้า ก็ให้เดินลึกเข้าไปทางขวามือ จะเห็นศาลาเล็กๆ ตามรูปที่ลงไว้นี้ครับ

พระที่นั่งสนามจันทร์นี้เป็นพระที่นั่งแบบพลับพลาโถง คือมีแต่เสาไม่มีฝาผนัง มองโล่งโปร่งสบายทั้ง 4 ด้าน ตอนล่างสุดเป็นฐานไม้ขนาดใหญ่สูงราวๆ คืบเศษๆ รองรับตัวพระแท่นไม้สัก ที่สูงประมาณ 50 เซนติเมตร ตัวพระแท่นเป็นไม้สักแผ่นเดียวขนาดใหญ่ยักษ์มาก กว้างถึง 1 เมตรครึ่ง และยาว 2 เมตร มีเสาที่ 4 มุมพระแท่นรองรับหลังคาทรงจั่วยอดแหลม และเสาที่ 4 มุมฐาน เพื่อรองรับชายคาปีกนกโดยรอบทั้ง 4 ด้าน

จุดเด่นพิเศษของพระที่นั่งองค์นี้คือส่วนของฝ้าเพดานและฝ้าชายคาที่เป็นไม้ กระดาน มีการเขียนลวดลายดอกพุดตานก้านแย่งลงทอง ชาววังทั้งหลายทั้งเชื่อและเล่าต่อๆ กันมาว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงจรดพู่กันวาดลวดลายเหล่านั้นด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เองเลยทีเดียว ดังจะสังเกตได้ว่าการวาดดอกและลายไม่เสมอกัน เป็นการวาดสดโดยไม่ใช้การลอกลาย ด้วยทรงเขียนเล่นๆ ตามพระราชอัธยาศัยในเวลาที่ทรงว่างจากพระราชกิจ หากเป็นช่างหลวงแล้ว คงจะไม่กล้าทำงานที่ไม่สม่ำเสมอในลักษณะนี้ถวายอย่างแน่นอน

กล่าวกันต่อๆ มาอีกว่า พระที่นั่งองค์นี้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับทรงพระสำราญ บางครั้งก็เสด็จออกให้ขุนนางเข้าเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งองค์นี้ด้วย เรียกได้ว่าตลอดรัชสมัยของพระองค์ได้ทรงใช้พระที่นั่งองค์นี้เป็นอย่างมาก ดังนั้น เมื่อเสด็จสวรรคตลงแล้ว ด้วยความเคารพใน "อาวุโส" ทำให้พระมหากษัตริย์ในรัชกาลต่อๆ มา ไม่เคยเสด็จขึ้นไปประทับอีกเลย เข้าทำนอง "ไม่นั่งทับที่" กัน แม้ว่าจะทรงเป็นพระมหากษัตริย์เสมอเดียวกัน


มีหลักฐานชัดเจนที่สนับสนุนยืนยันว่าพระที่นั่งองค์นี้มีความสำคัญ และเป็นที่เคารพของพระมหากษัตริย์ในรัชกาลต่อๆ มา คือ หนังสือที่สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงมีขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายถามพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
ความว่า...

"...... วันที่ ๑๗ ธันวาคม รศ. ๑๒๔
ขอเดชะ
กรมหลวงประจักษ์รับสั่งว่า พระราชนิยมไม่โปรดเกล้าฯ ให้ผู้หนึ่งผู้ใดขึ้นบนพระที่นั่งสนามจันทร์ แม้แต่เจ้านายก็ขึ้นได้เพียงชั้นลดที่เฉลียง ข้าพระพุทธเจ้าจึงมีความสงสัยว่า ถ้าข้อความทั้งนี้เป็นการถูกต้องแล้ว การถือน้ำกลางปี ในศก ๑๒๖ เครื่องทองใหญ่ ซึ่งสำหรับใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงจุดถวายบังคมพระบรมอัฐินั้นจะทำประการใด จะงดเสียก็ใช่ที่ จะแก้ไขได้อยู่ก็แต่ตั้งในประธานให้หมิ่นข้างด้านเหนือ แลทอดที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ซึ่งจะทรงจุดถวายแทนที่ชั้นลดเฉลียงด้านเหนือ
ฤาจะควรประการใดแล้วแต่จะโปรดเกล้าฯ

ขอเดชะ
(ลงพระนาม) นริศ ......."

ในการครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบอย่างชัดเจน ดังความว่า

"....... วันที่ ๑๘ ธันวาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๔
สวนดุสิต
ถึงกรมหลวงนริศ

เรื่องพระที่นั่งสนามจันทร์ ตามนิยมที่ฉันถือมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ ว่าเป็นราชบัลลังก์ของพระพุทธเลิศหล้า ตัวเองก็ไม่เคยขึ้น แลไม่เห็นใครเคยขึ้น ยกไว้เสียแต่คนทำงานวาดเขียน ปิดทอง ปัดกวาด ก็เป็นลักษณะเดียวกันกับพระแท่นเศวตฉัตรในท้องพระโรง ฤาในที่พระบรรทม เวลาไปแต่งที่ทาง เขาก็ขึ้นกันไปได้ รับสั่งให้ขึ้นไปบนนั้นก็เฝ้าได้ แต่ใครขึ้นไปนั่งเล่นก็เป็นบ้า ครั้นมาในแผ่นดินปัจจุบันนี้ เมื่อภายหลังๆ มา ฉันเห็นใครขึ้นไปนั่งห้อยเท้า ฤาขึ้นไปนอนหงายอยู่บนนั้น เมื่อเวลาไม่ได้เสด็จออกท้องพระโรงอมรินทร์แล้ว เป็นแต่ชั่วครั้งชั่วคราวไปเยี่ยมทางพระแกลเห็น จึงได้แต่บ่นว่าแต่ก่อนเขาไม่ได้ขึ้นไปนั่งเล่นกันเลย แต่วังหน้าเสด็จมา ยังนั่งแต่เฉลียง เครื่องนมัสการวังหน้าก็ตั้งที่เฉลียง ทำไมจึงได้ดันกันขึ้นไปนั่ง ไปนอน ที่ซึ่งเป็นราชบัลลังก์ของพระพุทธเลิศหล้าบรรทมพังพาบอยู่เสมอ บ่นๆ เช่นนี้ เขาก็ได้ยินกันไป เช่นกรมประจักษ์กล่าวเช่นนั้น ก็ไม่เคยมีใครห้ามปรามกวดขัน แต่ก่อนมาก็ไม่เคยมีใครอาจล่วงเกิน เช่นวังหน้าที่ฉันเคยเห็น ๒ คน

ก็ไม่เห็นใครขึ้น ก็เห็นจะไม่มีใครห้าม แต่ท่านไม่ขึ้นเอง ทั้งที่เคยเป็นที่พักของวังหน้าเวลาจะเข้าเฝ้า หยุดฟังรหัตรเหียนอยู่ที่นั่นครู่หนึ่ง จึงเข้าท้องพระโรง เคยมาดังนี้ วังหน้าคนหลังนี้ แกคงทำตามอย่างพระปิ่นเกล้าฯ ซึ่งแกได้เห็นมา

(พระปรมาภิไธย) สยามินทร์

จากข้อความข้างต้นนี้ ก็คงจะเป็นที่เข้าใจได้แล้วนะครับ ว่าพระที่นั่งสนามจันทร์องค์นี้มีประวัติความเป็นมาที่สำคัญมากมายยิ่งนัก หากท่านมีโอกาสได้เข้าไปในพระบรมมหาราชวัง ก็น่าที่จะได้หาโอกาสเข้าไปกราบถวายบังคมพระที่นั่งองค์นี้ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และคงไม่บังเกิดความสงสัยอย่างแน่นอน ว่าทำไมทางสำนักพระราชวังจึงได้นำเชือกมากั้นโดยรอบ และมีป้าย "ห้ามขึ้น" และป้าย "ห้ามนั่ง" กำกับไว้ เพราะเคยมีผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ขึ้นไปนั่งเล่นเอ้เตเอกเขนกบนพระที่นั่งองค์นี้ แล้วเกิดมีอันเป็นไปต่างๆ นานา ทั้งนี้อาจเป็นเหตุบังเอิญหรือด้วยพระบุญบารมีที่ปกป้องของส่วนพระองค์นี้ก็ ไม่บังอาจทราบได้ จึงเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ทำป้าย "ห้าม" ไว้ซะให้จบเรื่องเสียก่อน

แหม...พื้นที่หมดอีกแล้วครับ กำลังจะเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับพระที่นั่งองค์นี้ซะหน่อย เอาไว้ยกยอดไปครั้งต่อไปก็แล้วกันนะครับ ช่วยกรุณาคอยติดตามอ่านหน่อยก็แล้วกันครับ เพราะรับรองว่าสนุกสนานมากมายอย่างแน่นอน...สวัสดีครับ

เผ่าทอง ทองเจือ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้