วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
“สมยศ”ลั่นสีกากียุคใหม่ ประชาชนเป็นที่ตั้ง กู้เกียรติยศศรัทธากลับคืน

“สมยศ”ลั่นสีกากียุคใหม่ ประชาชนเป็นที่ตั้ง กู้เกียรติยศศรัทธากลับคืน

  • Share:

“ขอส่งความรักความห่วงใยและความ ปรารถนาดีมายังข้าราชการตำรวจและ ครอบครัว รวมทั้งพี่น้องประชาชนทุกท่านด้วยความจริงใจ ในรอบปีที่ผ่านมาข้าราชการตำรวจได้ปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ด้วยความทุ่มเท เสียสละ ทั้งสติปัญญา แรงกาย แรงใจ และมีบางส่วนต้องเสียสละเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย รวมทั้งรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับพี่น้องประชาชน ดำเนินการตามนโยบาย ของรัฐบาลได้ตามเป้าหมาย ร่วมกันธำรงไว้ซึ่งสังคมที่มีความสุข ขอขอบคุณข้าราชการตำรวจทุกนายที่ได้ร่วมใจกันปฏิบัติงานในหน้าที่ ความรับผิดชอบของตนเองได้อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และเป็นที่พึ่งของประชาชนสมดังคำกล่าวที่ว่า “เราจะร่วมใจกัน พิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นที่รักของประชาชน”

ศูนย์แจ้งเหตุ 191


“พร้อมปฏิบัติหน้าที่และตระหนักถึงความรับผิดชอบที่จะให้บริการประชาชนด้วยความเต็มใจและมีจิตใจที่จะให้บริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนที่มีต่อตำรวจว่า สามารถเป็นที่พึ่งในยามยากที่ประชาชนเดือดร้อนได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการบริการของศูนย์แจ้งเหตุ 191 ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ จะต้องเป็นที่พึ่งในการบำบัดทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนได้ตลอดเวลาอย่างมีประสิทธิภาพและทันสมัย รวมทั้งการอำนวยความสะดวกและจัดการจราจรที่เป็นระบบและมีเอกภาพให้กับพี่น้องประชาชนได้รับความสะดวกคล่องตัวและมีความปลอดภัยในการเดินทาง”

เป็นบางส่วนของสารปีใหม่ที่ถ่ายทอดความรู้สึกของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ที่มีต่อข้าราชการตำรวจและครอบครัวตำรวจ รวมทั้งพี่น้องประชาชนในช่วงขวบปีที่ผ่านพ้นไป

ขอบคุณข้าราชการตำรวจทุกนายที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ด้วย “จิตสำนึก” ในหน้าที่

ลงพื้นที่


ช่วงที่ผ่านมา พล.ต.อ.สมยศได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับตำรวจนครบาลในการสอบสวนคดีม็อบปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ ร่วมทีมทำงานด้านความมั่นคงทุกส่วน กลุ่มก่อเหตุป่วนทางการเมือง และคดีหมิ่นสถาบัน รวมทั้งงานชุดปราบปรามยาเสพติดสกัดกั้นยาที่ไหลทะลักเข้ามาฝั่งชายแดน ทำให้ได้สัมผัสถึงสภาพปัญหา อุปสรรค เห็นใจและเข้าใจตำรวจระดับปฏิบัติในทุกหน่วย

ตลอดช่วงเวลาหลายปีได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน อดกลั้น เสียสละ ยึดมั่นในบทบาทหน้าที่ตามกฎหมาย แม้หลายเหตุการณ์จะทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความหดหู่ ท้อแท้ และว้าเหว่กับการปฏิบัติหน้าที่รักษากฎกติกาของสังคม

สภาพของสังคมปราศจากขอบเขตในการควบคุม ไม่คำนึงสิทธิและเสรีภาพของคนอื่น การทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่สนองนโยบายผู้บังคับบัญชาจนบางคนตกเป็นเป้าหมายของการเมืองฝ่ายตรงข้าม


เจ้าหน้าที่ตำรวจมุ่งมั่นทำหน้าที่โดยยึดมั่นอุดมคติตำรวจ “...เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ กรุณาปรานีต่อประชาชน อดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก”

แม้บางคนอยู่ในสภาพ “จำเลยสังคม” จะต้องแบกรับภารกิจที่หนักและเสี่ยงต่อหน้าที่การงาน แต่ด้วยความเชื่อมั่นในผู้บังคับบัญชาที่อยู่เคียงข้างตำรวจ ความรักในหน่วยงานและองค์กรตำรวจ

เป็นเรื่องของขวัญและกำลังใจอย่างเดียว...

