วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จากแวนคูเวอร์ถึงปึกเตียน ทดสอบ BMW X5 sDRIVE 25D (ตอนที่ 2)

จากแวนคูเวอร์ถึงปึกเตียน ทดสอบ BMW X5 sDRIVE 25D (ตอนที่ 2)

  • Share:

กันยายน ปี 2013 BMW Group เชิญนักข่าวสายรถยนต์ลงขับทดสอบ BMW New X5 F15 ออฟโรดหรูรุ่นใหม่ล่าสุด ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามของเมืองแวนคูเวอร์ หัวเมืองท่องเที่ยวของประเทศแคนาดา กับประสิทธิภาพที่ได้ซึมซับรับรู้ระหว่างขับขี่อยู่บนเส้นทางทดสอบยาว 400 กิโลเมตร บนตัวรถ BMW New X5 ซึ่งมีให้ขับสองรุ่น คือ X5 xDRIVE 30d เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร 258 แรงม้า กับแรงบิด 560 นิวตันเมตร เป็น X5 ใหม่ล่าสุดประจำปี 2014 ซึ่งนับเป็นรุ่นแยกย่อยที่ BMW Group Thailand นำเข้ามาขายในประเทศไทย กับรุ่นบ้าพลัง X5 xDRIVE 50i เครื่องยนต์เบนซินแบบ V8 ปริมาตรความจุ 4.4 ลิตร 450 แรงม้า กับแรงบิดมหาศาลที่ 650 นิวตันเมตร


สำหรับการขับทดสอบในครั้งนี้ เป็นการรวบรวมเอานักข่าวและคอลัมนิสต์รถยนต์จากประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง แอฟริกาใต้ สเปนและอิตาลี ด้วยรถทดสอบทั้งหมด 28 คัน แบ่งเป็น X5 xDRIVE 30d 14 คัน และ X5 xDRIVE 50i อีก 14 คัน การขับทดสอบที่ต้องวิ่งออกจากแวนคูเวอร์ ผ่านทางที่เต็มไปด้วยหุบเขาสูงชัน บนระยะทางยาวถึง 400 กิโลเมตร กับช่วงทดสอบพิเศษในแบบ Off-Road บนทางทุรกันดารสุดโหดอีกเกือบ 20 กิโลเมตร


จำได้ติดตาตรึงใจว่าในช่วงทดสอบพิเศษแบบออฟโรด เป็นการขับขี่ท่ามกลางสภาพภูมิประเทศที่ต้องลุยฝ่าหล่มโคลนและหินก้อนเขื่องๆ กับทางที่ต้องไต่ขึ้น-ลงเนินที่มีความสูงชันในระดับที่ไม่ธรรมดา ผมถึงกับเข่าอ่อนเมื่อมองดูเส้นทางที่รถทดสอบ X5 ทั้ง 28 คันจะต้องบุกป่าฝ่าดงขับเข้าไปและเอาตัวรอดออกมาให้ได้ โดยมีระบบ xDRIVE คอยรองรับการขับขี่และประคับประคองผู้โดยสารให้อยู่รอดปลอดภัย เจ้าหน้าที่ของ BMW Group เดินมาบอกให้ทราบถึงสภาพทางและการใช้โหมดควบคุมต่างๆ เพื่อทดสอบสมรรถนะของการลุยแบบเต็มเหนี่ยว บนโลกของความเป็นจริงอาจไม่เคยมีเจ้าของ X5 ซึ่งบ้าพอในการที่จะเอารถลงไปลุยหนักขนาดนี้ มันโหด ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นการฝืนตัวตนของมันซึ่งแสดงออกถึงความเป็นรถหรูหราราคาแพง เครื่องยนต์ X5 ทั้งสองรุ่น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดีเซลในรุ่น 30d และเครื่องเบนซิน V8 ในรุ่น 50i มีกำลังในรูปของแรงบิดเหลือๆ ต่อการขับไปในทุกเส้นทางบนโลกใบนี้ ความประหยัดของขุมกำลังในรุ่น 30d ระบบเกียร์คืออีกจุดที่มีความโดดเด่น เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดกลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับรถ BMW เกือบทุกรุ่นที่มีขายในประเทศไทย เกียร์เทพลูกนี้เข้ามาคอยช่วยลดรอบเครื่องยนต์เมื่อคุณวิ่งที่ความเร็วเดินทาง โดยมันจะปรับรอบที่ย่านความเร็ว 120 กิโลเมตรให้ต่ำเพียง 1,800 รอบต่อนาที นั่นหมายความว่าคุณใช้รอบต่ำสำหรับการวิ่งทางยาวๆ ผลที่ได้รับสำหรับการใช้เกียร์ลูกนี้ผสมเข้ากับเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบสมรรถนะสูงคือความประหยัดในระดับ 15.3 กิโลเมตรต่อลิตรของรุ่น 30d


