ข่าว
100 year

ก่อนวิกฤติประปาเค็มซ้ำรอย จัดระเบียบใช้น้ำเจ้าพระยา-แม่กลอง

ทีมข่าวเศรษฐกิจ6 ม.ค. 2558 06:01 น.
SHARE

“กรมชล” คาดปัญหาน้ำประปาเค็มในปีนี้จะไม่เกิดขึ้นซ้ำรอยกับปีที่ผ่านมา แม้เป็นปีที่น้ำในเขื่อนมีน้อย เหตุพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งเป็นตัวแย่งน้ำจืดในปีนี้มีประมาณ 2.3 ล้านไร่ น้อยกว่าปีที่ผ่านมาซึ่งมีมากถึง 9.5 ล้านไร่ ชี้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) งดจ่ายเงินชดเชยชาวนาที่ฝ่าฝืน ประกาศห้ามปลูกข้าวในลุ่มเจ้าพระยาและ ลุ่มแม่กลอง เป็นกุญแจสำคัญ คุมพื้นที่นาปรังอยู่หมัด

นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา กรมชลประทาน กล่าวว่า ในเดือน ก.พ.2557 เกิดเหตุการณ์น้ำประปาในเขตกรุงเทพฯเค็ม เพราะน้ำจืดในแม่น้ำเจ้าพระยามีน้อยเกินไป ทำให้น้ำทะเลรุกล้ำจากปลายแม่น้ำเข้ามาถึงปากคลองสำแล ซึ่งเป็นจุดสูบน้ำดิบเข้าสู่ระบบประปา นั่นเป็นที่มาของการเกิดปัญหาน้ำประปาเค็ม

ข้อเท็จจริงทางสภาพภูมิศาสตร์ของระบบแม่น้ำเจ้าพระยาแบ่งง่ายๆ ได้แก่ ตอนบน ประกอบด้วย แม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน มีเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ เป็นแหล่งเก็บน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุด และสำคัญที่สุด

ตอนกลางของแม่น้ำ เริ่มตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ ที่แม่น้ำ 4 สายไหลรวมกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ทอดยาวลงมีระบบชลประทาน ฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา ระบบชลประทานนี้เองเป็นตัวดักน้ำจืดออกไปสองข้างทาง เพื่อให้เกษตรกรใช้ทำนา บริเวณนี้จึงเป็นพื้นที่ทำนาที่หนาแน่นที่สุด เป็นจุดที่ดึงน้ำออกจากแม่น้ำเจ้าพระยามากที่สุด

ถัดลงมาจากระบบชลประทานฝั่งซ้าย-ขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา จึงจะมาถึงปากคลองสำแล จ.ปทุมธานี ที่เป็นจุดสูบน้ำดิบเข้าไปผลิตเป็นน้ำประปาหล่อเลี้ยงกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก

น้ำที่ระบายจากเขื่อนทางภาคเหนือลงมา จะเหลือมาถึงระบบน้ำประปามากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่การปลูกข้าวในช่วงฤดูแล้ง หรือข้าวนาปรัง มีมากน้อยเพียงใด ถ้าปีใดมีการทำนาในฤดูแล้ง หรือปลูกข้าวนาปรังมาก ก็ต้องมีการใช้น้ำชลประทานมาก น้ำที่เหลือมาถึงระบบสูบน้ำประปาก็จะมีน้อย

นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำประปาเค็มในช่วงเดือน ก.พ.2557 เพราะในปีนั้น รัฐยังมีนโยบายจูงใจราคาข้าว จึงมีส่วนทำให้ชาวนาปลูกข้าวนาปรังมากถึง 9.5 ล้านไร่ จากแผนการจัดสรรน้ำที่กำหนดไว้ว่าจะทำนาได้ประมาณ 4.7 ล้านไร่

นายสุเทพกล่าวว่า สำหรับปี 2558 เป็นปีที่กรมชลฯพบว่าปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนต่างๆมีไม่มาก เพราะภาพรวมของสภาพภูมิอากาศเป็น ปีแล้ง จึงได้มีการออกประกาศห้ามชาวนาในเขตลุ่มเจ้าพระยาและลุ่ม น้ำแม่กลอง รวม 26 จังหวัด งดปลูกข้าวนาปรัง
สาเหตุที่ต้องออกประกาศงดปลูกนาปรัง มาจาก 2 ประการ สาเหตุ แรกสำคัญที่สุด คือ ต้องสำรองน้ำที่มีอยู่ในช่วงหน้าแล้ง เพื่อเก็บไว้ส่งให้ชาวนาเริ่มต้นปลูกข้าวได้พร้อมกันในช่วงเริ่มต้นฤดูฝน เพราะถ้าปลูกข้าวพร้อมกัน ก็จะเก็บเกี่ยวได้พร้อมกัน พอดี เมื่อถึงหน้าฝนน้ำหลาก จะได้บรรเทาปัญหาคนที่เกี่ยวข้าวหนีน้ำไม่ทัน