มีอีกเรื่องที่ ทีมข่าวอาชญากรรม ได้รับทราบกระแสข่าวแต่งตั้งโยกย้ายว่า ปัจจุบันตำรวจ บช.ก. และ บช.น. อยู่ในสภาพไม่ต่าง “บ้านแตก” หลายคนอาจถูกส่งออกนอก บช.

ระดับ รอง ผบก.และ ผกก. ในสังกัด บช.น. ข่าววงในว่าไม่ต่ำกว่า 70 โรงพักจาก 80 กว่าโรงพักต้องถูกย้ายออกนอกหน่วย ในข้อหา “ป้ายโฆษณา” ซึ่งมีมาก่อนหลายคนที่เข้ามารับตำแหน่ง


มีการตั้งกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง

เป็นอีกยุคที่ได้เห็นตำรวจอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

จนขาดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่!!

จึงร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาเพื่อผู้บังคับบัญชาช่วยพิจารณา

เป็นอีกเรื่องใหญ่ของความเป็นผู้นำที่ต้องคิดทางแก้ไขทำให้เกิดความเป็นธรรม


งานนี้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. และรอง ผบ.ตร.หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ประธาน ก.ตร. ต้องรีบแก้ไขเพื่อไม่ทำให้ตำรวจหน่วยงานหลักเสียขวัญกำลังใจมากกว่านี้

โยกย้ายล้างบางตำรวจเป็นสิ่งที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของตำรวจ เป็นสิ่งที่ผู้นำตำรวจมองข้ามไม่ได้ เพราะแสดงให้เห็นตำรวจลืมความรักความสามัคคีของหน่วย การโยกย้ายล้างบางกันไปมาไม่เกิดผลดีกับหน่วย มีแต่จะทำให้หน่วยงานอ่อนแอ ขัดแข้งขัดขา ไม่เชื่อมั่นผู้บังคับบัญชา

ตำรวจไม่มีทางออก ขาดขวัญกำลังใจ ย่อมส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่

เป็นความคาดหวังของตำรวจที่รอคอยความเห็นอกเห็นใจของผู้บังคับบัญชา

สำหรับปีใหม่ 2558 นี้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ย้ำนโยบายกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ด้วยว่า


“การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยี ที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและสลับซับซ้อนในโลกยุคดิจิตอล ที่มีการเชื่อมต่อและส่งต่อข้อมูลได้อย่างรวดเร็วตลอดเวลา ย่อมทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆได้อย่างง่ายดาย และมีการติดตาม ตรวจสอบการทำงานของตำรวจอย่างเข้มข้นเพิ่มขึ้นมาก รวมทั้งการที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC ในปลายปี พ.ศ.2558 ย่อมมีแนวโน้มทำให้การเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของประชากร ในภูมิภาคอาเซียนมีความสะดวกและเป็นอิสระเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของตำรวจ จะมีเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย จึงมีความจำเป็นที่ข้าราชการตำรวจทุกคนต้องปรับปรุงและพัฒนาตนเอง ทั้งองค์ความรู้ในงานตำรวจ ภาษาและเทคโนโลยีต่างๆ ให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ต้องทุ่มเทเสียสละความสุขส่วนตัวเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อสนองตอบความคาดหวังของประชาชนในสังคม อันจะนำไปสู่ความยอมรับและเป็นที่รักของประชาชน รวมถึงความเชื่อถือ ศรัทธา ในองค์กรตำรวจ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุด”


“ขอย้ำเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ตั้งอยู่บนพื้นฐานความยุติธรรม ความเสมอภาค เปิดโอกาสให้ประชาชนและ องค์กรส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ ด้วยความโปร่งใสและยุติธรรม โดย “เราจะพร้อมใจกันมอบความรัก สร้างความศรัทธา และความผาสุกแก่พี่น้องประชาชน” ขอให้ข้าราชการตำรวจทุกนายร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ยึดมั่นในความรักความสามัคคี มีจิตวิญญาณของความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ให้บริการประชาชนด้วยความเสมอภาคและเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความผาสุกเกิดขึ้นในสังคมและประเทศชาติ”

เป็นนโยบายที่คาดหวังความร่วมแรงร่วมใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนยึดมั่นในคำว่า “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” และขอให้ข้าราชการตำรวจคิดถึงประชาชน สังคมเป็นสิ่งแรก

ความเชื่อมั่น ศรัทธา และความรักของพี่น้องประชาชน เกิดจากผลการปฏิบัติของตำรวจ

ความสำเร็จงานใดๆ ลำพัง ผบ.ตร.คนเดียวทำไม่ได้ต้องอาศัยพลังขับเคลื่อนตำรวจทุกนาย.

ทีมข่าวอาชญากรรม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้