วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
หมายจับอีก4 โกงสจล.พันล้าน

หมายจับอีก4 โกงสจล.พันล้าน

  • Share:

อดีตอธิการบดีโร่แจง ทุกขั้นตอน-โปร่งใส พิงกี้นัดเคลียร์ตำรวจ

“ถวิล พึ่งมา” อดีตอธิการบดี สจล. ควงผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายคลังเข้าให้การตำรวจกองปราบฯแล้ว ยืนยันเซ็นเบิกจ่ายเงินไปตามที่เสนอ รับสนิทกับ ผอ.คลังผู้ต้องหาเพราะต้องทำงานร่วมกัน ส่วน “ทรงกลด ศรีประสงค์” ผจก.แบงก์ ก็รู้จักดีเพราะไปทำธุรกรรมที่ธนาคาร แต่ไม่ได้สนิทสนมเป็นการส่วนตัว แต่ผู้ต้องหาคนอื่นไม่เคยรู้จักมาก่อน ด้านตำรวจพอใจผลการสอบสวนมีประโยชน์กับรูปคดีมาก แต่ต้องเอาไปสอบสวนต่อยอด ยันมีหมายจับเพิ่มแน่ ด้านการตามตัวผู้ต้องหาคนสำคัญ “กิตติศักดิ์ มัทธุจัด” ที่หลบหนีไปฮ่องกง ประสานต่างประเทศไปแล้ว แต่ยังหาไม่พบว่าอยู่จุดไหน ขณะที่พระเอกหนุ่ม “บอย-ปกรณ์” ลอยตัว ชี้แจงกรณีซื้อรถสปอร์ตหรูลัมโบร์กินีเคลียร์ ขณะที่ดาราสาว “พิงกี้-สาวิกา” ยังลูกผีลูกคน ต้องรอหาข้อมูลให้พร้อมก่อนเรียกมาสอบสวน โดยดาราสาวจะเดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นคืนวันที่ 5 ม.ค. และญาติติดต่อตำรวจจะรีบเข้าให้การ

กรณีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ส่งเจ้าหน้าที่เข้าแจ้งความกองปราบปรามว่า มีเงินกองกลางในบัญชีธนาคารหายไปกว่า 1,600 ล้านบาท เบื้องต้นตำรวจจับกุมนายทรงกลด ศรีประสงค์ อดีตผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาบิ๊กซี ศรีนครินทร์ และ น.ส.อำพร น้อยสัมฤทธิ์ ผอ.ส่วนการคลัง สจล. นายพูนศักดิ์ บุญสวัสดิ์ นายจริวัฒน์ สหพรอุดมการณ์ ส่วนอีก 4 คนยังจับไม่ได้ ประกอบด้วย นายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด นายสมพงษ์ สหพรอุดมการณ์ นางสมบัติ โสประดิษฐ์ และ น.ส.จันทร์จิรา โสประดิษฐ์ ลูกสาว แจ้งข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ ข้อหาปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม และข้อหาร่วมกันฟอกเงิน ส่วนข้อหาร่วมกันสนับสนุนเจ้าหน้าที่องค์การของรัฐกระทำการทุจริตแจ้งข้อหากับผู้ต้องหาบางคน และกำลังขยายผลดำเนินคดีผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเรียกนายถวิล พึ่งมา อดีตอธิการบดี สจล.และผู้บริหารผู้มีอำนาจเซ็นเบิกถอนเงินมาสอบสวน นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบว่า นายกิตติศักดิ์ฟอกเงินโดยการขายรถสปอร์ตหรูลัมโบร์กินีให้บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ พระเอกหนุ่มจึงเรียกตัวมาสอบสวน และยังมีประเด็นว่า พิงกี้-สาวิกา ไชยเดช ดาราสาวมีชื่อเป็นหุ้นส่วนบริษัทในเครือของนายกิตติศักดิ์ด้วย

