วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ล้างบาง'นครบาล' น.1เด้ง 14รองผบก.59ผกก.

ล้างบาง'นครบาล' น.1เด้ง 14รองผบก.59ผกก.

  • Share:

รวม73นาย-เซ่นพิษป้าย38คน สอบสวนกลางแจมย้ายอีก50 เด็กเส้น-เด็กนายเสียบแทน

ผบช.น.สรุปตัวเลขมี ผกก.ถูกย้ายเพราะพิษป้ายโฆษณา 38 นาย บอกลูกน้องให้ทำงานต่อไป อย่าเสียขวัญทุกอย่างเป็นไปตามกติกา ผิดก็คือผิด ด้าน พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร.ระบุเกือบทั้งหมดเป็นที่ราชพัสดุ กรมธนารักษ์แนะให้จ่ายค่าเช่าย้อนหลัง พร้อมรวบรวมเอกสารทั้งหมดเกี่ยวกับป้ายให้ สตช.เพื่อขออนุญาตอย่างถูกต้อง ลือหึ่งเหตุครั้งนี้เพราะต้องการสนองนโยบายการเมืองที่ต้องการเปิดตำแหน่งให้เด็กในคาถามาคุมพื้นที่ทำเลทอง ส่วนนายตำรวจที่พัวพันรวมตัวทำหนังสือขอความเป็นธรรมกับ ก.ตร. ให้ชะลอการแต่งตั้งโยกย้ายเนื่องจากยังไม่ได้ข้อยุติในทิศทางเดียวกันหลายๆด้าน

กรณี ผบช.น.เสนอย้ายนายตำรวจระดับ ผกก.สังกัด บช.น.ลอตใหญ่ ที่พัวพันคดีป้ายโฆษณาติดตั้งบนป้อมจราจรออกนอกหน่วย โดยบางรายขอเออร์ลี่รีไทร์ก่อนเกษียณ ที่เหลือรวมตัวเตรียมยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับ ก.ตร. เนื่องจากบางรายเข้าข่ายความผิดเดียวกันแต่วิ่งเต้นล็อบบี้จนสามารถยุติเรื่องไม่ต้องถูกโยกย้าย

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 5 ม.ค. พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. กล่าวถึงการโยกย้ายนายตำรวจในสังกัดที่พัวพันกับกรณีดังกล่าวออกนอกหน่วย โดยมีจำนวนถึง 67 สน. จาก 88 สน. ว่าเบื้องต้นได้ให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ถูกคณะกรรมการสอบสวน โดยดำเนินการตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 88/2557 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยตำรวจแห่งชาติ โดยให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจพิจารณา ไม่ทราบมาก่อนว่ามีนายตำรวจในสังกัด บช.น. ไปร้องทุกข์ กับ ผบ.ตร. และไม่ทราบว่าทำไมนายตำรวจที่ร้องเรียน รู้ได้อย่างไรว่าจะถูกโยกย้าย เพราะคำสั่งแต่งตั้งยังไม่ออก

พล.ต.ท.ศรีวราห์กล่าวต่ออีกว่า ด้านผลตรวจ สอบการกระทำผิดเกี่ยวกับป้ายโฆษณา พบมี ผกก.ไม่ได้สมัครใจย้าย 38 นาย ขณะนี้ ผบ.ตร.ยังไม่ ได้เชิญไปชี้แจงกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด แต่ส่งหนังสือให้ทบทวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงบางรายเท่านั้น ไม่มีนายตำรวจระดับ ผกก. สังกัด บช.น.ถูกย้าย 60 กว่านาย ตามที่เป็นข่าว ถ้าถูกย้ายทั้งหมด 60 กว่านายและเป็นความผิดเกี่ยวกับป้ายโฆษณาทั้งหมด ถือว่าเป็นเรื่องเท็จ ยืนยันว่าทำตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 88/2557 และกฎระเบียบที่ตั้งไว้ การกระทำดังกล่าวเป็นการทำให้รัฐเสียหายปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ต้องดำเนินคดีทั้งอาญาและแพ่ง รวมทั้งลงโทษทางวินัย

กรณีที่มี ผกก.เออร์ลี่รีไทร์นั้น พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวว่า มี 2 ราย คือ พ.ต.อ.เชวงศักดิ์ สินสูงสุด ผกก.สน.สายไหม ที่มีอาการป่วย โดย พล.ต.ต.ก่อเกียรติ วงศ์สุเมธ ผบก.น.2 ชี้แจงว่า ประสบอุบัติเหตุจากรถชน ทำงานไม่ไหว เมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้วจึงขอลาออก อีกรายจะเกษียณอยู่แล้วจึงขอลาออกไปทำธุรกิจ ไม่ใช่การเปิดทางให้ตำแหน่งว่างแต่อย่างใด ใครจะฟ้องร้องก็เป็นไปตามสิทธิ์ กรณีเรื่องการติดตั้งป้ายโฆษณาถือเป็นการกระทำความผิดทางอาญา ถ้าไม่ดำเนินการก็ถือว่าจะมีความผิดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วย