หลังจากกลับมาที่ประเทศไทย ในช่วงต้นปีผมได้มีโอกาสทดลองขับ BMW X5 sDRIVE 25d มันเป็น SUV ที่มีขนาดใหญ่โตราวกับไทรันโนซอรัสหรือ T-Rex ในยุคจูราสสิค และมีน้ำหนักมากถึง 2,125 กิโลกรัม New X5 อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีของการขับเคลื่อนในยุคใหม่ จากประสิทธิภาพของแรงบิดบนตัวเลขอัตราเร่งจาก 0-100 ใน 8.2 วินาที ช้ากว่า BMW Z4 sDRIVE 23i นิดเดียว ทั้งๆ ที่เจ้า X5 25d ตัวหนักถึง 2.1 ตัน แถมยังไปได้เร็วถึง 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บ่งบอกถึงความสามารถของตัวรถได้เป็นอย่างดี หลังจากเดินทางกลับมาจากการทดสอบ New X5 ได้ไม่นาน BMW Group Thailand ก็ได้นำเอา X5 รุ่น xDRIVE 30d เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย โดยกำหนดราคาค่าตัวที่ 6,399,000 บาท และเนื่องจากกำแพงภาษีในการนำเข้ารถยนต์ที่มีแรงม้าเยอะ และเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ทำให้ไม่มี X5 รุ่น xDRIVE 50i เครื่องยนต์ V8 เข้ามาขาย เจ้า X5 xDRIVE 30d ที่ BMW Group Thailand นำเข้ามาทำตลาดได้ไม่ถึงปี ในช่วงปลายปี 2014 BMW Group Thailand ก็เปิดทางเลือกใหม่สำหรับลูกค้าคนรวยที่ชอบรถแนว SUV หรู ด้วยการนำเอา New X5 รุ่น sDRIVE 25d ราคา 4,599,000 บาท เป็นรถ X5 รหัส F15 รุ่นใหม่ล่าสุดที่วางเครื่องยนต์เล็กสุดและมีความประหยัดเชื้อเพลิงมากที่สุดแถมพกมาให้อีกด้วย รถทดสอบ X5 sDRIVE 25d วางเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร 218 แรงม้า พร้อมแรงบิด 450 นิวตันเมตร กับระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง (sDRIVE) กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เข้ามาเสียบตรงกลางช่องว่างทางการตลาดในกลุ่มรถ SUV หรู ด้วยเครื่องดีเซลตัวจิ๋วที่มีความจุเพียงแค่ 1,995 ซีซี ซึ่งนับเป็นความหาญกล้าของ BMW ที่เอาเครื่องยนต์ขนาดกะทัดรัดมาฉุดลากตัวรถที่มีขนาดใหญ่น้องๆ ช้าง เป็นรถทดสอบในช่วงปีใหม่ที่มีเรือนร่างใหญ่โตมโหฬาร แต่มีเครื่องยนต์ที่มีขนาดโตกว่ารถตัดหญ้าแค่นิดเดียวเท่านั้น


2 มกราคม 2015 ผมกำลังอยู่ใน BMW New X5 รุ่น sDRIVE 25d เป็นการกลับมาขับทดสอบ SUV ของแบรนด์ตราใบพัดสีฟ้า-ขาวในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ปัจจุบันนับจากปี 2011 ยอดขายรถออฟโรดหรูขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉพาะในทวีปยุโรปมียอดขายรวมมากถึง 166,000 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาด 9% โดยเป็นรถแนว SUV ไซส์โตจากเยอรมันทั้งสิ้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา แนวคิดที่มีต่อรถยนต์ประเภทนี้ขึ้นตรงบนความอเนกประสงค์ ความสามารถในด้านความจุผู้โดยสารและสัมภาระ ผู้คนส่วนน้อย (คนมีเงิน) ยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่องในด้านของความสง่างาม ความปราดเปรียวว่องไวตอบสนองต่อการขับขี่ใช้งาน ท่านั่งที่สูงโด่งทำให้มองรอบตัวได้ไกลขึ้น BMW New X5 เวอร์ชั่นล่าสุดตัวโตขึ้นและดูจริงจังมากยิ่งขึ้น มันถูกออกแบบมาสำหรับคนที่ชอบออกเดินทางเพื่อทำกิจกรรมกลางแจ้งในวันหยุดร่วมกับครอบครัว สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่แอบอิงกับธรรมชาติรอบตัว วิศวกรและนักออกแบบของ BMW ใช้ความเพียรพยายามอย่างมากในการที่จะเอาชนะรถคู่แข่งอย่าง Porsche Cayenne / Audi Q7 / Mercedes Benz ML Class / Range Rover Sport คนรวยที่มีอยู่ไม่มากควักเงินซื้อรถยนต์เหล่านี้เพราะความสามารถด้านวิศวกรรมที่อยู่ข้างใน ขณะเดียวกัน การซื้อ SUV หรู ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของจะเอาออกไปลุยโคลนลุยทรายตลอดเวลา บางคันตั้งแต่ซื้อมาก็ยังไม่เคยสัมผัสกับทางแย่ๆ เลยด้วยซ้ำ นี่คือสาเหตุที่ว่า ทำไม BMW New X5 รุ่นเครื่องยนต์เล็กสุดสามารถสร้างสัมผัสที่แปลกแยกและแตกต่างในด้านการขับขี่ได้