ความคืบหน้าจากกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 ม.ค. นายถวิล พึ่งมา อดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) พร้อมด้วยนายสรรพสิทธิ์ ลิ่มนรรัตน์ อดีตผู้ช่วยอธิการบดี สจล. เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ณษ เศวตเลข รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ผกก.1 บก.ป. พ.ต.ท.พงษ์ไสว แช่มลำเจียก พงส.ผนพ.กก.1 บก.ป. เพื่อให้ปากคำคดีลักเงินกองกลางสถาบันเทคโนโลยีดังกล่าวกว่า 1,600 ล้านบาท นายถวิลกล่าวก่อนเข้าให้ปากคำว่า ตนเข้ามาให้ข้อมูลทั่วไป และเรื่องราวที่เกี่ยวกับการบริหารงานของสถาบันฯ โดยเฉพาะเรื่องเงินที่นำเข้าบัญชี ซึ่งมีการนำเข้าทุกวันแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ เงินที่ใช้ประจำวัน เงินเก็บ และส่วนที่เป็นเงินเดือน ทั้งนี้ต้องใส่รหัสในส่วนที่เป็นเงินคงคลัง ขณะที่รอบการทำบัญชีหรือดิวกับธนาคารมีทั้ง 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี แล้วแต่ธนาคารว่าที่ไหนจะให้ดอกเบี้ยสูงกว่า

นายถวิลกล่าวต่อไปว่า สำหรับหน้าที่เซ็นชื่อลงนามกับหน้าที่ตรวจสอบเรื่องการนำเงินเข้าบัญชีเป็นคนละหน้าที่กัน หน้าที่เซ็นชื่อเป็นหน้าที่ของอธิการบดีโดยตรงกับฝ่ายคลัง แต่ฝ่ายคลังจะมีหน้าที่เก็บบัญชีธนาคารและเสนอเซ็นอนุมัติ เมื่อครั้งที่ตนเป็นอธิการบดีมีหน้าที่ตรวจก่อนการเซ็นอนุมัติ เมื่อทำเรื่องมาอยู่ที่เราจะให้หรือไม่ให้ ถ้าให้ก็เซ็นอนุมัติไป เรื่องนี้เป็นปกติมาตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะการตรวจสอบจะเป็นการดำเนินการของฝ่ายตรวจสอบภายใน และฝ่ายตรวจสอบภายนอก มีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย ส่วนของการตรวจสอบดังกล่าวจะมีรายงานทุกปี ช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งอธิการบดีตรวจสอบพบว่า เงินในบัญชีธนาคารไม่ได้สูญหายตามเอกสารที่ได้ดู มีการเซ็นเบิกและนำเข้าอย่างถูกต้อง ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร เอกสารที่ปรากฏอยู่ตอนนั้นพบว่าปกติดี หากว่ามีเงินหายเนื่องจากการปลอมแปลงเอกสาร หรือว่าทำรายการทางบัญชีธนาคารปลอม อันนี้ตนไม่ทราบ

“สำหรับ น.ส.อำพร น้อยสัมฤทธิ์ ผอ.ส่วนการคลังของสถาบันฯ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาผมรู้จักดี เพราะต้องทำงานร่วมกันในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา ขณะที่นายทรงกลด ศรีประสงค์ เคยเห็นตั้งแต่ยังไม่ได้เข้ามานั่งบริหารสถาบันฯ เวลาที่เดินทางไปธนาคารก็เจอเป็นประจำ ต้องถือว่าสนิทคุ้นหน้าคุ้นตากันดี แต่ไม่ได้สนิทเป็นการส่วนตัว ส่วนบุคคลที่ตกเป็นข่าวที่เหลือ ผมยืนยันว่าไม่รู้จักใคร ส่วนกรณีการเซ็นชื่อในเอกสารเพื่อนำเงินฝากหรือถอนจากบัญชีธนาคารสมัยที่ผมเป็นอธิการบดีฯ มอบหมายให้นายสรรพสิทธิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีดูแลด้านการคลัง และฝ่าย ผอ.กองคลังมี 3 คนที่จะต้องเซ็นชื่อ 2 ใน 3 หมายความว่าฝ่ายบริหาร 1 คน ฝ่ายคลัง 1 คนจึงดำเนินการได้ แต่ระยะหลังทราบว่ามี 4 คน ก็แล้วแต่สมัยของอธิการบดีที่เข้ามาบริหาร สาเหตุที่ต้องเซ็นชื่อ 2 ใน 3 เพราะบางครั้งผู้บริหารเดินทางไปต่างประเทศจะมอบหมายให้ผู้แทนเป็นคนเซ็น” อดีตอธิการบดี สจล.กล่าว