“ขอนายตำรวจทุกนายทำงานไปตามหน้าที่ ผู้บังคับบัญชาไม่คิดจะเอาเป็นเอาตาย ขอให้ทำงานต่อไป อย่าเอาเรื่องที่ไม่เรียบร้อยต่อบ้านเมือง มาอ้างเป็นเหตุให้เสียขวัญกำลังใจ ถ้ารัฐเสียหายมีความผิดอาญาต้องดำเนินการ เพราะเป็นเรื่องไม่ถูกต้องมีความกังวลบ้าง แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกติกาบ้านเมือง เจ้าหน้าที่รัฐจะมาหาผลประโยชน์ไม่ได้ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ผิดก็คือผิด” ผบช.น. กล่าว

มีรายงานว่า ผบช.น.มีเอกสารชี้แจงสรุปจำนวนรอง ผบก. และ ผกก. ที่โดนโยกออกนอกหน่วยทั้งหมด 73 นาย ประกอบด้วย นายตำรวจระดับรอง ผบก. 14 นาย ไม่สมัครใจย้ายมี 7 นาย และสมัครใจย้าย 7 นาย ระดับ ผกก.โยกย้ายออกนอกหน่วย 59 นาย ไม่สมัครใจย้าย 44 นาย และสมัครใจย้าย 15 นาย แบ่งเป็นกรณีป้ายโฆษณา 38 นาย ถูกตั้งกรรมการเรื่องบ่อนการพนัน 1 นาย กรณีทหารรายงานความมั่นคง 1 นาย บกพร่องงานรับเสด็จ 2 นาย กรณีสถานบริการถูกจับกุม 1 นาย และจับกุมการค้าน้ำมันเถื่อน 1 นาย

นอกจากนี้ ยังมีเอกสารสรุปคดีระบุว่า คดีนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค. 56 โดย ผบช.น.สมัยนั้นได้ลงนามทำสัญญากับบริษัทป้ายโฆษณาทำสัญญาเอาไว้ปีแรกจำนวน 4 ล้านบาท โดยนำเงินเข้ากองทุนเงินช่วยเหลือข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ต่อมาในปี 57 ได้อนุมัติให้รับเงินจำนวนงวดละ 600,000 บาท 2 งวด รวมเป็นเงิน 1.2 ล้านบาท กระทั่งมาถึง พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิ-พราหมณกุล ดำรงตำแหน่ง ผบช.น. ไม่ยินยอมรับเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมสั่งตรวจสอบว่ามีการขออนุญาตในการดำเนินการหรือไม่ เป็นเหตุให้มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงพิจารณาโทษความผิดวินัยร้ายแรงนายตำรวจระดับ ผกก. 38 นาย ส่วนกรณีความผิดฐานอื่นนั้น นายตำรวจที่เกี่ยวข้องถูกเสนอย้ายออกนอกสังกัด บช.น.แล้ว โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้พิจารณา สำหรับป้ายโฆษณามีทั้งหมด 73 ป้าย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ บช.น.ลงนามสัญญาติดตั้งป้าย 19 แห่ง กลุ่มที่ สน.ลงนามทำสัญญาติดตั้งป้าย 12 แห่ง และไม่ทำสัญญาโดยไม่ทราบที่มาในการติดตั้งป้าย 19 แห่ง ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศป้อมจราจรตามแยกต่างๆ ใน กทม. บางแห่งยังเปิดใช้ป้ายโฆษณากันตามปกติ เหมือนกับไม่มีข้อพิพาทในเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยกันในระดับผู้บังคับ-บัญชาระดับสูงของ ตร.ว่าเหตุครั้งนี้มาจากความ ต้องการของฝ่ายการเมืองที่ต้องการให้เปิดตำแหน่งลอตใหญ่ในพื้นที่สำคัญๆ ของเมืองหลวง เพื่อที่ให้นายตำรวจสายตรงเข้ามาดำรงตำแหน่งแทนที่แบบยกกระบิ