ภายในที่หรูหรากลายเป็นบรรยากาศที่คุ้นเคย BMW ทุกรุ่นขึ้นชื่อในด้านการออกแบบและจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ ภายในห้องโดยสารได้อย่างลงตัว มันคือรถยนต์ที่เต็มไปด้วยอิเล็กทรอนิกส์ผนวกความหรูของวัสดุและชิ้นงานที่ประดับประดาอยู่ทั่วทั้งคอนโซล ตำแหน่งท่านั่งขับที่สูงกว่ารถยนต์ในทุกๆ โมเดลของ BMW เป็นความสูงที่ถึงแม้ผมจะปรับเบาะไฟฟ้าให้กดลงมาจนสุดก็ยังคงสูงโด่งโย่งโก๊ะอยู่ดี ความสูงน้องๆ รถ 6 ล้อ ของตำแหน่งเบาะโดยสารคู่หน้า ทำให้คุณมองเห็นได้ครอบคลุมเกือบจะทั่วทั้งคัน เป็นความโปร่งโล่งที่รถอย่าง Series-7 ได้แต่ฝันถึง คอนโซลกลางขนาดใหญ่ออกแบบคล้ายกับ Series-5 F10 ไล่เรียงมาตั้งแต่อุปกรณ์ควบคุมระบบปรับอากาศหรือชุดแอร์ จอภาพขนาด 10.5 นิ้ว ที่ใหญ่โตคมชัด ระบบต่างๆ ควบคุมผ่านฟังก์ชั่น i-DRIVE พร้อมแป้นระบบสัมผัสเหมือนกันกับ X5 xDRIVE 30d และ X5 xDRIVE 50i แต่ระบบขับเคลื่อนของ X5 sDRIVE 25d ยังคงเป็นแบบขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลังแทนที่จะขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อเหมือนกับรุ่นพี่ในรุ่น xDRIVE 30d และ xDRIVE 50i การสังเกตง่ายๆ ว่า BMW คันไหนที่ขับเคลื่อน 4 ล้อให้ดูที่สัญลักษณ์ xDRIVE ซึ่งติดมาให้ที่บริเวณแก้มทั้งสองข้างของตัวรถ ส่วนรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อหลังจะใช้สัญลักษณ์ sDRIVE ไล่เรียงรุ่นรถที่มีขายในประเทศไทยตั้งแต่ X1 / X3 / X4 / X5 และ X6 แยกย่อยลดหลั่นกันไปตามราคาค่าตัว ซึ่งมีอุปกรณ์ สภาพการขับเคลื่อนแบบทุกล้อหรือสองล้อหลัง และสมรรถนะที่แตกต่างกันไป โดยขึ้นอยู่กับระดับของราคาค่าตัวเป็นหลัก


