ข่าว
100 year

ปฏิรูปด้วยการเลือกตั้งสองชั้น

ลม เปลี่ยนทิศ6 ม.ค. 2558 05:01 น.
SHARE

ประเด็นหนึ่งที่ผมยังไม่ได้ยิน สภาปฏิรูปแห่งชาติ และ คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ พูดถึงเลยก็คือ การปฏิรูปการเลือกตั้ง เพื่อใช้กระบวนการเลือกตั้งในการ กลั่นกรองนักการเมืองดีเข้าสู่อำนาจ มีแต่พูดกันเรื่อง ส.ส.แบบสัดส่วน ส.ว.แบบสรรหา ล้วนเป็นแนวทางแบบเก่าๆที่ไม่ใช่แนวทางประชาธิปไตยที่ดีและโปร่งใสทั้งสิ้น

แล้วแบบนี้จะเรียกว่า การปฏิรูปประเทศ ได้อย่างไร

ผมเคยเขียนในคอลัมน์นี้หลายครั้ง ปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย ก็คือ ระบบการเลือกตั้งที่เปิดช่องให้คนไม่ดีเข้าสู่การเมืองง่ายเกินไป จนกลายเป็นการ กีดกันคนดีเข้าสู่การเมือง หรือ ทำให้คนดีต้องกลายเป็นคนไม่ดีเพื่อจะได้เข้าสู่การเมือง ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ทำให้บ้านเมืองฉิบหายทั้งสิ้น และนำการเมืองไทยเข้าสู่ระบอบ “เผด็จการรัฐสภา” กลายเป็น “ประชาธิปไตยปลอม” ส.ส.ต้องทำตามคำสั่งพรรคทุกเรื่อง แม้เรื่องทุจริตผิดกฎหมายก็ตาม แล้วก็นำไปสู่ การทุจริตเชิงนโยบาย แบบครบวงจร

ผมพยายามเสนอแนวทางที่ เปิดโอกาสให้คนดีเข้าสู่การเมือง ด้วยการ “ปฏิรูปการเลือกตั้ง” เพื่อเปิดโอกาสให้คนดีเข้าไปมีอำนาจบริหารประเทศ และ ป้องกันคนไม่ดีไม่ให้เข้าสู่อำนาจง่ายเกินไป ตามพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมคิดว่า คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ควรจะปฏิรูปตามแนวทางพระราชดำรัสนี้ด้วย

การปฏิรูประบบการเลือกตั้ง ไม่ใช่เรื่องยากซับซ้อนอะไร ผมเชื่อว่า กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ทุกคนก็รู้เรื่องอย่างนี้ดี ก็อยู่ที่พวกท่านจะ “มีความจริงใจต่อการปฏิรูปประเทศแค่ไหน” เพื่อให้ประชาธิปไตยไทยหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์การเมืองเดิมๆ

วันนี้ผมจะขอนำแนวทาง การปฏิรูปการเลือกตั้ง มาเล่าฉายซ้ำอีกครั้ง

ขั้นแรก ต้องให้ผู้สนใจจะลงเลือกตั้ง ต้องไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่ตัวเองชื่นชอบเสียก่อน เพื่อเรียนรู้ “อุดมการณ์ของพรรค” ที่ตัวเองชื่นชอบให้ลึกซึ้งเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี เพื่อซึมซับอุดมการณ์ของพรรคอย่างแท้จริง ไม่ว่าพรรคนั้นจะมีอุดมการณ์ซ้ายหรือขวาก็ตาม ไม่ใช่เป็นเด็กเส้นเงินหนา ก็ไปลงสมัครเลือกตั้งได้ทันทีอย่างที่ผ่านมา โดยไม่มีอุดมการณ์การเมืองอะไรเลย เพียงหวังเข้าไปมีอำนาจการเมืองเพื่อกอบโกยเท่านั้น

ขั้นที่สอง เมื่อผ่านการเรียนรู้อุดมการณ์ของพรรคแล้ว ก็ ให้ลงพื้นที่ที่สนใจจะลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อเรียนรู้ปัญหาของประชาชนในพื้นที่ ขั้นนี้ก็ต้องใช้เวลาอีก 1 ปี และก่อนที่พรรคจะส่งลงสมัครเลือกตั้ง จะต้องมีการหยั่งเสียงประชาชนในพื้นที่ด้วยว่า ประชาชนในพื้นที่เห็นด้วยกับพรรคหรือไม่ที่จะส่งนายคนนี้ลงสมัคร เพื่อเป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ไม่ใช่รูปแบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ผู้สมัครเป็นใคร ประชาชนในพื้นที่ไม่เคยรู้จัก พอถึงช่วงเลือกตั้ง พรรคก็เอาป้ายรูปพร้อมเบอร์ไปติดในพื้นที่ ส่วนคะแนนเสียงก็ให้ “หัวคะแนน” ไปซื้อมา ทำให้เกิด “การซื้อเสียง” อย่างเป็นระบบ ส.ส.ที่ได้มาก็ไม่ใช่ตัวแทนประชาชน แต่เป็นตัวแทนพรรคและนายทุนพรรค เพื่อรับใช้นายทุนพรรค

ทุกคนรู้ดีว่า ปัญหาหลักของประชาธิปไตยไทย ก็คือ คน จึงต้องแก้ที่คน รัฐธรรมนูญจะเขียนสวยหรูแค่ไหนก็แก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าไม่ไปแก้ที่คน

นอกจาก การปฏิรูปคนการเมือง แล้ว ยังต้องมีการ ปฏิรูประบบการเลือกตั้ง ด้วย ซึ่งผมเสนอให้ใช้ ระบบการเลือกตั้ง 2 ชั้น แบบ เขตเดียวเบอร์เดียว โดยให้กำหนดสัดส่วน ส.ส.ต่อประชากรให้สูงขึ้น ส.ส. 1 คน ต่อประชากร 300,000 คน เพื่อให้ซื้อเสียงยากขึ้น และ ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. จะต้องได้คะแนนเสียงจากผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเกิน 50% หากไม่มีผู้สมัครคนใดได้คะแนนเกิน 50% ก็ให้เอาผู้ที่ได้คะแนนที่ 1 กับที่ 2 ไปเลือกตั้งรอบ 2 อีกรอบ ใครได้เสียงข้างมากก็จะเป็นผู้แทน

การเลือกตั้งแบบนี้จึงจะได้ ส.ส.ที่เป็นตัวแทนประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง

ต้อง ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปการเลือกตั้ง แบบนี้ จึงจะเรียกว่าการปฏิรูปอย่างแท้จริง ไม่ใช่การสรรหาลับหลัง การเลือกตั้งทางอ้อม แบบนั้นมันเป็น ประชาธิปไตยไดโนเสาร์ ครับ ไม่ใช่ประชาธิปไตยปฏิรูป สุดท้ายก็ต้องปฏิวัติเพื่อปฏิรูปกันอีก.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

หมายเหตุประเทศไทยลม เปลี่ยนทิศปฏิรูปประเทศเลือกตั้งปฏิรูปการเลือกตั้งคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญอุดมการณ์

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED

คุณอาจสนใจข่าวนี้