ด้าน พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร.ในฐานะคณะกรรมการการกำหนดนโยบายการใช้อาคาร สถานที่ และที่ดินของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องป้ายโฆษณาบนป้อมจราจรว่าหลังจากได้มีการยื่นหนังสือถึงกรมธนารักษ์เพื่อสอบถามในกรณีนี้ กรมธนารักษ์ตอบยืนยันกลับว่า ป้ายโฆษณาส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด ที่มีรั้วรอบขอบชิดเป็นที่ของราชพัสดุอย่างแน่นอน อีกส่วนที่เหลือเป็นที่เอกชน เบื้องต้นกรมธนารักษ์แนะนำให้ดำเนินการให้ถูกต้อง อาจต้องตรวจสอบว่ากระทำการมากี่ปีแล้ว และดำเนินการจ่ายค่าเช่าย้อนหลัง ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่าป้ายใดอยู่ในพื้นที่ สน.ใด พร้อมทำรายงานแจ้งกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่ามีบริษัทใดบ้างที่ทำป้ายโฆษณาให้กับ สน.ต่างๆ เพื่อขออนุญาตให้ถูกต้อง โดยก่อนหน้านี้การจัดทำป้ายโฆษณาบนป้อมจราจรนั้น ไม่เคยมีการยื่นหนังสือขอความเห็นชอบผ่านสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาก่อนเลย
“ส่วนใหญ่เป็นการทำสัญญาโดยตรงระหว่างผกก.สน.ในพื้นที่กับบริษัทที่ต้องการทำป้ายโฆษณาโดยตรง อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวจะมีการประชุมกันอีกครั้งในเวลา 09.30 น. วันที่ 6 ม.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป” พล.ต.อ.พงศพัศกล่าว

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในวันที่ 7 ม.ค.มีการนัดประชุม ก.ตร.วาระการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในระดับรอง ผบก.ถึง ผกก. โดยในส่วนของ บช.ก.เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยืนยันว่ามีการโยกย้ายมากมายหลายตำแหน่งอย่างที่เป็นข่าว ระดับ ผกก.มีประมาณ 50 นาย ถูกย้ายในเรื่องการกระทำผิด แต่จะมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนภายในบช.น.ด้วย ทุกอย่างลงตัว เน้นคนที่เคยทำงาน มีความสามารถเข้ามาทำงานในหน่วยได้ การโยกย้ายครั้งนี้ไม่มีปัญหาเพราะ 80 เปอร์เซ็นต์ โยกย้ายด้วยความสมัครใจ ส่วนการโยกย้ายใน บช.น. มีหลายสาเหตุ ไม่ใช่เรื่องป้ายโฆษณาเพียงอย่างเดียว การย้ายคนไม่มีความผิดคงทำไม่ได้แน่ เพราะมีขั้นตอนการต่อสู้ร้องเรียนอยู่ การที่ ผบช.น.จะนำบุคคลที่มีความถนัดในงานเข้ามาอาจมีบ้าง แต่ไม่ได้เยอะอย่างที่เข้าใจ อาจมีแค่ 1-2 คน ให้ดูการแต่งตั้งขณะนี้ยังไม่สิ้นสุด ต้องเสนอที่ประชุม ก.ตร.และอาจเปลี่ยนแปลงได้

วันเดียวกัน มีกลุ่มนายตำรวจที่พัวพันกับคดีความผิดป้ายโฆษณาในสังกัด บช.น. จัดทำเอกสาร 2 แผ่น เตรียมยื่นขอความเป็นธรรมต่อ ก.ตร. ในวันที่ 7 ม.ค. ที่จะมีการพิจารณาบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายระดับรอง ผบก.-ผกก. กรณีถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา 78 (1) (2) (9) และ (15) แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 โดยในเอกสารว่า กรณีการสร้างป้อมจราจรและป้ายผู้มีอุปการคุณสนับสนุนดังกล่าว ในพื้นที่ บช.ภ.1-9 ตำรวจทางหลวง ตำรวจท่องเที่ยว ก็มีติดตั้ง แต่มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงใน บช.น.เท่านั้น ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ ไม่มีมาตรฐานในการลงทัณฑ์ เนื่องจากกรรมการของแต่ละส่วนในทั้งระดับ บก.น. และ บช.น. มีความเห็นต่างในความผิดฐานเดียวกัน โดยบาง บก.น.ยุติเรื่อง ลงโทษการกักยาม และภาคทัณฑ์ และเมื่อเสนอไปยัง บช.น. ยังไม่ได้มีข้อยุติพิจารณาโทษไปในทางเดียวกัน

นอกจากนี้ กรณีการปรับย้ายผู้ดำรงตำแหน่งสุดท้ายไม่ครบ 2 ปี ทั้งในและนอกหน่วย บช.น. ขอยกเว้นหลักเกณฑ์ไปยัง ตร. โดยมีหมายเหตุว่าทำให้เกิดความเสียหายสมควรปรับย้ายและมีการปรับย้ายโดยไม่รอผลจากคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าว รวมทั้งไม่รอฟังผลการอุทธรณ์กลับมาประกอบการพิจารณา โดย บช.น.พยายามเร่งรัดผลการดำเนินการทางวินัยไปยังแต่ละ บก.น. ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งเล็งเห็นผลหรือประสงค์ต่อผลให้ทันวาระแต่งตั้งประจำปีนี้ จึงขอให้ชะลอการแต่งตั้งโยกย้ายจนกว่าจะทราบผลการพิจารณาของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง พร้อมกับให้เอากรณีการติดตั้งป้ายโฆษณาดังกล่าวมาพิจารณาในทุกกองบัญชาการและขอสงวนสิทธิ์การฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้