BMW EfficientDynamics as standard = eight-speed ZF automatic transmission กับ ECO PRO mode with new functions เครื่องยนต์ทั้งหมดใน BMW X5 รุ่นใหม่ล่าสุด กลายเป็นบรรทัดฐานให้กับเครื่องยนต์ในยุคต่อๆ ไปภายใต้แบรนด์ BMW จากกำลัง ความประหยัดและความก้าวไกลของเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ผนวก BMW EfficientDynamics ซึ่งจะรวมเป็นมาตรฐานเดียวกัน แรงบิดและการทำงานของเครื่องยนต์ยังถูกโปรแกรมมาให้เข้ากับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดอันลือลั่นของค่าย ZF เจ้าแห่งระบบส่งกำลังจากยุโรป ความเร็วของตัวรถเกิดจากประสิทธิภาพขององค์ประกอบโดยรวม จากการกระจายน้ำหนักของแชสซี เครื่องยนต์ เกียร์และช่วงล่างที่มอบความแม่นยำที่ดีทั้งในด้านการตอบสนองและการยึดเกาะ แทบไม่น่าเชื่อว่ามวลขนาด 2.1 ตัน จะคล่องแคล่วว่องไวเหมือนรถคันเล็กๆ เมื่อเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เริ่มต้นการทำงานพร้อมๆ ไปกับการบูสของเทอร์โบ การพัฒนาอย่างเข้มข้นในโมเดลล่าสุดของรถยนต์ในตระกูล X5 ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของตัวรถรุ่นใหม่ให้มีความสมบูรณ์แบบจนขึ้นไปอยู่บนหัวแถวของรถยนต์ SUV พวงมาลัยหรือชุดบังคับเลี้ยวแบบไฟฟ้า Electro hydraulic servo valve สำหรับเวอร์ชั่นล่าสุดอย่าง BMW X5 การควบคุมของพวงมาลัยผ่านฟังก์ชั่นที่ได้รับการปรับปรุงที่ให้ความแม่นยำสูงขึ้นเมื่อเทียบกับพวงมาลัยของ X5 รุ่นที่ผ่านมา


ระบบควบคุมการลากจูงและระบบช่วยทรงตัวซึ่งจะช่วยทำให้เครื่องยนต์และเกียร์ผ่องถ่ายแรงบิดไปยังล้อขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับขนาดรวมถึงน้ำหนักตัวที่บวกน้ำหนักบรรทุกแบบมโหฬาร ตั้งแต่เริ่มออกตัวจากจุดหยุดนิ่งไปจนถึงความเร็วสูงสุด ในเมือง เจ้า X5 ที่วางเครื่องดีเซลตัวกระจิ๋วมอบแรงบิดที่รวบรัดแม้จะอยู่ในโหมดประหยัด หรือ ECO-PRO โหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้เชื้อเพลิงอย่างคุ้มค่าและเหมาะกับการขับใช้งานในเมืองท่ามกลางสภาพการจราจรที่คับคั่ง ECO-PRO ของ BMW ยุคใหม่ทุกคัน มาพร้อมกับความประหยัด เมื่อโหมดนี้ถูกบรรจุลงในโหมดขับเคลื่อนของรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ความประหยัดก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในเมืองเฉลี่ย 16 กิโลเมตรต่อลิตร ช่วยทำให้เจ้าของ New X5 ไม่ต้องวิ่งเข้า-ออกปั๊มน้ำมันกันบ่อยๆ เหมือนเมื่อก่อน เชื้อเพลิง 1 ถัง หากขับแบบปกติไม่ใช้คันเร่งพร่ำเพรื่อ จะทำให้คุณสามารถควบเจ้า X5 รุ่น sDRIVE 25d ไปได้ไกลเกือบๆ 1 พันกิโลเมตรเลยทีเดียว อาจดูเหมือนธรรมดาเกินไปเมื่อเทียบระยะทางต่อน้ำมัน 1 ถังกับรถกระบะเครื่องดีเซลยุคใหม่ที่วิ่งได้ยาวไกลพอๆ กัน แต่อย่าลืมเรื่องขนาด น้ำหนัก ความหรูหราและราคาค่าตัวของเจ้า X5 เนื่องจากมันมีน้ำหนักถึง 2.1 ตัน และมีเรือนร่างที่อวบอ้วนสูงใหญ่น้องๆ รถบรรทุกเลยทีเดียว