ส่วนสาเหตุที่สอง คือ ป้องกันปัญหาระบบนิเวศในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะปัญหาน้ำจืดไม่เพียงพอ จนถูกน้ำทะเลรุกล้ำเข้ามามาก เกิดปัญหาน้ำเจ้าพระยามีค่าความเค็มเกินมาตรการ ผลที่ตามมาก็อย่างที่เห็นในช่วงต้นปี 2557 คือ น้ำประปาฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯเค็ม การเลี้ยงปลาในกระชังริมแม่น้ำเสียหาย การเพาะปลูกพืชผักพืชไร่ ซึ่งโดยปกติทนความเค็มไม่ได้ก็เสียหายไปด้วยยังดีที่สถานการณ์ไม่รุนแรงไปมากจนกระทบกับภาคอุตสาหกรรม และการแพทย์

นายสุเทพกล่าวว่า ล่าสุด ข้อมูล ณ วันที่ 19 ธ.ค.2557 พบว่าในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเพาะปลูกข้าวในฤดูแล้ง รวมประมาณ 3.2 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปีที่ปลูกคาบเกี่ยวมาถึงช่วงหน้าแล้ง ยังไม่ทันได้เก็บเกี่ยวประมาณ 880,000 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นข้าวเบาอายุสั้นไม่เกิน 90 วัน เก็บเกี่ยวเร็วและไม่ต้องการใช้น้ำจากเขื่อน

อีกส่วนหนึ่ง 2.35 ล้านไร่ เป็นข้าวนาปรังที่ชาวนาฝ่าฝืนประกาศห้ามของกรมชลฯ ส่วนนี้เองเป็นพื้นที่ที่จะแย่งน้ำจืดในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะต้องเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงเองหากข้าวยืนต้นตายเพราะขาดน้ำ เนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติออกมาแล้ว จะไม่จ่ายเงินช่วยเหลือให้กับชาวนาที่ฝ่าฝืนประกาศงดปลูกข้าวนาปรัง

“ในปีนี้กรมชลฯพยายามวางแผนการจัดสรรน้ำให้รัดกุมที่สุด โดยจะปิดระบบชลประทานฝั่งซ้าย-ขวา ของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตลอดฤดูแล้งนี้ เพื่อควบคุมน้ำจืดให้อยู่ในลำน้ำเจ้าพระยา ป้องกันปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ และน้ำประปามีรสเค็ม ผมประสานงานกับการประปาส่วนภูมิภาคและการประปานครหลวงโดยตลอด มีการตั้งกลุ่มสนทนาบนแอพพลิเคชั่นไลน์ (LINE) ระหว่างผู้บริหารน้ำ ทำให้ทราบว่าการประปาได้สำรองน้ำดิบคุณภาพตามมาตรฐาน เพื่อผลิตน้ำประปาให้แก่ประชาชนอยู่ตลอด”

ทั้งนี้ สถานการณ์การใช้น้ำในลุ่มเจ้าพระยาล่าสุด มีปริมาณน้ำใช้การได้ตลอดฤดูแล้งปีนี้ทั้งสิ้นประมาณ 2,900 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ใช้น้ำไปแล้วประมาณ 753 ล้าน ลบ.ม. หรือประมาณ 26% ของปริมาณน้ำใช้การได้ตลอดฤดูแล้ง ถือว่ายังใช้น้ำตามแผนที่วางไว้ เมื่อเทียบกับหน้าแล้งที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 4 เดือน หรือสิ้นสุดเดือน เม.ย.นี้ แต่ก็ยังต้องเฝ้าระวัง เพราะกลางเดือน เม.ย.เป็นช่วงที่แล้งจัด แล้งที่สุดของปี

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์น้ำว่าจะเกิดปัญหาน้ำประปาเค็มได้ง่ายๆ คือ ให้ดูตัวเลขปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานีวัดน้ำเจ้าพระยาที่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา จะต้องมีอัตราการไหลอยู่ที่ 80-100 ลบ.ม.ต่อวินาที ถ้าอัตราการไหลต่ำกว่านี้ ก็เสี่ยงที่จะเกิดปัญหาน้ำประปาเค็มซ้ำรอบปีที่ผ่านมาได้

“อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำที่เราเป็นอยู่นี้ ถ้าพื้นที่การปลูกข้าวนาปรังในลุ่มเจ้าพระยาไม่ขยายตัวเพิ่มเติมมากจนเกินไป เชื่อว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ซึ่งน่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะโชคดีที่เราได้นโยบายในการจัดการน้ำที่สำคัญที่สุดจากรัฐบาล คือ การประกาศไม่จ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาที่ฝ่าฝืนปลูกข้าวนาปรัง”.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สุเทพ น้อยไพโรจน์ปัญหาน้ำประปาเค็มนาปรังปลูกข้าวน้ำจืดเจ้าพระยาแม่กลอง

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED

คุณอาจสนใจข่าวนี้