นายถวิลกล่าวด้วยว่า ตนยืนยันได้ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นกับการลักเงินกองกลางของสถาบันฯ สามารถตรวจสอบได้ทุกอย่าง ที่ผ่านมาตนแสดงทรัพย์สินมาตลอด ทุกอย่างยินดีให้ตรวจสอบได้ทั้งหมด ตนดำรงตำแหน่งอธิการบดีอยู่เพียง 1 ปี 2 เดือนโดยประมาณ นับตั้งแต่เดือน ก.ค.55 ถึงเดือน พ.ย.56 คือโปรดเกล้าฯประมาณเดือน ก.ค. แต่เข้าดำรงตำแหน่งจริงๆก็เข้าเดือน ส.ค.แล้ว เงินคงคลังมีอยู่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท แต่ไม่ได้มียอดเคลื่อนไหวทุกปี บางปีจะนิ่ง ส่วนกรณีที่สถาบันฯ ออกนอกระบบแล้วมีรายได้เข้าสถาบันฯมากขึ้นหรือไม่ ตรงนี้เป็นเหมือนเงินต่อเงิน เพราะเวลามีเงิน เข้ามาและนำไปฝากได้เยอะก็มีดอกเบี้ยเยอะ และอยู่ที่จำนวนการขยายสถาบันฯนักศึกษามากขึ้น เงินจะเหลือคงคลังโดยเฉลี่ยปีละ 5% ที่กันไว้ จะได้เพิ่มประมาณ 5% ต่อปี

ต่อมาเวลา 15.00 น. หลังพนักงานสอบสวนกองปราบปรามสอบสวนนายถวิลกว่า 4 ชั่วโมง จึง เสร็จสิ้น นายถวิลเผยว่า เบื้องต้นไม่มีข้อมูลอะไรที่จะให้ข่าวเพิ่มเติม ตนให้ข้อมูลกระบวนการหรือ ขั้นตอนต่างๆในการเบิกถอนเงินของสถาบันฯตามที่ให้สัมภาษณ์ไปแล้ว มีหลักๆ 3 เรื่องคือ การบริหารงานระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง แต่ที่ช้าไปบ้าง เพราะมีการพิมพ์บันทึกถ้อยคำและตรวจแก้กัน อย่างไรก็ดีพนักงานสอบสวนยังไม่ได้นัดหมายให้มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม แต่ให้หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อไว้แล้วตนพร้อมให้ความร่วมมือ ที่ผ่านมาไม่ได้ระแคะระคายเจ้าหน้าที่ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบตรงนี้ เพราะมีรายงานการตรวจสอบตามปกติ ที่ผ่านมาเคยสอบถาม น.ส.อำพร ก็ไม่พบว่าเคยมีพฤติการณ์ที่จะลักเงินของสถาบันฯ ช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งอธิการบดี น.ส. อำพร ดำรงตำแหน่ง ผอ.ส่วนการคลังของสถาบันฯแล้ว มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ส่วนกรณีการเบิกถอนเงินออกมาซื้อแคชเชียร์เช็คเพื่อนำไปเข้าบัญชีธนาคารอีกแห่ง ตนจำรายละเอียดไม่ได้เพราะพ้นตำแหน่งมาปีกว่าแล้ว ตรงนี้ยังไม่ได้คุยรายละเอียดกับพนักงานสอบสวน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเปรียบเทียบลายเซ็นกับเอกสารที่ตำรวจตรวจยึดไว้หรือไม่ นายถวิลกล่าวว่า ยังไม่มีการเซ็นเปรียบเทียบ และเอกสารต่างๆตนยังไม่เห็นว่ามีอะไรบ้าง ส่วนจะเคยเซ็นชื่อไปในเอกสารเกี่ยวกับการเงินมากแค่ไหนตนไม่แน่ใจ เพราะ ยังไม่เห็นรายละเอียด แต่ช่วงที่ดำรงตำแหน่งจำได้ว่ามีเอกสารหลายประเภทที่ต้องเซ็นชื่อลงนามทุกวัน ส่วนเอกสารที่เกี่ยวกับเงินคงคลังจำไม่ได้ว่าเซ็นไปมากเท่าไหร่ คงต้องให้ผู้บริหารชุดปัจจุบันทำรายการต่างๆออกมาให้ แต่เงินที่นำไปฝากแต่ละครั้ง จำได้ว่า มีจำนวนเยอะเป็นสิบล้านเพื่อเอาดอกเบี้ยที่สูงกว่า การเบิกถอนเงินเพื่อนำไปเข้าบัญชีธนาคารแห่งใหม่ที่ได้ดอกเบี้ยสูงกว่า ผู้ที่มีอำนาจพิจารณาจะต้องร่วมรับทราบและให้ความเห็นชอบด้วย สำหรับเงินที่สูญหายไปตนก็รู้สึกเสียดาย แต่ยืนยันว่าช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งตรวจสอบตามเอกสารแล้ว แต่ไม่พบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นจึงลงนามไป ต้องขอเรียน ให้เข้าใจว่า เงินคงคลังเป็นเงินที่จะเบิกจ่ายเมื่อมีกรณีฉุกเฉิน หรือเพื่อนำมาใช้ทำประโยชน์ให้กับสถาบันฯ ส่วนเงินที่จะเบิกออกมาไม่ได้จำกัดวงเงินแล้วแต่เงื่อนไข