เสียงเครื่องยนต์ดีเซลในรอบเดินเบาอาจดังกว่าเครื่องเบนซินอยู่บ้าง ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของเครื่องดีเซลทั่วไป การผลึกกักเก็บเสียงด้วยวัสดุระดับสูงช่วยทำให้ห้องโดยสารของ X5 sDRIVE 25d เงียบงันราวกับคุณกำลังนั่งอยู่ในป่าช้า การบังคับควบคุมเมื่อนำเจ้านี่ออกไปวิ่งทดสอบทางไกลอยู่ในเกณฑ์ดี จากความสบายของท่านั่ง ความนิ่มของเบาะหนังสีน้ำตาลเข้มและความงดงามของชิ้นงานต่างๆ พวกลายไม้ หนังแท้ และงานพลาสติกเกรดสูง การบังคับควบคุมไม่แตกต่างไปจากรุ่น xDRIVE 30d เครื่องยนต์ 2.0 ลิตรดีเซลเทอร์โบ สำแดงประสิทธิภาพในด้านการเร่งความเร็วออกมาให้เห็นอย่างโจ่งแจ้งเมื่อพบเจอกับทางโล่งๆ เครื่องดีเซลตัวเล็กเร่งได้อย่างใจ อาจไม่ฉับไวเท่ารุ่นพี่ที่มีเครื่องโตกว่านี้ แต่แรงบิด 450 นิวตันเมตรนั้น สามารถนำพาเจ้ายักษ์ขับ 2 ล้อคันนี้ให้โลดแล่นไปบนผิวถนนลาดยางได้อย่างเหลือเชื่อ อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ 8.2 วินาที เครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบดีเซลเร่งได้แรงน้องๆ เครื่องดีเซล 3.0 ลิตร แต่จิบน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยกว่า และถือได้ว่ามีความประหยัดมากที่สุดในกลุ่มเครื่องยนต์ของ BMW New X5 F15 เครื่องยนต์ 4 สูบ 2.0 ลิตรดีเซลเทอร์โบ ยังแสดงให้เห็นถึงความเหนือชั้นในด้านการให้กำลังในรูปของแรงบิดรอบต่ำ ส่วนความสะอาดในด้านการปล่อย Co2 และความประหยัดคือผลพลอยได้ที่เจ้าของรถทุกคนชื่นชอบ มันเป็นเครื่องยนต์ที่ BMW ประกาศให้เห็นถึงความเหนือชั้นในเกือบจะทุกๆ ด้าน ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ใส่เข้ามาสำหรับการขับเคลื่อนโดยเฉพาะ มันมีความโดดเด่นเกินหน้าเกินตารถ SUV คู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด จากประสิทธิภาพที่ได้รับทั้งอัตราเร่งหรือความประหยัดจากเชื้อเพลิงเพียงแค่ถังเดียว สิ่งต่างๆ เหล่านี้ แลกมาด้วยต้นทุนในการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาจำนวนมหาศาลที่ BMW ไม่ยอมเปิดเผย


ในโหมด ECO PRO มีการจัดการกับกำลังของเครื่องยนต์ผ่านการควบคุมด้วย ECU โดยตอบสนองออกมาในรูปของคันเร่งที่ให้ความรู้สึกเรื่อยๆเอื่อยๆ จากลักษณะการส่งถ่ายแรงบิดที่จะเกิดขึ้นในแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเน้นไปที่ความประหยัดเป็นสำคัญ คันเร่งไฟฟ้าถูกปรับให้มีความยืดหยุ่นสูง เกียร์ 8 สปีดสุดเทพจากแบรนด์ ZF จะชิฟตัวเองขึ้นสู่เกียร์สูงทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงการขับลากรอบที่ทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ในเวลาเดียวกันโหมด ECO PRO ยังมีโปรแกรมที่เชื่อมโยงกับระบบไฟฟ้าซึ่งเชื่อมต่อการทำงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้าโดยตรง เช่น การควบคุมอุณหภูมิและความชื้น ระบบอุ่นที่นั่ง (ในรุ่น xDRIVE 30d และ xDRIVE 50i ส่วนรุ่น sDRIVE 25d ที่ขายในประเทศไม่มีระบบอุ่นเบาะ) และกลไกไฟฟ้าอื่นๆ สำหรับการจัดการกับพลังงานที่มีประสิทธิภาพ ในโหมด ECO PRO ฟังก์ชั่นประหยัดจะเข้ามาจัดการกับเครื่องยนต์จากส่วนที่เหลือของกำลัง เมื่อใดก็ตามที่คนขับยกเท้าออกจากคันเร่งที่ความเร็วระหว่าง 50 และ 160 กม. / ชม. (ประมาณ 30-100 ไมล์ต่อชั่วโมง) และไม่มีการใช้เบรก ตัวจัดการไฟฟ้าซึ่งใช้กำลังไฟจากแบตเตอรี่จะเข้ามารับหน้าที่ตัดกำลังจากเครื่องยนต์เพื่อให้เกิดความประหยัดสูงสุด ช่วยให้ BMW X5 sDRIVE 25d มีการบริหารเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพร่วมกับระบบนำทางด้วยดาวเทียม ซึ่งสามารถเลือกเส้นทางที่ใกล้ที่สุดบน GPS ผ่านปุ่มควบคุม iDRIVE ที่แสนจะสะดวกและรวดเร็วในการเข้าโปรแกรมเพื่อทำการปรับตั้ง