ด้าน พ.ต.อ.ณษ เศวตเลข รอง ผบก.ป. กล่าว ว่า หลังจากนายถวิลและนายสรรพสิทธิ์เข้าให้รายละเอียดเกี่ยวกับหน้าที่การเซ็นเบิกถอนเงินของ สจล. ช่วงที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ถือว่าเป็นประโยชน์มาก แต่มีบางประเด็นที่ยังไม่เคลียร์แต่น่าพอใจระดับหนึ่ง ทั้งนี้ยังต้องสอบเจ้าหน้าที่อีกหลายคนว่าจะเกี่ยวข้องกับใครบ้างยังไม่สรุป ต้องรอตรวจสอบทั้งเอกสารและพยาน ส่วนจะมีหมายจับเพิ่มหรือไม่นั้น มีแน่ แต่ยังขาดเอกสารต่างๆที่นำมาประกอบสำนวน วันนี้สั่งการพนักงานสอบสวนไปหมดแล้วว่าให้ทำอะไรบ้าง เพื่อความรวดเร็วการดำเนินการขั้นตอนต่อไป

ส่วนกรณีนายปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ หรือ “บอย-ปกรณ์” ที่ซื้อรถหรูยี่ห้อลัมโบร์กินี จากนายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด หนึ่งในผู้ต้องหา เข้าให้ข้อมูลพนักงานสอบสวนแล้ว พ.ต.อ.ณษกล่าวว่า ตรวจสอบเอกสารการซื้อขายรถแล้วไม่พบความผิดปกติ เอกสารแสดงการซื้อขายถูกต้อง รวมทั้งชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆเกี่ยวกับที่มาที่ไปของเงินที่นำมาซื้อรถ จึงเชื่อได้ว่าซื้อขายกันตามปกติ ไม่มีส่วนเกี่ยวกับคดีลักทรัพย์เงิน สจล. ส่วนกรณี น.ส.สาวิกา ไชยเดช หรือ “พิงกี้” ที่พบว่ามีชื่อเป็นหุ้นส่วน 1 ใน 7 บริษัทในเครือของ นายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด ผู้ต้องหาในคดี ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดว่า น.ส.สาวิกามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีด้วยหรือไม่ คาดว่าใช้เวลาอีก ระยะ เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเป็นเพียงหุ้นส่วนทางธุรกิจ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและดึงดูดลูกค้าให้ธุรกิจของนายกิตติศักดิ์เท่านั้น แต่จะเรียก น.ส. สาวิกาเข้าให้ปากคำหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักงานสอบสวน

พ.ต.ท.พงษ์ไสว แช่มลำเจียก พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ กก.1 บก.ป. เผยว่า หลังจากนี้จะประสานขอหนังสือแสดงรายการธุรกรรมทางการเงินจากธนาคารที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาตรวจสอบการเบิกถอนเงินของ สจล. ขณะนี้มอบหมายให้พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เร่งรัดตรวจสอบข้อมูลและไฟล์งานต่างๆในคอมพิวเตอร์ที่ตรวจยึดไว้เพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม รวมทั้งตรวจสอบเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะระเบียบข้อบังคับการบริหารเงินและทรัพย์สินของ สจล. ระหว่างปี 2555-2557 ที่ พบว่า เงินกองกลางสูญหายไป ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญทางคดี เพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับระเบียบหลักเกณฑ์การดำเนินการของ สจล. ส่วนการติดตามตัวผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอีก 4 คน ได้ประสานฝ่ายสืบสวนเร่งรัดจับกุมแล้ว สำหรับ รศ.ดร.กิตติ ตีรเศรษฐ อดีตอธิการบดี สจล.และ ผศ.สมศักดิ์ คูหาสวรรค์เวช อดีตผู้ช่วยอธิการบดีที่ดำรงตำแหน่งสมัยเดียวกันเมื่อปี 2555 พนักงานสอบสวนจะประสานเชิญตัวมาให้ปากคำภายหลัง แต่ยังไม่ได้ระบุว่าจะนัดหมายให้เข้าพบวันไหน