X5 sDRIVE 25d ให้สัมผัสของความโฉบเฉี่ยวในแบบสปอร์ต ขณะเดียวกันมันก็ยังมีความสามารถในการลุยทางขรุขระได้ดี (ในระดับหนึ่งซึ่งไม่มากเท่ากับ X5 รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ) คุณจะรู้สึกได้ถึงความมั่นคงในขณะที่กำลังเร่งความเร็ว หรือแม้แต่การเดินทางไกลบนไฮเวย์ด้วยความเร็วคงที่ รวมถึงการเปลี่ยนทิศทางและการเบรกก็ยังเริดสะแมนแตน จากประสิทธิภาพของการกระจายน้ำหนักที่ดีเยี่ยม มีอีกหลายอย่างใน X5 ที่เย้ายวนให้พวกชอบขับรถอย่างผมลองปรับใช้ ยกตัวอย่างเช่นโหมดการขับเคลื่อนที่ต่อเนื่องจากโหมดประหยัดหรือ ECO-PRO นั่นก็คือโหมด Comfort และ Sport สำหรับโหมด Comfort คันเร่งจะคมขึ้นมาอีกนิด พวงมาลัยปรับน้ำหนักหน่วงมือขึ้นมาอีกหน่อย แต่แทบจะไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว คันเร่งที่ตอบสนองต่อการกดได้ไวขึ้น หมายความว่ามันจะช่วยทำให้คุณขับเจ้ายักษ์คันนี้ได้อย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้น โหมด Comfort คือโหมดปกติมาตรฐานพร้อมใช้งานเมื่อเริ่มติดเครื่องยนต์ ส่วนโหมดอื่น เช่น ECO-PRO และโหมด Sport คุณต้องกดสวิตช์ที่ข้างซุ้มเกียร์เพื่อเลือกการใช้งานเอาเอง แน่นอนเลยว่าทุกโหมดของการขับเคลื่อนทำให้เจ้า X5 เป็นสุดยอดแห่งเครื่องจักรกลเดินทางที่เกิดขึ้นจากมันสมองของวิศวกรชาวเยอรมัน พวงมาลัยมีน้ำหนักค่อนข้างคงที่นั่นก็คือเบาสบายมือแต่บาลานซ์การเลี้ยวได้อย่างสมดุล ระบบบังคับเลี้ยวแบบไฟฟ้ากับช่วงล่างด้านหน้าและการกระจายน้ำหนักที่ดีนำพาเจ้ายักษ์ใหญ่ตัวหนัก 2.1 ตัน ไปบนเส้นทางที่คดเคี้ยวได้อย่างเหลือกำลังลาก จังหวะที่ขับแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ มีความผ่อนคลายสบายตัวสูง ส่วนจังหวะของการเร่งความเร็วนั้น แม้จะไม่พุ่งทะยานเท่ากับ X5 รุ่นที่มีเครื่องยนต์โตกว่า แต่ก็ไม่มีคำว่าอืดอาดชักช้าโผล่มาให้เห็น กดคันเร่งสวนลงไปเต็มๆ แบบเร่งแซง ความเร็วจะไหลขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างมั่นคง จนคุณต้องยกเท้าออกจากคันเร่งเนื่องจากส่วนหน้าของรถพุ่งทะยานจนเข้าไปใกล้กับท้ายรถคันข้างหน้าอย่างรวดเร็ว การขับเร็วบน X5 sDRIVE 25d โดยเฉพาะโหมดสูงสุด หรือ Sport Mode ให้ความรู้สึกแทบจะไม่แตกต่างจากการขับแฮตช์แบคแรงๆ คันหนึ่งเลยทีเดียว