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับรายงานจากพนักงานสอบสวน บก.ป. อยู่ระหว่างตรวจสอบเส้นทางการนำเงินไปซื้อของ บางส่วนนำไปซื้อรถยนต์หรูแล้วนำไปขายต่อ ซึ่งเป็นวิธีการเปลี่ยนเงินเป็นของและเปลี่ยนของเป็นเงินสด ผู้ที่ซื้อของไปยังไม่พบความผิดปกติ ดังนั้น ผู้ซื้อจึงไม่น่าจะรู้เรื่อง การกระทำดังกล่าวเป็นขบวนการฟอกเงินอย่างหนึ่งเพื่อให้เงินออกนอกระบบ จากกรณีดังกล่าวไม่พบหลักฐานว่า นายปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ หรือบอย กระทำผิด เป็นเพียงลูกค้ารายหนึ่งที่มาซื้อรถเท่านั้น ส่วนประเด็นที่ราคารถยนต์ลดลงเป็นจำนวนมากยังมองว่าเป็นเรื่องปกติของรถยนต์หรู เมื่อซื้อเป็นมือสองราคาจะตกลงมาก จึงไม่พบความผิดปกติเรื่องราคา

“ส่วนกรณี น.ส.สาวิกา ไชยเดช หรือพิงกี้ ยังอยู่ในขั้นตอนการขยายผล ขออนุญาตไม่เปิดเผยตรงนี้ เนื่องจากแค่ปรากฏชื่อเพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถสรุปอะไรได้ เท่าที่ได้รับรายงาน น.ส.สาวิกา ประสานกับพนักงานสอบสวนอยู่ ส่วนบริษัทของนายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด อายัดไว้หมดแล้ว รวมถึงของทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และยังตรวจสอบพบว่า ยังมีอีกหลายคนที่เข้าข่าย ทั้งผู้นำเงินออกไปกระจายและผู้ที่มีอำนาจในการอนุมัติเบิกจ่ายเงินของ สจล. แต่ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐาน ต้องใช้เวลาอีกสักระยะ ไม่สามารถจะสรุปได้ง่าย จำนวนเงินที่ยังอยู่ในรูปเงินสดเหลืออยู่น้อยมาก ที่อายัดบัญชีไว้ได้เหลือไม่ถึง 100 ล้านบาท ส่วนผู้ต้องหาที่หลบหนีไปยังฮ่องกงได้ประสานงานระหว่างประเทศไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ความชัดเจนว่าอยู่ตรงส่วนไหนในฮ่องกง” พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกองปราบปรามด้วยว่า ญาติของพิงกี้-สาวิกา ไชยเดช ดาราสาวติดต่อแจ้งกับพนักงานสอบสวนว่า พิงกี้จะเดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นถึงประเทศไทยคืนวันที่ 5 ม.ค.นี้ และญาติจะรีบพาเข้าพบพนักงานสอบสวนโดยเร็วที่สุด เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งโกงเงิน สจล.

พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รรท.ผบก.ป.กล่าวว่า สำหรับวันนี้หลังจากนายถวิล พึ่งมา และนายสรรพสิทธิ์ ลิ่มนรรัตน์ เข้าให้ถ้อยคำรายละเอียดกับพนักงานสอบสวนกองปราบในช่วงที่ดำรงตำแหน่งอยู่ พบว่าไม่ค่อยให้การเป็นประโยชน์เท่าที่ควร พนักงานสอบสวนต้องตรวจสอบหาเอกสารหลักฐานอื่นๆ เพื่อมาประกอบอีกที ส่วนในวันพรุ่งนี้ (6 ม.ค.) พนักงานสอบสวนกำลังเร่งสรุปสำนวนเพื่อจะขอศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้เพิ่มอีก 4 คน หลังจากตรวจสอบเส้นทางการเงินแล้วพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาแก๊งนี้ สำหรับพิงกี้-สาวิกา ไชยเดช ที่มีชื่อปรากฏว่าเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทของนายกิตติศักดิ์ ขณะนี้ญาติติดต่อมาว่า ขณะนี้พิงกี้อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นเดินทางไปเมื่อประมาณวันที่ 20 ธ.ค.57 จะเดินทางกลับมาวันที่ 6 ม.ค. จากนั้นจะเข้าให้ปากคำพนักงานสอบสวนเรื่องการที่เข้าไปเป็นหุ้นส่วนบริษัทของนายกิตติศักดิ์วันที่ 7 ม.ค.ทันที

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้