เสร็จจากการลองวิ่งทางยาวบนเพชรเกษม ผมนำเจ้า X5 รุ่นเครื่องยนต์ตัวจิ๋วแต่แจ่มแจ๋วคันนี้ลงไปวิ่งในทางขรุขระแถบปึกเตียนเพื่อลองอะไรบางอย่าง ความอเนกประสงค์ของตัวรถในด้านความสบายปรากฏขึ้นทันทีเมื่อเจ้านี่ถูกนำไปวิ่งลุยทางแบบโลกพระจันทร์ บนทางวิบากที่ไม่โหดมากจนเกินไป เจ้า X5 ก็ยังทำตัวได้น่ารักถึงแม้จะไม่มีระบบขับ 4 ล้อเหมือนรุ่นพี่ในตระกูล xDRIVE แต่แรงบิดที่ให้มาถึง 450 นิวตันเมตรในย่านรอบเครื่องต่ำแค่ 1,750 รอบต่อนาที เกียร์หลากอัตราทดที่มีมาให้ถึง 8 สปีด รวมกับช่วงล่างหนึบๆ สไตล์ BMW พร้อมล้ออัลลอยขอบ 19 นิ้ว บวกยางออฟโรดของ Goodyear รุ่น Eagle F1 SUV 4x4 ไซส์ 255/50 R 19 เป็นอุปกรณ์ที่แลกกับราคาค่าตัว 4.5 ล้านบาท มอบสภาพการณ์ที่เร้าใจ ช่วงล่างให้ความนุ่มนวลแม้จะวิ่งอยู่บนทางลูกรังที่มีผิวไม่เรียบและเต็มไปด้วยอุปสรรคพวกหลุมบ่อขนาดใหญ่ จากความสูงของแก้มยางที่เน้นความนิ่มลดอาการกระด้าง อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องการไปให้เร็วขึ้นใน X5 sDRIVE 25d เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ดีเซลเทอร์โบ ต้องรับภารกรรมหนักหน่วงเมื่อใช้รอบที่จัดจ้านขึ้น การใช้รอบสูงในเครื่องยนต์ดีเซลของ BMW เกิดขึ้นเฉพาะช่วงที่ต้องการแรงบิดมากๆ ในการเอาชนะอุปสรรคบนเส้นทางโหดๆ พื้นที่ว่างใต้ท้องรถของ X5 สามารถขับผ่านทางวิบากได้ดีจากสัดส่วนของความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องที่มากกว่ารถซีดาน ระบบควบคุมรถจากทางลาดชันเป็นเทคโนโลยีอันยอดเยี่ยมสำหรับโลกออฟโรด สามารถควบคุมความเร็วของตัวรถในแบบอัตโนมัติขณะที่ค่อยๆ ไต่ลงมาจากเนิน มันตอบสนองในแบบค่อยเป็นค่อยไปจากสัดส่วนความใหญ่โตของตัวถังและขนาดของมวลที่หนักเท่ากับรถ Mazda 2 รวมกันถึง 2 คัน


เมฆหมอกที่ถูกพัดมาจากอ่าวไทยเข้าปกคลุมพื้นที่ในแถบชะอำ-ปึกเตียนจนไม่หลงเหลือฟ้าสดใสสีครามในฤดูหนาวอีกต่อไป สภาพขมุกขมัวในเขตชะอำทำให้ผมเปลี่ยนใจเลือกเส้นทางใหม่เพื่อบันทึกภาพ โดยย้อนกลับไปหาทำเลเก็บภาพถ่ายเจ้า X5 แถวๆ อำเภอสวนผึ้ง ซึ่งเมื่อวิ่งไปถึงก็พบเจอกับท้องฟ้ามัวๆ สีซีดอีกเหมือนกัน เหลือเวลาอีกไม่มากก่อนที่ความมืดจะเริ่มมาเยือนพื้นที่ในเขตผืนป่าตะวันตก ตลอดระยะทางเกือบๆ 300 กิโลเมตรในช่วงบ่ายบนรถทดสอบ BMW New X5 ยังคงมีความสบายเนื้อสบายตัวให้ได้สัมผัส ไม่ว่าจะเป็นความนิ่มนวลของช่วงล่าง น้ำหนักที่ดีของพวงมาลัยซึ่งมีให้ทั้งความแม่นยำและการหน่วงที่ผกผันไปกับความเร็วที่ขึ้นตรงกับโหมดของการขับเคลื่อน ล้อทั้งสี่ยึดเกาะได้ดีบนทางไฮเวย์ข้ามจากวังมะนาวไปยังจังหวัดราชบุรี สภาพการควบคุมที่ดีช่วยทำให้คนที่ขับเจ้ายักษ์คันนี้รู้สึกมั่นใจจนกล้าที่จะใช้ความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ การซับแรงสะเทือนทำได้ดีเกินจากค่ามาตรฐาน เกิดจากยางและช่วงล่างที่สอดประสานทำหน้าที่ได้อย่างสุดยอด


เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ดีเซลเทอร์โบ ไม่ได้แรงจนทำให้หน้าเชิดมากจนเกินไปเมื่อออกตัวเร็วๆ จากจุดหยุดนิ่งหรือเร่งแบบฉับพลันเพื่อแซงรถช้า มันไม่ดึงหนักหน่วงเหมือนกับรุ่นพี่ xDRIVE 30d รวมถึงขณะที่ทำการเบรกเพื่อชะลอความเร็ว ช่วงล่างของเจ้า X5 sDRIVE 25d ก็ไม่ดันให้หน้ารถทิ่มมากจนเกินไป สำหรับความคล่องตัวในการบังคับควบคุมจากการลองขับทดสอบทั้งในและนอกเมืองรวมถึงบนทางแบบวิบาก เจ้า X5 sDRIVE 25d สอบผ่านแบบสบายๆ ไร้ข้อติติงใดๆ ทั้งปวง เมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ระบบช่วยทรงตัวของมันจะเข้ามาทำหน้าที่ระแวดระวังอาการใดๆ ก็ตามที่อาจทำให้เจ้านี่เกิดอาการเสียหลัก ESP หรือระบบช่วยทรงตัวที่โปรแกรมมาเพื่อความปลอดภัย จะเข้ามาจัดการกับกำลังไม่ว่าจะเป็นการลดแรงบิดที่ล้อขับเคลื่อนคู่หลังในแต่ละข้าง หรือแม้แต่สั่งเบรกแบบอัตโนมัติในล้อที่เริ่มสูญเสียการยึดเกาะ มันช่วยทำให้การทรงตัวของ SUV หรูคันนี้อยู่ในระดับหัวแถวแนวหน้า ราคา 4.5 ล้านบาท กับตัวเลขไมล์ตอนไปรับมาขับวันแรกเพียงแค่ 400 กิโลเมตรของรถทดสอบ New X5 คันนี้ พกพาความสดใหม่แบบเพิ่งถอยออกมาจากโชว์รูม ความใหม่ของมันคอยย้ำเตือนไม่ให้ผมคิดทำอะไรห่ามๆบนรถทดสอบคันนี้ เนื่องจากมีเพื่อนสื่อมวลชนอีกหลายท่านที่ยังคงเฝ้ารอขับทดสอบเจ้า X5 sDRIVE 25d อยู่เหมือนกัน ผมขับมันไปเรื่อยๆ เหมือนเจ้าของส่วนใหญ่ที่เพิ่งจะออกมาจากโชว์รูม ด้วยการขับในแบบทะนุถนอม เจ้า X5 ตอบโต้กลับด้วยความสบายที่หาตัวจับได้ยาก มันเป็นรถทดสอบอีกหนึ่งคันที่สร้างความประทับใจในช่วงต้นปีแม้จะเป็น SUV ที่มีรูปร่างอวบอ้วนใหญ่โตก็ตาม


05.45 น. เช้าวันรุ่งขึ้น ผมพบตัวเองกำลังกุมพวงมาลัยเจ้า X5 sDRIVE 25d อยู่บนทางที่จะมุ่งหน้าไปยังจังหวัดนครนายก สภาพท้องฟ้าที่เปิดโล่งแจ่มใสพร้อมกับการมาถึงของแสงแดดในช่วงเช้ามืดสาดส่องสีขาวของตัวถังจนกลายเป็นสีชมพูเมื่อต้องกับแสงอาทิตย์แรกของเช้าวันที่ 3 มกราคม 2015 มันเป็นรถที่ไม่ต้องทำความคุ้นเคยอะไรกันมากนัก มีทุกอย่างเท่าที่ SUV หรูควรจะมียกเว้นก็แต่ชุดขับเคลื่อน 4 ล้อที่แทบจะไม่มีความจำเป็นเมื่อคนรวย (มาก) ที่ซื้อรถแบบนี้ไม่เคยเอามันไปลุยหนักอยู่แล้ว ราคา 4.5 ล้านบาทที่คุณจ่ายออกไป แลกกลับคืนมาด้วยรถหรูคันโตที่มีส่วนสูงมากกว่าชาวบ้าน นั่งสบายขับไกลเป็นพันกิโลเมตรก็ไม่เกิดอาการเมื่อยขบแต่อย่างใดทั้งสิ้น ลุยทางขรุขระได้ดีแต่คงไม่มีใครทำแบบนั้นบ่อยๆ อุปกรณ์ที่ให้มาและสภาพการขับขี่ควบคุมสมราคาค่าตัว จุคนและขนของได้อย่างจุใจ จากขนาดของพื้นที่เก็บสัมภาระส่วนท้ายที่เป็นรองแค่รถกระบะ รวมถึงฝาท้ายแบบมอเตอร์ไฟฟ้าที่ช่วยให้การถือของแล้วต้องเปิดฝาท้ายไม่ใช่เรื่องยากเย็นอีกต่อไป หลังจากขับทดสอบที่แคนาดาเมื่อปีที่ผ่านมา จวบจนมาถึงการขับทดสอบในประเทศกับ X5 รุ่นเครื่องยนต์เด็กสุด ผมก็พบว่า BMW X5 ทุกรุ่นไม่ว่าจะขับสองหรือขับสี่ก็ไม่เคยทำให้รู้สึกผิดหวังเลยแม้แต่ครั้งเดียว.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้